IPB

Welcome Guest ( Log In | Register )

2 Pages V   1 2 >  
Reply to this topicStart new topic
> เรื่องเล่าจาก...ตระนาวศรี, ประสบการณ์ในอดีต .... กลางดงดิบ ในป่าพม่า
ชัชวาลย์
post 13 April 2012, 07:58 PM
Post #1


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984





เรื่องเล่า... จากตระนาวศรี






ชัชวาลย์ ทองวัฒนา

หญ้าปากคอก ที่หินลับมีด .....



1.มุ่งมั่น...






ณ.จุดหนึ่ง... ใกล้เทือกเขาตระนาวศรี ในป่าลึกของพม่า
แวดล้อมด้วยดงไม้ใหญ่นานาพันธ์
ทั้ง ตะเคียน เคี่ยม หลุมพอ กระบาก ขนาดหลายคนโอบ
ต่ำลงมา รกเรื้อ เบียดเสียดด้วยหวาย เต่าร้างและเฟิร์น คลี่คลุม

ประหนึ่งจะบดบัง ไม่เว้นช่องว่าง ให้ชีวิตอื่น ได้ยืนหยัดสู่ตะวัน

ใต้ร่มเงาไม้หนาทึบ เป็นลำห้วยแห้ง
ที่คนเที่ยวป่า เรียกกันว่า
..หินลับมีด

ลำห้วยสายนั้นชุ่มฉ่ำ เฉอะแฉะ เพราะ น้ำซับ
ซึมเอ่อ ไหลริน ตลอดปี

ก้อนหินใหญ่น้อย โผล่ผุด เรียงราย ยาวเป็นแนว สะดุดตา
หลายๆก้อนมีขนาดหม้อหุงข้าว บางก้อนใหญ่กว่านั้น

หลายก้อนที่ด้านบนราบเรียบ เหมือนมีใครมาตกแต่ง ขัดถูด้วยเครื่องมือ
ต่างกับหินธรรมชาติที่พบเห็นในป่าทั่วไป ...


นี่เอง... เป็นที่มาของชื่อ หินลับมีด





มีตำนานพื้นบ้าน จากคนเก่าแก่เล่าว่า

-ในสมัยก่อน ครั้งที่พม่ายกทัพ ข้ามมาทำศึกกับไทย
กองทัพพม่า ยกรี้พลมากมาย เข้ามา
ผ่านป่าดิบ รอนแรมเรื่อยมา จนถึงป่าแถบนี้

ก่อนถึงเมืองประจวบคีรีขันธ์ กองทัพพม่าแวะพัก ไพร่พล
เหล่าทหารทั้งหลาย ต่างก็ใช้เวลาว่าง ลับดาบ ลับอาวุธ
จนด้านบนของก้อนหินตะปุ่มตะป่ำในลำห้วย หลายก้อน เ
ปลี่ยนเป็นราบลื่นอย่างที่เห็น

เป็นอีกเรื่องเล่าหนึ่ง เช่นเดียวกับจุดอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง
เช่นหนองบัวและ ทุ่งไม้แดง ต่างมีเรื่องเล่าประกอบ
เกี่ยวข้องกับชื่อ และสภาพภูมิประเทศ



เมื่อเดินผ่านป่ารกทึบ ร่มรื่น จนแดดส่องไม่ถึงพื้น ไปไม่กี่ก้าว

สองข้างและรอบๆตัวเรานั้น ล้วนมีแต่ดงกล้วยป่าปลีแดง
เถาวัลย์ก่ายเกย ต้นสมพงใบกว้าง ดำดง
และต้นกะเหรี่ยงใหญ่ ลำต้นมัน เกลี้ยงเกลา สูงชะลูดลิ่ว แหงนคอตั้งบ่า

ต่อด้วยแนวกอพง ดงอ้อ สูงท่วมหัว
อันเป็นทางลาด ทะลุลงสู่ หาดทรายแห้ง
เชื่อมติดกับลำห้วยใหญ่ น้ำไหลโกรก แตกฟอง

แดดสาดส่อง สว่างจ้า ราวกับคนละโลก



เรามาตั้งแค็มป์ บนหาดเล็กๆริมห้วยนี้ได้สองวันแล้ว....

ใครจะเชื่อว่ากลางป่าดิบที่ชุกชุมด้วยส่ำสัตว์ใหญ่น้อยมาก มาย
แต่ดูเหมือนโชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย



คนเจนป่า เจ้าของพื้นที่ อย่างพี่หมาย โต กำนันตุ๊และพรานพื้นเมืองและทุกคน ที่ร่วมเดินทาง
ต่างผิดหวังกับการออกตระเวณป่าโดยรอบ

จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม อย่างที่เราถกกัน

ว่าสาเหตุหนึ่ง อาจเป็นเพราะสัตว์ย้ายถิ่นหากิน
หรืออาจเป็นเพราะคาราวานตัดหวายจากปราณบุรี ขบวนใหญ่ มากกว่าสามสิบคน เมื่ออาทิตย์ก่อน
ตระเวนตัดหวาย หาของป่าในดงละแวกนี้ จนป่าแตก



"กวางที่ไหนมันจะอยู่ ไอ้พวกนั้นซอกซอนไปทุกที่" โตโคลงหัว จุปากบ่นไม่หยุด

Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 13 April 2012, 08:14 PM
Post #2


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984





....
เราแบ่งสาย สำรวจพื้นป่าแถบนั้น แทบทุกขุนเขา
ในรัศมีเดินหนึ่งวัน

พรานพื้นเมืองหลายคนแยกไปตามแหล่งถนัด ที่ปีก่อนเคยเป็นป่ากับข้าว
ส่วนผมกับพี่หมาย ออกเที่ยวตามจุดและทำเลเด็ด

ที่ปีก่อนๆ เคยได้กวางใหญ่ เป็นอาหาร


แต่ทุกที่ ทุกทุ่ง และทุกโป่ง ดูเหมือน ไม่มีเป็นชิ้น เป็นอัน

นอกเสียจากรอยกวางใหม่ๆ


หรือไม่ก็ รอยกระทิงโทนลงกินโป่ง
และรอยช้างโขลงใหญ่ในดงไผ่ ริมห้วย
เป็นประจักษ์พยาน


ยืนยัน ความชุกชุมของสัตว์ในป่าแถบนี้เป็นอย่างดี



ทุกที่ มีเพียงรอย.... รอยและรอย จนพวกเราสงสัยว่า ...ตัวมันหายไปไหนหมด






อย่างดี ที่พรานทุกสายได้ติดมือกลับมาเป็นเสบียง

ก็แค่กระจง เม่น หรืออีเห็น เป็นอาหารประทังชีพไปวันๆ








เช้าวันต่อมา –เราปรึกษากันใหม่ ถึงการตระเวนป่าอีกครั้ง
พรานพื้นเมือง หลายคนให้ความเห็นว่า น่าจะย้ายแค็มป์ไปตั้งในป่าบน ลึกกว่านี้
หรือข้ามท่าแพ ไปตั้งแค็มป์ แถบคลองแสนกันดาร ซึ่งหาเนื้อได้ง่าย
แต่ป่าข้างหน้าล้วน มีอุปสรรคที่มองไม่เห็นรออยู่





พี่หมายแย้งว่า ...จุดที่เราตั้งแค็มป์นี้ น่าจะเหมาะกว่าป่าแหล่งอื่นๆที่อยากไป

เพราะรถจิ๊พดั้นด้นไปไม่ได้
แม้จะมีทางลำลองอยู่บ้าง แต่ทางหลายตอน หลายช่วง ก็ถูกน้ำป่าพัดขาด
บางช่วงก็มีไม้ใหญ่ ล้มขวาง
หากจะไปกันจริงๆต้องเสียเวลาตัดไม้ ซ่อมทางเป็นวันๆ
หรือไม่ ก็ต้องเดินด้วยเท้า



" ถ้าหากได้เนิ้อ จะเอากลับมาอย่างไร
....แค่เดินไปขาเดียว ก็หมดวันแล้ว
" เป็นเหตุผลแรกจากพี่หมาย ที่ต้องสดับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 13 April 2012, 08:20 PM
Post #3


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984






"
ข้าวของเสบียงอาหาร ก็มากมายยังกับย้ายบ้าน ขนไปไม่หมดแน่"



เป็นเหตุผลต่อมา ที่ทุกคน ต้องรับฟัง



ตกลงว่า เรายินดีจะพักแรมที่เดิม อีกต่อไปสักระยะ
ตระเวนดงกัน อีกสักรอบ
หรือหากโชคไม่เข้าข้างจริง

"ค่อยว่ากันใหม่" อย่างที่พี่หมายว่า



แต่ หลายคน ซึ่งผิดหวังจากการเดินป่าหาเนื้อ หากวาง
มาตลอดสองวัน สองคืน เลือกขอพักนอนเอาแรงที่แค็มป์








แต่ผมนั้น เป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ .. ชักชวนน้าเหาะ อดีตควาญช้างของกำนันแป๊ะ ที่รู้ป่ารู้ดงดี
และไอ้หนุ่ย คนขับรถลากไม้ ที่กลัวช้าง กลัวผี ยิ่งกว่าอะไรในโลก
ออกเที่ยวป่ากันอีกวัน



"ดีกว่าอยู่เฉยๆ"ไอ้หนุ่ยไม่ขัด



น้าเหาะ พื้นเพเป็นคนประจวบ อายุราวสี่สิบต้นๆ เป็นคนไม่ค่อยพูด
นอกจากได้เติมดีกรีเข้าไปสองสามแก้ว
ผ่านชีวิตป่ามาโชกโชน แม้ไม่ใช่พราน แต่ก็เคยท่องเที่ยวไปในดงเล็ก ดงใหญ่ ของป่าพม่าหลายแห่ง
จนถึงเมืองมะริด
รู้จักคนในป่ามากมายพอตัว

ส่วนไอ้หนุ่ย เป็นคนหนุ่ม อายุยี่สิบกลางๆ
ร่างใหญ่ ผิวคล้ำ อารมณ์ดี พูดเก่ง เสียงดัง
สำเนียงเหน่อแบบคนประจวบ นิสัยมุทะลุ ออกจะห่ามๆ


เป็นคนไม่กลัวคน เท่าๆกับ กลัวผี
และกลัวช้างเป็นที่สุด




น้าเหาะกำหนดการเดินทางคร่าวๆว่า.... เราสามคน จะต่อแพไม้ไผ่ล่องตามน้ำ
และส่องไฟไปเรื่อยๆ
ขากลับก็เดินส่องไฟตามด่านช้างและห้วยใหญ่
ตามทุ่งหญ้าเหมาะๆข้างใน มีมาก หลายแห่ง ไม่มีใครกวน

คงได้กวางงามๆสักตัว

แกแน่ใจว่า จำป่านี้ได้ปรุโปร่ง
เพราะเมื่อก่อนเคยเข้ามาทำไม้ เป็นเวลานาน คราวละหลายๆเดือน
แม้เดินกลางคืนก็แน่ใจว่าไม่หลง

อีกอย่าง ดงลึกแถบนั้น พวกตัดหวาย หาของป่า หาน้ำมันยาง ยังไม่น่าไปถึง

เป็นอันว่าตกลงตามจินตนาการนั้น
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 06:22 AM
Post #4


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984




....
การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้เราสามคน
ต้องเผชิญความลำบาก แสนสาหัส .... ในเวลาต่อมา








ผมเตรียมของกินและเสบียงสำรอง ติดไปด้วย พอกินได้สองมื้อ
ไฟฉายสามท่อน ยาและถ่านไฟสำรอง ยัดใส่เป้หลัง

ไอ้หนุ่ยที่กำยำลำสัน เตรียมแบตเตอรีลูกใหญ่ อย่างที่ใช้ในรถกระบะปิคอัพ
ใส่ในถุงปุ๋ย ใช้ผ้าขาวม้าทำสายสะพายคล้องไหล่สองข้าง
ต่อพ่วงกับสปอร์ทไลท์มือถือ ขนาด 12 โวลท์
สำหรับส่องไฟกลางคืน

ในยุคนั้น ยังไม่มีไฟฉายประสิทธิภาพดีๆใช้กัน
นอกจากไฟฉายสามท่อน หกท่อน ถ่านไฟก้อนใหญ่
ให้แสงสว่างไม่ดี และมีน้ำหนักมาก

เราจึงใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ พ่วงด้วยไฟสปอร์ทไลท์ส่องสัตว์
เนื่องด้วยส่องได้นาน ให้ไฟแรง ส่องสว่างและไกลดี

หากเป็นแบตตอรี่ลูกใหญ่ ขนาด 80 แอมป์ขึ้นไป
ก็สามารถส่องไฟได้สองหรือสามคืน ติดต่อกัน
ถ้าเป็นแบตเตอรีขนาดย่อมลงมา ให้กำลังไฟน้อยหน่อย
ก็อยู่ได้ราวหนึ่งหรือสองคืน

ข้อดีของแบตเตอรีขนาดใหญ่คือ ให้กำลังไฟสว่างดีมาก



ข้อเสียคือ หนักมากที่สุด

พรานที่ส่องสัตว์ด้วยแบตเตอรีแบบนี้
มักจะถูกล้อเลียนว่า เป็นพรานตูดแดง…



เพราะน้ำกรดแบตเตอรี่มักหกไหล ซึมกางเกงจนขาดแหว่งเห็นก้นเสมอๆ



ผมเคยใช้เดินส่องไฟด้วยแบตเตอรี่แบบนี้อยู่หลายๆครั้ง
แต่ทรมานมาก
เพราะมันหนักเหลือเชื่อจริงๆ คืนหนึ่งๆเดินส่องไฟสักครึ่งคืน

แบก ไรเฟิล .375 แม๊กนั่ม อีกกระบอก หลังไหล่ระบมไปนาน







ผมให้น้าเหาะถือลุกซองแฝดไบคาลของผม
เพราะดูแกใช้ ถนัดมือมากกว่าไรเฟิลหลายๆกระบอกในแค็มป์



ไอ้หนุ่ยนั้น เอาดีได้ทางปีนป่าย ขึ้นต้นไม้เวลาคับขัน มากกว่ายิงปืน
-ให้ถือลูกซองเดี่ยว


และผมถือไรเฟิล ซีแซด .30/06 ใส่ลูกหัวแข็ง สลับซิลเวอร์ทิพ





เรามาถึงปลายห้วยตอนหนึ่ง ที่มีป่าไผ่ขึ้นเป็นดงยาวในอีกชั่วโมงต่อมา

ตรงตำแหน่งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางด้วยแพไม้ไผ่…..



ช่วยกันตัดไม่ไผ่ขนาดน่อง จากป่าละแวกนั้น
ได้กว่าสิบลำ ริดกิ่งก้านออก และลากลงมาริมน้ำ


ส่วนน้าเหาะกับไอ้หนุ่ย ช่วยกันจักตอกไม้ไผ่ แทนเชือก สำหรับมัดแพ





เสียเวลาเกือบสามชั่วโมง... งานหนักส่วนนี้ก็สำเร็จลุล่วง
แพไม้ไผ่มัดด้วยตอก แน่นหนา

ตรงหัวแพมีไม้ขวางเหมือนแคร่ยกสูงเป็นที่นั่ง
มัดท้ายแพ รวบด้วยเถาวัลย์ เป็นแพขนาดกลาง บรรทุกได้สามคน

แม้ไม่เรียบร้อยนัก แต่แข็งแรง พอไปได้

เมื่อขึ้นไปทดลองนั่งดูทั้งสามคน แพจมลงจากระดับเดิมเล็กน้อย
น้ำท่วมมิดข้อเท้า ถือว่าใช้ได้

จากนั้น ก็ล้อมวงกินข้าวที่เตรียมมา

หลังอาหารมื้อนั้น ก็พร้อมออกการเดินทางทันที


น้าเหาะชี้ให้ดูเทือกเขาด้านตะวันตก ต่อจากผืนป่า ลิบๆ
เห็นเป็นทิว สูงต่ำ ลดหลั่น สีฟ้าสลับคราม
ไกลเหมือนอยู่ปลายฟ้า

"เราจะล่องแพไปทางนั้น ผมไม่ได้ไปเที่ยวหลายปีแล้ว กวางชุมมาก บางคืนยืนแช่ข้อ
กินสาหร่าย ตามชายหาด มากมาย เหมือนวัวเลี้ยง
" แกเล่าให้ฟัง



"แล้วช้างละ-" ไอ้หนุ่ยอดถามไม่ได้



"โอย-เยอะแยะ มีทั้งงาและสีดอ" แกตอบ อมยิ้ม.... รู้จุดอ่อนไอ้หนุ่ย


แม้ผมไม่จัดเจนทางน้ำ
แต่ก็
เคยล่องแพไม่ไผ่ ในแม่น้ำปายหลายครั้ง
จึงไม่เป็นที่หนักใจของน้าเหาะและไอ้หนุ่ย







ตกลงกันว่า ให้ไอ้หนุ่ยยืนหน้า คอยคัดหัวแพ และส่องไฟไปด้วย


ผมนั่งกลางแพ -สบายหน่อย คอยยิงอย่างเดียว

ส่วนน้าเหาะคัดท้าย และคอยยิงซ้ำ เผื่อผมยิงนัดแรกไม่อยู่



แพเคลื่อนจากท่า ริมน้ำ กลางป่าลึก ..เมื่อเป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็น



....แดดจัดจ้า ฟ้าโปร่ง ลมพัดเอื่อยอ่อน เย็นสบาย
นกป่าร้องระงมรอบตัว
สายน้ำในช่วงแรกไหลเอื่อยๆ แพล่องลงมาตามลำน้ำคดโค้งช้าๆ


ทุกอย่างดูดีไปหมด


ผมนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กลางแพ พาดปืนไว้บนตัก
นั่งมองธรรมชาติรอบๆตัว
และทิวทัศน์งดงามตระการตา อย่างสบายใจ

นกเงือกขนาดใหญ่หลายตัว ขยับปีกพึบพับ โผไปมา บนคบไทร เหนือหัว

นกเขาเปล้าฝูงใหญ่ และนกขุนทอง เข้ากินลูกไทรเจี๊ยวจ๊าว

นกยูงสามสี่ตัว บินร่อนระหว่างป่าพง ริมหาด
เห็นเลื่อมลายชัดเจน



นึกถึงคนที่แค็มป์- ว่าพวกนั้นไม่มีโชค
ไม่ได้เห็นภาพสวยงามอย่างผม






ความสุขแท้จริง เมื่ออยู่กลางลำเนาเถื่อน อันวิเวก
จนเรารู้สึกได้ ถึงความสงัด จนสงบ
- ไม่ได้อยู่ที่การล่า

หากแต่อยู่ที่ ได้เดินทางเข้าไป ในภูมิประเทศใหม่ๆ
น่าตื่นตา
และได้เป็น ส่วนเสี้ยวของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่
ซึ่ง รายล้อมรอบเรา



Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 06:32 AM
Post #5


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



บางช่วงที่แพผ่านแก่ง มีเสียงสวบสาบของสัตว์กีบ คาดว่าน่าจะเป็นฝูงหมูป่า
วิ่งคึกๆในป่าทึบด้านบน

เห็นทิวไม้ไหวๆเป็นทิว พอให้เราตื่นเต้นได้บ้าง



ตามหาด หลายหาดที่แพผ่านไป มีรอยสัตว์ มากมาย จนลานตา



เราพบเก้งสองตัว ระยะราวยี่สิบเมตร ยืนเล็มหญ้าบนริมฝั่ง



ตัวผู้สีเข้ม คล้ำ ไปทางน้ำตาล พ่วงพี เขายาวกว่าคืบ
นางตัวเมียขนาดใกล้เคียงกัน ยืนเยื้องไปเล็กน้อย กระดกหางสีขาว ส่ายไปมา

เคี้ยวหญ้าจับๆ มองดูเราอย่างไม่ระแวงอะไรเลย




ผมยกปืนขึ้น ทำท่าเล็ง แล้วลดลง

หันไปดู เห็นน้าเหาะอมยิ้มไม่พูดอะไร

ส่วนไอ้หนุ่ยหัวเราะหึๆในคอ ทำนองว่า
... ถ้าจะกินเก้ง... ไม่ต้องถ่อมาไกลขนาดนี้




แพพาเราลอดเถาสะบ้าใหญ่ขนาดโคนขา ทอดก่ายเกยข้ามลำห้วย
จากฟากหนึ่ง ไปอีกฟากหนึ่ง

บนเถา คดโค้งเหมือนสะพาน มีลิงกัง สีกากีตัวโต
ขนาดเด็กสองขวบ กว่าสิบตัว
นั่งบ้าง ยืนบ้าง ชะเง้อ จ้องมองเรา



เจ้าจ่าฝูง รูปร่างกำยำ หน้าแดง ขนสีเข้ม
ใหญ่กว่าตัวอื่นในฝูง ยื่นหน้าขู่ ตะคอก
ขย่มตัว อวดเขี้ยวยาว กิ่งไม้รอบๆสั่นกราว
ลูกฝูง ขนาดเล็กสิบกว่าตัว วิ่งเจี๊ยวจ๊าว ไล่กัน อลหม่าน

เหมือนเด็กเล่นซุกซน มากกว่าจะตื่นกลัว มนุษย์สามคน บนแพเบื้องล่าง



"วันหน้าจะมาหาลูกลิงสักสี่ห้าตัว ไปขายพวกทำสวนมะพร้าว"
ไอ้หนุ่ยเปรย


แต่ผมห้ามไว้



การจะได้ลูกลิงสักตัวจะต้องยิงแม่ลิงก่อน และพรากลูกลิงไปจากอก ซึ่งผมมองว่าโหดร้ายเกินไป



"ลองใครมายิงเมียเราแล้วเอาลูกไปทำงาน-หนุ่ย ยอมมั๊ย"ผมตั้งคำถาม



"ผมไม่มีเมีย" ไอ้หนุ่ย ไปข้างๆคูๆ อมยิ้ม

[/size]

ลิงกังเป็นที่ต้องการของชาวสวนมะพร้าวมาก
เนื่องจากมันฉลาด แสนรู้ แข็งแรง ฝีกให้ขึ้นเก็บมะพร้าวได้

ตัวที่เก็บมะพร้าวเก่งๆ มีราคาสูงเป็นหมื่น



ดังนั้น จำนวนของมันในป่า จึงลดลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุใหญ่ ก็มาจากมนุษย์นี่เอง




ระหว่างแพผ่านคุ้งน้ำตอนหนึ่ง ซึ่งแผ่ขยายออกกว้าง
สองด้านเป็นเนินกรวด หลากสี
ตรงขวามือมีมะเดื่อน้ำ ลูกพราว สุกแดง ดกเต็มต้น
สลับด้วยดงไม้ทึบ แน่นขนัด

น้าเหาะก็สั่งให้ไอ้หนุ่ยหันหัวแพเทียบหาด



"ข้างบนมีโป่งใหญ่ ขึ้นไปดูกัน"แกชักชวน

ลุยผ่านดงผักกูด ผ่านแนวดงไม้น้ำ ขึ้นไปบนตลิ่ง
ผ่านทุ่งหญ้าท่วมเข่า

ก็พบทางด่านสายหนึ่ง ทอดตัว
อาศัยทางเส้นนั้น วกขวาขึ้นเนินสูง ลอดใต้เงาดงไม้แดง
ราวสิบนาทีต่อมา ทางด่านสายเล็กๆก็นำมาสู่โป่งใหญ่ .....




ตัวโป่งมีขนาดใกล้เคียงกับสนามบาสเก็ตบอลล์ อยู่ในหลุบต่ำ
ปีกด้านหนึ่ง
อยู่ใต้ร่มเงาไทรที่รากของมัน ย้อยระย้า
เป็นม่าน ร่ม ครึ้ม
จนมองไม่ทะลุฟ้า



มีรอยสัตว์ลงกินมากมาย
แต่ที่น่าสนใจ และพอจะคาดหวังได้
เป็นรอยกระทิงโทนขนาดใหญ่ กับกวางสองสามรอย ที่ลง
กิน



อย่างช้าเป็นเมื่อคืน หรืออย่างเร็ว เป็นเมื่อเช้า



"เฝ้าดีๆ น่าจะได้ตัว" น้าเหาะพูดเปรย เหมือนให้ความเห็น

แต่เราไม่มีเวลาทำเช่นนั้นได้



เราเดินสำรวจตัวโป่งขึ้นไปบนเนินอีกด้าน
ทะลุป่าไผ่ และลัดเลาะไปตามแนวไม้ใหญ่ ที่ขึ้นเรียงราย
ตามพื้นโล่งราบ เหมือนเดินในสวนป่า



ผมสังเกตุเห็นบางอย่าง บนต้นไม้ใหญ่
ลักษณะคล้ายกับห้างที่พรานใช้ดักยิงสัตว์
พื้นขัดไว้ด้วยกิ่งไม้ปูไขว้ไปมา

ทับด้วยกิ่งไม้ขนาดย่อมกว่า ขัดบนคบไม้ต้นละรังๆ
บางรัง ยังสดใหม่

บางรังเริ่มเหี่ยวแล้ว กลายเป็นสีน้ำตาล นับได้สองสามรัง




มันเป็น รังหมีนั่นเอง.....




พยายามสอดส่ายสายตา หาเจ้าของรัง
ที่อาจนอนจับเจ่าบนคบไม้ใด คบไม้หนึ่ง แต่ไม่พบตัว




มีรอยลงเล็บ ด้วยความคะนอง
ตามเปลือกประดู่และไม้อื่นๆบริเวณนั้นหลายต้น
เปลือกไม้แข็งหลุดร่อน เห็นเป็นรอยเล็บ
ยาวเหมือนถูกสลักด้วยสิ่ว ลึกเป็นทางยาว



ไอ้หนุ่ยและน้าเหาะหยิบก้อนหิน ขว้างใส่รังไม้หลายครั้ง
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆจากเจ้าของรังตอบ



"
มันคงย้ายไปหากินที่อื่นแล้ว" น้าเหาะให้ความเห็น เดินดุ่มๆกลับลงแพ



รังหมีบนต้นไม้ นับเป็นของแปลก นานๆจะได้พบเห็นสักครั้ง





ในชีวิตการเดินป่า มักมีเรื่องแปลกๆ โดยมิได้คาดหมาย
ผ่านเข้ามา ให้เราประหลาดใจเสมอๆ


เท่าๆกับ หลายคนเชื่อว่า เหล่านั้นคือ สิ่งซึ่งถูกกำหนดให้พบเห็น เพียงครั้งเดียว
และจะไม่มีโอกาสอีก



บางคนเชื่อว่า เป็นอาถรรพ์ของป่า



บางอย่าง จับต้องไม่ได้ เสมือนภาพลวงตา



แต่ทุกอย่างล้วนคือ เสน่ห์ ให้เราโหยหา ได้ทุกขณะ
ยามเมื่ออยู่ห่างไกล




หลายปีก่อน....ในป่าอุทัยธานี
ขณะผมตามรอยวัวแดงกับพรานพื้นบ้าน
รอยของมันพาเราเตลิดผ่านเทือกเขาสูงไปกว่าค่อนวัน

ขากลับ ฝนตกหนัก จนลบรอยเดิมเสียสิ้น
จนมะงุมมะงาหรา หลงทางอยู่ในหุบเขาใหญ่ สูงชัน หลายชั่วโมง

วกวนอยู่อย่างนั้น เหมือนไม่มีทางออก



ครั้นตัดออกจากด่านช้าง เพื่อจะข้ามดงต้นขยัน สู่ทุ่งหญ้า
ที่มองเห็นลิบๆข้างหน้า
ก็พบรังหมี บนคบไม้ใหญ่เหนือหัว

สูงขึ้นไปราวหกเมตร รังนั้นดูใหม่ ใบไม้และกิ่งก้าน เขียวสด



เพราะฝนเพิ่งตกใหม่ๆหมาดๆ อากาศจึงยังอับชื้น
กลิ่นสาบสางของหมี อบอวล รอบอาณาบริเวณ
จนพรานนามที่เดินนำหน้าผม ทำจมูกฟุดฟิด
อย่างคนป่ากระสากลิ่นอันตราย

และ เตือนให้ผมระวังตัว





ขณะที่เรา กำลังเดินผ่านดงไม้สูงท่วมเอว ต่อไป อย่างช้าๆ เงียบๆ



ทันใดนั้น! มี เสียงซ่า และเสียงไม้ใหญ่หักโครมคราม


ใบไม้เศษละอองธุลี ปลิวว่อน

จนรู้สึกได้ว่า เหมือนมีแรงลมผ่านวืดลงมา



ตามด้วยเสียงตุ้บ! ดังสนั่น....ห่างผมไปไม่กี่ก้าว




กำลังคิดว่าเป็นเสียงอะไร ....

เหลียวไปดู
เห็น ก้อนเนื้อดำทมึน เหมือนถังแกลลอน สองร้อยลิตร
กำลังผลุดลุกขึ้นช้าๆ


ร่างดำ กำยำ ตระหง่าน ราวกับอสูรกาย
เห็นสีขาวรูปตัววีทีหน้าอกเด่นชัด เขี้ยวขาวเต็มปาก



เห็นกระทั่ง แววตาคู่นั้นชัดเจน


หมีควาย!...สมองบอก




มันยืนสองขา เหมือนพยายามทรงตัวให้ได้
แต่แล้วก็เซแซดๆ
ไปซ้ายมือบ้าง ขวามือบ้าง

-
ไม่ต่างจากคนเมา ที่กลับจากงานเลี้ยงรุ่น



ผมยกไรเฟิล .375 แม๊กนั่ม
ขึ้นประทับบ่า พร้อมๆกับปลดเซฟ



สัญชาตญาณบอกตัวเองว่า หากมันปรี่เข้ามา
เป้าหมายคือหัวกะโหลกใหญ่โต ที่ส่ายไปมา


ขณะมองผ่านใบศูนย์หลัง

ผมสบตากับ เจ้าของร่างดำทะมึน

แวบหนึ่ง และเหตุการณ์ก็ปลี่ยนไป




มีควายใหญ่ลดตัวลง ... เปลี่ยนเป็นเดินสี่ขา



โงนเงนไปมา โซซัดโซเซ
และเดินเลี่ยงหายไปในม่านไม้ หนาทึบ




เหมือนภาพ ถูกลบออกจากกระดานดำ



ผมลดปืนลง... ถอนหายใจ เฮือกใหญ่



บอกไม่ถูก -ตอบตัวเอง และพรานนามไม่ได้

ว่าทำไม ไม่ยิงหมีควายตัวนั้น.....



ใครก็ตาม.. ที่ได้เห็นบางอย่างในแววตา ก็คงทำเช่นเดียวกับผม



ในเสี้ยววินาทีคับขัน.. อันแสนจะน้อยนิด


มีบางอย่าง แล่น ปลาบเข้ามา เป็นสื่อ ประสานสู่จิต



เหมือนภาษา ซึ่งพอเข้าใจได้…
.
ระหว่างคนและสัตว์ อันเป็นเดรัจฉาน






ในแววตาคู่นั้น
มีความ ตื่น ตระหนก ระคน หวาดกลัว อย่างเห็นได้ชัด




ในป่า- เราไม่จำเป็น ต้องยิงสัตว์ทุกตัวที่เห็น!




หลังผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้น ขวัญแขวน



[size="4"]
เราสันนิษฐานกันว่า

เจ้าหมีใหญ่ตัวนั้นคงหลบนอนอยู่บนรัง
และ คงตกใจตื่น เมื่อพวกเราผ่านมา
แต่อารามรีบร้อนจึงพลัดตกต้นไม้



มันเป็นหมีใหญ่......
ซึ่งประทับอยู่ในความทรงจำเล็กๆ ของผมตลอดมา
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 06:33 AM
Post #6


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



2. เป็นจริง...





เย็นแล้ว .... ตะวันเพิ่งจะลับเหลี่ยมเขาไปไม่นาน


อากาศขมุกขมัว และเย็นลงอย่างรวดเร็ว
สายน้ำเริ่มเชี่ยวกรากและแก่งก็เปลี่ยนไป รุนแรงขึ้น
หินกลางน้ำตามแก่ง ก็ใหญ่กว่าที่ผ่านมา


หลายครั้ง ที่แพผ่านเข้าไปในกอหนามขี้แรด
หรือไม่ก็กอไผ่ซึ่งถล่มอยู่ริมน้ำ
เราต้องออกแรงค้ำ ถ่อแพให้พ้นอุปสรรค เต็มกำลัง



ไอ้หนุ่ย คัดหัวแพ ปากบ่นสบถไม่หยุด

และบางตอน เหมือนสายน้ำให้เวลาเรา
ได้หยุดพักเหนื่อยบ้าง


เราผ่านวังน้ำใหญ่ ระดับน้ำลึกมาก
จน ถ่อไม้ไผ่ยาวสองวาหยั่งไม่ถึง




วังบางช่วงนั้น นิ่งสนิท ผืนน้ำราบเรียบเหมือนแผ่นกระจก



ผมไม่ชอบความรู้สึกเงียบสงบเหมือนวังเวงนี้.... แม้จะอยู่บนแพก็ตาม

ในใจ คิดไปไกล ถึงเจ้าตัวหางยาวๆ เขี้ยวขาว
ที่อาจแหวกว่ายในสายน้ำ และคอยเฝ้ามองเรา




มีตอนหนึ่ง ขณะแพเราผ่านไปถึงกลางวังน้ำ
ขนาบด้วยผาสูง
ชะง่อนหินปูนก้อนใหญ่ รูปร่างแปลกตา
มีน้ำหยดพราวไหลริน เสียงดังจ๋อมๆ


ถัดไปมีเถาวัลย์ใหญ่ ห้อยยาวเป็นสาย
เหมือนม่านสีทึม
ทุกอย่างดูเป็นใจให้วังเวง



ทันใดนั้น มีเสียงตูมใหญ่
!



ดังจากป่าพงสูงท่วมหัว ด้านขวามือ
ผมหันไปดู ขยับตัว
ยกปืนขึ้นด้วยสัญชาตญาณ มากกว่าจะยิง

น้ำในวัง กระเพื่อมเป็นระลอก ขยายวงแผ่กว้าง
แต่มองไม่เห็น ว่าเป็นอะไร




ไอ้หนุ่ยหันขวับ ตาโต เหมือนจะตั้งคำถาม



" เหี้ยนะ..."



น้าเหาะให้ความเห็น
บุ้ยปากมาที่ไอ้หนุ่ยเหมือนจะล้อเลียน


แต่ไอ้หนุ่ยบ่นอุบอิบ หันซ้ายหันขวา บอกว่า


- "น่าจะเป็นจระเข้มากกว่า"



... ข่าวจากคนหาของป่า ที่เคยเล่าให้ฟังว่า เคยพบจระเข้ในป่าพม่าแถบนี้อาจจะเป็นจริง

แต่เราก็ผ่านวังนั้นและอีกหลายๆวังโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดๆ




แพของเรายังคงล่องไปตามสายน้ำ
และเมื่อใกล้ค่ำ
ลำห้วยนั้นก็ไหลมาบรรจบกับห้วยแห้งสายหนึ่ง
บนหาดทรายกว้าง ขาวสะอาดตา


น้าเหาะสั่งให้หนุ่ยเทียบแพ

ผมเดินลงไปสำรวจบนหาดทราย และ ตื่นเต้นกับรอยสัตว์หลากชนิด มากมายตรงหน้า



แสงสะท้อน ลำสุดท้าย ของตะวัน ตรงปลายฟ้า ยังอยู่กับเรา
ทำให้ผมพอจะอธิบายคร่าวๆกับภาพที่เห็น ได้ดังนี้

ตัวหาดทราย แซมด้วยกรวดขนาดกำปั้น ทอดยาวอยู่ตอนซ้ายมือ
กว้างราวสามสิบเมตร
ขนานไปลำห้วยโค้งคด
และหายลับสุดสายตาตรงคุ้งน้ำ

สองข้างขนาบไว้ด้วยป่าพง ดงอ้อ ไหวเอนสูงท่วมหัว

ไกลออกไป ด้านหลังเป็นดงไม้ทึบ สูงสลับ ด้วยเขาสูงหลายเทือก
เหมือนกำแพงอันปราศจากขอบเขต


นกยูงร้องกังวานมาแต่ไกล



บนหาดทรายขาว เนียน นุ่มเท้า มีรอยสัตว์มากมาย
ทั้งกวาง ช้าง กระทิง สมเสร็จ เกลื่อนตาไปหมด
เหมือนมีใครต้อนมันมารวมไว้ที่นี่


รอยเสือใหญ่ ขนาดชามก๋วยเตี๋ยวรอยหนึ่ง
เดินไปตามความยาวหาดอย่างสบายใจ
ก่อนจะตัดวกเข้าป่าพงด้านซ้ายมือ


เป็นรอยใหม่ ที่ดูปราดเดียว ก็รู้ว่า ไม่เกินวันวาน



น้าเหาะชี้ให้ผมดูรอยกระทิงขนาดใหญ่ รอยช้างงา
และมูลใหม่สดๆ เกลื่อนกลาด
แมลงตอมหึ่ง ดังวู้วี้



ไอ้หนุ่ยห่อปาก หันไปมองรอบๆตัว นัยน์ตาล่อกแล่ก

ณ.หาดแห่งนั้น ในอาณาจักรแห่งพงไพร....
บัดนี้ได้ มีรอยเท้า มนุษย์สามคน ประทับเพิ่มไว้- เป็นความรู้สึกยากบรรยาย

จากจุดที่เราพักแพ ห่างไปราวห้าสิบเมตร
มีลำห้วยอีกสายหนึ่งทอดตัวอยู่
ดูจากภูมิประเทศ
เชื่อได้ว่า ครั้งหนึ่งสายน้ำที่เคยบรรจบ เป็นเส้นเดียวกัน


บัดนี้ถูกตะกอนทรายถมทับ จนตื้นเขิน
และแยกตัวออก เหลือเพียงร่องลางๆเป็นแนว
พอมองเห็น

ก่อนจะไปเชื่อมกับลำห้วยใหญ่
ที่น้ำไหลโครมครามเบื้องหน้า

น้าเหาะบอกว่า –เราต้องนำแพผ่านห้วยแห้งก่อน จึงจะลงไปหาห้วยใหญ่

เริ่มแรก ...ความคิดง่ายๆตื้นๆของเราก็คือ พยายามใช้มือ ขุดทรายเป็นร่องลึก
เพื่อให้น้ำไหลเข้ามา


รอจนระดับน้ำเพิ่มขึ้น จึงลากแพไปตามร่องนั้น




จากสิบนาที ผ่านไปเป็นครึ่งชั่วโมง และผ่านไปกว่าชั่วโมง-สองชั่วโมง กับ ความพยายามโง่ๆของเรา

สายน้ำสองสายก็ไหลมาบรรจบ รวมกันได้อีกครั้งหนึ่ง

ผมฉายไฟ มองดูผลงานด้วยความยินดี
ดูเหมือนผมจะได้ยินเสียงน้ำสายกำลัง ทักทายโขดหินและผืนทราย อื้ออึง

...คล้ายเพื่อนใหม่ ยามพบหน้ากัน

บัดนี้ แพไม้ไผ่ถูกลากมาอยู่ลำห้วยสายใหม่ เรียบร้อยแล้ว
แต่มือทั้งสองข้าง เริ่มระบม พอง จากการขุดทราย เมื่อถูกน้ำก็แสบจนสูดปาก



นึกในใจว่า... คืนนี้ หากพบกวาง
จะเอานิ้วไหนลั่นไก เพราะมือไม้ถลอกปอกเปิกไปหมด


แพล่องไปตามลำห้วย ซึ่งขยาย กว้างกว่าห้วยเดิมที่ผ่านมา
น้ำบางช่วงกว้างกว่าสามสิบเมตร

หาดโล่ง เต็มไปด้วยขอนไม้แห้ง และซุงใหญ่
ที่น้ำพัดมา

แต่บางช่วง สายน้ำถูกบีบเข้าไปในซอกเขาแคบตีบ
ขนาบไว้ด้วยผาสูง



เป็นภูมิประเทศที่แปลกตายิ่ง




สี่ห้าครั้ง เราพบอุปสรรคระหว่างทาง
เมื่อแพเกยตื้นบนหาดที่น้ำแห้งขอดเหมือนจะขาดช่วง
น้าเหาะต้องตัดเถาวัลย์แทนเชือก

เราสามคนช่วยกันออกแรงลากแพ
ช่วงสั้นๆก็สิบเมตร
และช่วงยาวที่สุดเกือบร้อยเมตร

จนไหล่หลังเจ็บระบม เพราะน้ำหนักมากมายของแพไม้ไผ่




เป็นความเพียรยิ่งใหญ่ เกิดจากปัญญาน้อยนิด ..ที่เขลามาก



พักเหนื่อย... ก่อนออกเดินทางช่วงสุดท้าย

ผมล้มตัวลงนอนบนหาดอ่อนนุ่ม
นอนฟังเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ
และสรรพสำเนียงของแมลงป่า ระงม เซ็งแร่รอบตัว

ขณะที่ราตรี เริ่มคลี่ม่านดำ ครอบคลุม หุ้มป่า



รอบตัวมืดสนิท มีเพียงแสงดาว
ทอแสง สุกปลั่ง ดั่งสะเก็ดเพชร บนฟากฟ้าสีหมึก

อยากจะหลับไปตรงนี้ เพราะความเหนื่อยล้า

แต่ครั้นเสียงกวางร้องเป๊บมาแต่ไกล นกกลางคืนร้องกระชั้นริมห้วย
เหมือนเตือนกระตุ้นให้หายเหนื่อยได้บ้าง




และ ความกระหายใคร่รู้ในตัว ก็แผ่ซ่านอีกครั้ง



ล้างหน้าตา เรียกความสดชื่น และออกเดินทาง ไปในความมืด
ตามลำน้ำสายนั้น



ไอ้หนุ่ยยังทำหน้าที่หัวแพได้ดีเยี่ยม
ในบางช่วง น้ำไม่เชี่ยวนัก ก็กราดสปอร์ทไลท์ในมือ แสงไฟสว่างจ้าแหวก
กรีดฝ่าความมืดเป็นลำยาว

หวังว่าจะพบในสิ่งที่หวัง


ระหว่างทาง เราพบอีเห็นอีก สองสามตัว ไต่บนคบไม้



ขณะแพกำลังจะล่องผ่านแก่งน้ำแห่งหนึ่ง บนตลิ่งสูง
กลางป่าพง ขวามือ
ผมเห็นแสงสะท้อนเขียวปัด สองคู่

สะท้อนไฟกลับมา แสงวาวจากตัวซ้าย ยกขึ้นลงๆ อยู่อย่างนั้นหลายครั้ง


แสงสะท้อนจากตัวขวา มองนิ่ง ดูจากอาการ
แม้มองไม่เห็นตัว แน่ใจว่าเป็นกวาง

เนื่องจากความสูง และระยะห่างของตาสองข้าง
แต่ไม่มีประโยชน์อะไร กับแพที่ไหลเอื่อยตามน้ำ หยุดไม่ได้ และระยะไกลเกินกว่าจะยิง



ในเวลากลางคืน แสงสะท้อนจากตาสัตว์ และความสูง
ทำให้พอเราคาดคะเนได้ว่า ตาที่เห็นนั้นเป็นสัตว์อะไร


ตากวางมีแสงสะท้อนสีเขียว ความกว้างไม่เกินหนึ่งคืบ ความสูงระดับอก
ตาเสือจะสุกสว่างกว่ามาก สีอมส้ม และ มีความกว้าง กว่าตากวาง



หลายคนคิดว่าช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ที่สุด
แสงสะท้อนจากตาน่าจะสุกสว่างมากว่าสัตว์อื่นๆ
แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
แสงสะท้อนจากตาช้างนั้น
เป็นแสงสะท้อนคล้ายสีทับทิม ออกแดงๆ ริบหรี่ ไม่สมกับตัว



ยิ่งตาหมูป่าด้วยแล้ว สะท้อนไฟน้อยมาก



และหลายครั้ง นกกลางคืน อย่างนกกระบา ทำให้พรานป่าหลายคนหัวเสียมาแล้ว เพราะนึกว่าเป็นเก้งเป็นกวาง


เกือบเที่ยงคืน... ขณะที่แพผ่านแก่งน้ำใหญ่ ไหลเชี่ยว
รอบตัวเราอื้ออึงด้วยเสียงน้ำ

ไอ้หนุ่ยใช้ถ่อค้ำโขดหิน กลางสายน้ำ เพื่อผลักแพออกอีกทาง
โขดแรก แพรอดไปได้หวุดหวิด

เพื่อจะมาปะทะกับอีกโขดที่ใหญ่กว่า

แพเอียงวูบไปทางซ้าย อย่างรวดเร็ว เหมือนมีใครผลัก

และผ่าเข้าไปในดงหนามหวาย ที่กางหนามแหลมรอเรา

หนามนั้นกรีดผ่านแขนเสื้อเดินป่า ได้ยินเสียงควากใหญ่ ขาดเป็นทางยาว




ผมก้มหลบกิ่งไม้ใหญ่ที่ขวางน้ำ
แต่ไม่วายเจอท่อนไม้ขนาดย่อม
กระแทกเข้าที่หัวอย่างจัง ถึงกับมึน




แพทะลุไปโผล่ซุ้มไม้อีกฟากหนึ่ง
ปะทะกับไผ่ป่า กอมหึมาที่กั้นขวางรอเรา


และเกยกับไม้ใหญ่กลางน้ำ ดังโครม! และกระเด้งกลับ

ผมหงายหลัง ...ก้นจ้ำเบ้า
ไม่เป็นท่า

ไอ้หนุ่ยร้องเสียงหลง ไฟสปอร์ทไลท์ในมือดับมืด

ไม่รู้ว่าน้าเหาะ ที่อยู่ข้างหลัง จะเป็นอย่างไร


ผมกระเด็นตกลงจากแพ
อย่างแรกที่คว้าไว้แน่น คือปืนคู่มือ


แต่โชคดี น้ำช่วงนั้นไม่ลึก
ตะเกียกตะกาย ขึ้นฝั่ง มุดป่า ฝ่าความมืด
มาหอบแฮก บนตลิ่ง


เครื่องหลังที่ติดตัวตลอดเวลา หนักอึ้ง
เพราะอมน้ำไว้มากมาย


ได้ยินเสียงไอ้หนุ่ยและน้าเหาะตะโกนโหวกเหวก ฟังไม่ได้ศัพท์
แข่งกับเสียงน้ำ


-ค่อยอุ่นใจว่า สองคนไม่เป็นอะไร

ควานหาไฟฉายในเป้หลัง เคาะๆสองสามครั้ง-
อ้าว-ยังส่องสว่างใช้การได้


เราเสียเวลาเล็กน้อย ช่วยกันงมหาแบตเตอรี่และ ไฟสปอร์ทไลท์
โชคดีที่มัน ติดอยู่ในแพ
ซึ่งตะแคงขัดกับโขดหิน



ส่วนปืนของน้าเหาะและไอ้หนุ่ย สองคนนั่นคว้าติดมือ ตลอดเวลาไม่ยอมทิ้ง





นึกทบทวน ลำดับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ



โชคดี.. ดูเหมือนเป็นคำอธิบายเดียว ที่พอฟังขึ้น...
สำหรับเรื่องร้ายที่เข้ามา
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 09:35 AM
Post #7


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984




สำรวจบาดแผลของแต่ละคน ปรากฏว่าได้แผลกันทั่วหน้า



ผมหัวโนเล็กน้อย มีแผลถลอก ตามแขน เพราะถูก
กิ่งไม้และหนามหวายครูด แขนเสื้อขาดยาว


น้าเหาะ หน้าลายเป็นทาง เลือดไหลซิบๆ เหมือนถูกเมียข่วน -อย่างที่แกว่า



แต่ไอ้หนุ่ย หนักกว่าคนอื่น ถูกตอกไม้ไผ่ ที่ใช้มัดแพ บาดเข้าตรงข้อเท้า ตรงเอ็นร้อยหวาย

ลึกเหวอะวะ เห็นแล้วน่าหวาดเสียว


ความทรหดของมัน ก็เพียงแต่สูดปาก เอาผ้าขาวม้าพันแผล กดไว้ แต่สักครู่ เลือดก็ไหลอีก



ดูแผลแล้ว หมอจำเป็นอย่างผม คิดว่า ยังไงก็ต้องเย็บ –เย็บกันสดๆตรงนั้นเลย!



นอกเหนือจากมีดเดินป่า ที่ติดตัวตลอดเวลาแล้ว
ผมมีมีดวิคทอรีย์น็อกซ์ชุดใหญ่ ติดเอวไปด้วย

ในซองหนัง ด้านข้าง มีเข็มและด้าย พอใช้เย็บแผลและปฐมพยาบาลได้ตามมีตามเกิด





แผลยาวราวสามนิ้ว ลึกเอาการ ตอนผมแทงเข็มและด้ายผ่านหนังหนาๆ



เสียงดังกรึบๆ เหมือนแทงผ่านกระดาษแข็ง


แต่ไอ้หนุ่ยนั่งเงียบ เม้มปาก เหมือนไม่มีความรู้สึกอะไร…



มันอึดใช้ได้... ผมนึกในใจ





หลังจากจัดการบาดแผลแล้ว ผมตัดผ้าขาวม้าพันๆบาดแผล รอดูว่าเลือดไม่ไหล


เราก็เปลี่ยนแผน .....



กวางที่หวังไว้ เมื่อตอนกลางวัน .... ตอนนี้ไม่เอาแล้ว





"กลับดีกว่าน้าเหาะ" ผมให้ความเห็น



"กลับก็กลับ" น้าเหาะตกลง



ผมตรวจปืน ใช้ผ้าเช็ดกระสุน ซับจนแห้ง หวังว่ากระสุนทุกนัดคงไม่ด้าน

ไอ้หนุ่ยถอดสปอร์ทไลท์ เคาะๆ สองสามครั้ง
เช็ดหน้าเลนส์จนแห้ง ก็ใช้งานได้




ขณะนั้นเป็นเวลาตีหนึ่ง... เดือนรูปเสี้ยวแขวนตัวอยู่บนขอบฟ้า
แต่รอบตัวเราเหมือนจะมืดสนิท
เสื้อผ้าเราทุกคนเปียกโชก อากาศเย็นเฉียบ

ป่าทั้งป่าดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม ม่านดำรอบด้าน บีบล้อมเรา
เหมือนจะกักขังไว้ ไม่มีทางออก





น้าเหาะเปลี่ยนมาเดินนำหน้า ทำหน้าที่ส่องไฟและนำทาง ผมเดินตามมาเป็นคนที่สอง
และไอ้หนุ่ยเดินโขยกเขยกรั้งท้าย




แกพาเราตัดขึ้นตามตลิ่งที่ลาดชัน ตะกายขึ้นไปบนเนินร่วน ลื่น
ก่อนจะไปบรรจบกับด่านช้างกลางดงกล้วยบนสันเขา
โล่ง กว้างขนาดสามเมตร เดินสะดวกกว่าชายห้วยที่ผ่านมา



ผ่านมูลช้างหลายกอง กลิ่นเหม็นเขียว หล่นเรี่ยราด และปัสสาวะเป็นฟอง ฉุนอบอวล



ใบไม้และเถาวัลย์ที่พญาคชสารดึงทึ้งลงมา ก่ายเกยสุมทับเป็นระยะ

มดแดงแตกรัง เดินเกลื่อนตามทาง .. หลายตัวขอโดยสารไปกับเรา





เชื่อได้ว่า ..คนที่เดินไม่เป็นสุขในเวลานั้น คือไอ้หนุ่ย




หลายครั้ง มันผิวปากเรียกผมให้หยุด เมื่อได้ยินเสียงกอกแกก ดังมาจากความมืดในราวป่า

"ช้าง"



เสียงเบาๆ พอได้ยินนั้น เป็นไอ้หนุ่ยเหมือนจะเพ้อ





ด่านช้างใหญ่ พาเราผ่านป่าดงไผ่ทึบ และผ่านป่าพงหักราบ
ก่อนจะวกต่ำลงสู่ลำห้วย ฉ่ำแฉะอีกครั้ง



หันรีหันขวางสักครู่ น้าเหาะพาเราลุยไปตามน้ำ ท่วมสูงถึงเอว



ผมเดินตามไปเงียบๆ เว้นระยะสามสี่ก้าว ตาคอยมองตามลำแสงไฟ ที่กราดจ้าออกไป
ไอ้หนุ่ยเดินสะดุดอะไรบางอย่างในน้ำจนหกล้ม หัวทิ่ม



เสียงโครมคราม !ทำลายความสงัดเงียบของป่าเสียสิ้น





มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่เราอยู่บนหาดกลาง กลางหุบลึก ขนาบด้วยป่าสูงละลิบลิ่ว
ไฟจากสปอร์ทไลท์ในมือของน้าเหาะ กราดไปพบตาสีทับทิม อมแดงคู่หนึ่ง
สะท้อนกลับมา
จากไหล่เขา

ระยะราวห้าสิบเมตร



แสงไฟสว่างพอ จะเห็นดงกล้วยและไม้ไร่ ในรัศมีแสงไฟ ขยับไหว ไปมา



แกฉายไฟจ้องๆ กราดไฟ ซ้าย ขวา ช้าๆ เหมือนดูให้แน่ใจ
วาดไฟขึ้นยอดไม้ แล้วโบกลง ดับไฟ

ค่อยๆเดินอ้อม... อาการเหมือน จะเลี่ยงไปอีกทาง





ผมเขม้นตา มองปราดเดียว
ก็เข้าใจ ในสัญญาณ
อย่างที่แกเห็น.. และแกทำ



ลดปืนลง ค่อยๆจรดเท้าตาม เบี่ยงออกทางซ้าย เพื่อให้พ้นแนวยิง



ประสาทเขม็ง เตรียมพร้อม ... กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า!



แวบหนึ่ง รู้สึกว่า ไรเฟิลในมือที่ถือนั้น เล็กเกินไป





กระนั้น กริยาเงียบๆของเราสองคน
ก็ไม่เล็ดรอดสายตาคมกริบของลูกป่า อย่างไอ้หนุ่ย
ที่เดินรั้งท้ายไปได้




มีเสียงกระซิบข้ามหัวขึ้นมา อย่างไม่แน่ใจ



"อะไรๆ-น้าเหาะ"

ไอ้หนุ่ยกระซิบถาม อยากรู้


มันคงหมายถึง เจ้าของตาสีทับทิมคู่นั้น





น้าเหาะไม่ตอบ ..... แต่ยังเดินเงียบ ไปในความมืดช้าๆ
อาศัยเพียงแสงเดือนริบหรี่นำทาง



ไอ้หนุ่ยกระซิบอีกครั้ง เร็วกว่าเดิม



"อะไรๆ...กวางหรือเปล่า"



น้าเหาะหันมา จุปาก เหมือนจะดุไอ้หนุ่ย



เพราะอากาศเย็น แกสรวมหมวกไหมพรมแบบไอ้โม่งคลุมหัวหู มิดชิด ลงมาถึงปาก เหลือแต่นัยน์ตาสองข้าง
เมื่อพูดอะไร จึงจับเสียงได้ยาก


โดยเฉพาะเสียงกระซิบ




"ช้างๆ"แกกระซิบ ผ่านหมวกไอ้โม่งอีกครั้ง

ไอ้หนุ่ย ที่ภายหลัง เล่าให้ผมฟังว่า มันได้ยินเสียงกระซิบจากน้าเหาะ เต็มสองหูว่า "กวางๆ"





ก็ถลัน แซงผมขึ้นไป ยืนข้างๆน้าเหาะ เหนี่ยวไหล่ กระซิบถาม



"อ้าว...น้าเหาะ- เจอกวาง- ทำไมไม่ยิง?"



น้าเหาะ ยัง ตอบย้ำๆ เช่นเดิม



"ช้างๆ"

"กูบอกว่า..ช้างๆ...ไม่ใช่กวาง" แกย้ำอีกครั้ง






"กวางก็ยิงสิ.."ไอ้หนุ่ยยังฟัง
และเข้าใจ ว่าเป็น
"กวาง " อยู่อย่างนั้น



ว่าแล้ว ฮึดฮัด ทำท่าจะแย่งไฟจากน้าเหาะ มาส่องเอง



คราวนี้-คนใจเย็นอย่างน้าเหาะ
เลิกไหมพรมคลุมหน้าขึ้น
สำทับไอ้หนุ่ยด้วยเสียงตวาด!!!!!



ทิ้งกริยาที่ระวังภัยเมื่อสักครู่เสียสิ้น เปลี่ยนเป็นตะคอก



"ไอ้ชิบหายหนุ่ย!! กูบอกว่า ช้างๆๆ
ไม่ใช่กวาง-หูมึงแตกหรือไง???"




สิ้นเสียง คำว่า ช้าง...
ทั้งๆที่ขาเจ็บ และมืดสนิทขนาดนั้น

ไอ้หนุ่ยพร้อมอาวุธครบมือ เผ่นพรวด
ตะกายไปอยู่บนคบตะแบกแห้ง เหนือตลิ่งสูง

มองแทบไม่ทัน..........




ผมกับน้าเหาะลืมตัว หัวเราะกันงอหาย ....ขณะที่ป่าเบื้องบนแตกครืน !!!



มีเสียงแปร๋นยาวๆ ดังสนั่น เหมือนแตรยักษ์

ไม้ลั่นหักโครมคราม... เสียงอื้ออึง อลหม่าน

ครั่นครืน... เหมือนตีกลองเปียก เพราะกำลังของโขลงพญาคชสาร แตกฮือ

และค่อยๆเงียบหายไปในที่สุด





เชื่อแล้วว่ามันกลัวช้างจริงๆ.....ไอ้หนุ่ยหมดฟอร์มไปเยอะเลย





ใครที่รู้จักไอ้หนุ่ยจะรู้ว่า มันเป็นคนหนุ่มลูกป่านิสัยดี ยิ้มง่าย
พอๆกับชอบอวดโม้ไปตามประสา มีนิสัยห่ามๆ เป็นคนจิตใจดี
ไม่มีคิดร้ายกับใคร




มีฝีมือขับรถจิ๊พในป่า ชนิดหาตัวจับยาก




ครั้งแรกที่ผมรู้จักมันตอนเข้าป่าพม่า เมื่อหลายปีก่อน

มันเป็นคนขับจิ๊พใหญ่ รุ่นสงครามโลกที่กำนันแป๊ะส่งมารับ
และพาคณะเราเข้าป่า




ครั้งนั้น มันทำท่าดูแคลนคณะพวกเรา
และนัยน์ตายิ้มเยาะ
....ก็เผื่อแผ่มาถึงผมด้วย



มันพูดดังๆกับลูกน้อง ขณะขนสัมภาระขึ้นรถจิ๊พใหญ่
ตั้งใจให้ได้ยิน

ตีสีหน้าเบื่อหน่ายว่า




ไอ้พวกกรุงเทพ มันจะไปได้กี่น้ำ
- เจอเสือ เจอช้าง ก็จะเผ่นป่าราบ
"
แล้วหัวเราะหึๆ เหมือนผู้ร้ายหนังไทย


แต่อีกหลายปี และหลายป่าต่อมา

พวกเรา ที่ไอ้หนุ่ยเรียกว่า... พรานกรุงเทพฯ
ได้
พิสูจน์น้ำใจและแสดงฝีมือให้ไอ้หนุ่ยเห็น ว่า

เราทุกคนรู้ป่า ...รู้ปืนพอตัว

จนมันยอมรับ และไม่กล้าดูแคลน
เหมือนเมื่อพบกันครั้งแรกอีกเลย

และเมื่อพูดถึงเรื่องรถ ผมมารู้ภายหลังว่า
–รถจิ๊พใหญ่ คันที่มันขับ พาเราเข้าป่าตะลอนๆไปทั่วทุกที่
ทุกป่า
ตลอดเวลาหลายปีนั้น
.....ไม่มีเบรค!

มีมันเพียงคนเดียว ที่บ้าบิ่นพอจะขับรถคันนั้น

มีคนถามว่า "ทำไมไม่ซ่อมเบรกรถให้ดี" ทั้งๆที่ มันก็มีฝีมือทางช่าง



ไอ้หนุ่ยหัวเราะ ตาหยี บอกว่า
–"ซ่อมไปไม่นานก็เสีย -ต้องซ่อมใหม่"


"ปล่อยไว้อย่างนั้นดีแล้ว"

เอากับมันสิ



ลืมกวางตัวใหญ่ จมูกยาว ของหนุ่ยไปได้แล้ว…



....คราวนี้ น้าเหาะพาเดินล่องไปตามลำห้วย น้ำเย็นเฉียบ
จนผมสะท้าน
ปลาพลวงขนาดขาหลายตัว กระโดดโครมคราม

น้ำแตกฟองขาว เมื่อเราเดินผ่านใกล้
กบขนาดใหญ่หลายตัว จับเจ่าตามซอกหินไม่กลัวคน



"ข้างบนป่ามันรก ตัดไปไม่รอดแน่" แกคลายความสงสัย เมื่อผมถาม


แต่ไอ้หนุ่ยเต็มใจ และบอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง


หลายช่วงที่ลำห้วยลาด เปลี่ยนระดับลงสู่วังลึก
ระดับน้ำท่วมสูงถึงหน้าอก
ผมชูปืนไรเฟิลและไฟฉายไว้เหนือหัวให้พ้นน้ำ


พยายามทรงตัว เดินตามแสงไฟน้าเหาะ ก้าวช้าๆ
ตาคอยสังเกตุตามตลิ่งหรือชายฝั่ง ที่ไม้น้ำขึ้นคลุม




ขณะผ่านวังน้ำแห่งหนึ่ง ระดับน้ำสูงถึงคอ
ทำเอาผมใจหายวาบ ด้วยความรู้สึกอึดอัดเป็นที่สุด


อดนึกไม่ได้ว่า บางที ตอนใด ตอนหนึ่ง
อาจมีจระเข้ยาวสามเมตร

ว่ายเงียบๆ ปรี่เข้ามาทำร้าย ฉุดกระชากลากเราสู่วังน้ำลึก

เดินไป คิดไป ..อย่างนี้ ตลอดเวลา....






...วังน้ำตอนนั้นยาวกว่าสี่สิบเมตร
ความกว้างใกล้เคียงกับขนาดของความยาว

อยู่ระหว่างโตรกที่มีผาหินใหญ่
ขึ้นคลุม ด้วยคราบตะไคร่
ว่านและพืชจำพวกเฟิร์น ขนาบอยู่
มีเสียงน้ำหยดดังจ๋อมแจ๋ม
จากซอกเขา ลงมา ดังทรมานใจเป็นระยะ


ผมรู้สึกว่า แต่ะละก้าวที่ผ่านไป.

.. นานเหมือนอสงไขย



ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่า.. คนกลัวช้างไอย่างไอ้หนุ่ย...
คงมีความรู้สึกกลัวจระเข้ ไม่ต่างกับผม






ตอนก้าวขึ้นจากน้ำ เหยียบหาดแน่นนุ่ม น้ำไหลพรู ลงเท้า

กลบเสียงถอนลมหายใจ ที่ระบายออกหมดปอด



เข้าใจเลยว่า – เวลายกภูเขา ออกจากอกนั้น เป็นอย่างไร




"ไม่เอาแล้วน้าเหาะ วังน้ำลึกๆ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า" ผมสารภาพ



ยิ่งเวลาผ่านเลยไป แผลที่ข้อเท้าไอ้หนุ่ย เริ่มอักเสบมากขึ้น จนบวมเป่ง
ผิดรูปร่าง

เราหยุดพักหลายครั้ง

แต่ไอ้หนุ่ยยืนยัน
ว่ามันไปไหว และไปได้




ราวตีสองกว่าๆ น้าเหาะพาเราตัดป่า มาบรรจบทางหลัก
ที่แกว่า
..พวกพ่อค้าจากพม่า ใช้ต้อนวัว ควาย เดินทางมาขายที่เมืองประจวบ


เป็นทางด่านเล็ก กว้างขนาดวัวผอม เดินได้ เรียงเดี่ยว



ทางซอกซอนในดงไม้ทึบหนาแน่น
ส่องไฟไม่เห็นอะไรเกินสามก้าว
มีเสียงสัตว์เล็กๆ วิ่งสวบสาบ ไปมา หลายครั้ง แต่มองไม่เห็นตัว



ต่อมา ทางวกขึ้นไหล่เขาสูง เป็นดินเหนียว ลื่นเละ
เดินยากกว่าหนทางที่ผ่านมา

หลายช่วงเป็นร่องลึกรูปตัววี สูงท่วมหัว
ผนังสองข้างเรียบลื่น เพราะสีข้างวัวควายถูไถ


คงใช้เดินกันมาหลายปี
บางช่วง ทางเล็กมาก เหมือนเดินในตรอกตึกแคบๆ พอดีตัววัว



น้าเหาะชี้ให้ดูโครงกระดูกสัตว์ ที่กองเกลี่อนกลาดอยู่ข้างทาง
บอกว่า




ไอ้ลายชอบมาดักรอ ตะปบวัว ควาย ที่พ่อค้าต้อนผ่านมาเสมอๆ




ผมถามว่า "พ่อค้าวัวควายทำอย่างไร ไม่เสียดายแย่หรือ "

แกหัวเราะชอบใจ



"โอ๊ย..ไอ้พวกนี้ ดีใจซะอีก ที่เสือกินวัว แทนมัน"



ผมมองทำเลรอบๆตัวแล้ว ภูมิประเทศและชัยภูมิเหมาะมาก
สำหรับนักล่า อย่างเสือ


มันแทบไม่ต้องออกแรงเลย
เพียงแต่นอนหมอบซุ่มรอเหยื่อผ่านมา


ก็กระโดดตะครุบ- พอดีอะไรขนาดนั้น



จนอดไม่ได้ ต้องคอยแหงนมองเป็นระยะๆ



บนทางด่าน มีรอยเสือใหญ่ผ่านมาบ้าง
สองสามตัว- แต่ก็เก่าแล้ว






ทางน่าอึดอัดสายนั้น ยังคงพาเราซอกซอนในดงทึบ
เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

เราหยุดพักเหนื่อยหลายครั้ง แต่เราอยู่กับที่ นานๆไม่ได้ เพราะพื้นดินชื้นแฉะ

อากาศอับ อึดอัด จากกลิ่นใบไม้ ทรากพืชเน่า
และฝูงทากมากมาย
ชะเง้อตัวชูสลอน บนใบไม้แห้ง สุมทับ สูงท่วมเท้า

หลายตัวหลุดเข้าไปในรองเท้า ดูดกินเลือดจนตัวเป่ง




... แต่เรายังเดินกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งราวตีห้า

ทางด่าน มาสิ้นสุดตรงตลิ่งสูง
เป็นลานกว้าง เตียนโล่ง ใต้ป่าไผ่ กันน้ำค้างได้


เราตัดสินใจจะพักเหนื่อยที่นี่
.....
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 10:25 AM
Post #8


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984





ผมเดินลงไปล้างเนื้อตัว ที่เปรอะดินโคลนและดื่มน้ำ
ในลำห้วยข้างล่าง




แม้จะเหนื่อยล้า
แต่ยังมีแรงเดินสำรวจดูรอยกวางใหม่ๆลงกินสาหร่ายตามริมน้ำ
แล้วกลับขึ้นมาผิงไฟ ที่น้าเหาะก่อไว้



เสื้อและกางเกงผมเปียกโชก อาศัยความร้อนจากกองไฟ ช่วยคลายหนาวได้บ้าง



ไอ้หนุ่ยบ่น ว่าปวดแผลมาก เท้าข้างที่ถูกไม้ไผ่บาด บวมเป่ง
เหมือนลูกโป่งสูบลม
ด้ายที่เย็บแผล ปริขาดเกือบหมด แต่เลือดไม่ออกมากนัก
คงเป็นเพราะดินโคลนระหว่างทางพอกไว้






ร่างกายอ่อนเปลี้ย จนไม่อยากขยับตัว



ใครที่เคยง่วง... เหนื่อย...หิว และหนาวจับจิต
พร้อมๆกัน
คงเข้าใจความรู้สึก ยามนี้ได้ดี





ผมหลับสนิทเป็นตาย ทั้งๆที่เสื้อผ้าเปียกชื้น...
มาตื่นขึ้นเพราะตะวันแยงตา
แดดจ้า ลอดม่านไม้เป็นลำยาว
เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาหกโมงกว่า



เสียงนกป่าร้องระงม โหวกเหวกและ ชะนีกู่ร้องโหยหวลมาแต่ไกล



อากาศรอบตัวเย็นจัด ละอองหมอกหว่านคลุม
ไฟในกองมอดลงแล้ว เหลือแต่ควันกรุ่น


น้าเหาะกับ ไอ้หนุ่ยนอนคุดคู้ใกล้ๆกัน

ไม่นาน สองคนก็ตื่น

แต่ไอ้หนุ่ยมีอาการไข้ ตัวร้อนผ่าวเพราะแผลอักเสบ
ข้อเท้าก็ดูเหมือนว่าจะบวมมากขึ้น




ผมมีบะหมี่สำเร็จรูปติดไปด้วยสามห่อ
บอกน้าเหาะและไอ้หนุ่ยว่า
จะต้มกินกับผักกูดริมน้ำ
ใส่น้ำมากๆหน่อย
.. คงพอเป็นอาหารเช้าสำหรับสามคนได้




ส่วนคนอื่นๆเสบียงอาหารเล็กน้อยที่ติดมา หายไปกับสายน้ำหมดแล้ว



แต่อีกไม่นาน
ก็มีใครบางคน เดินเข้ามา....
และเปลี่ยนความคิดเรื่องอาหารเช้าเสียสิ้น








... ผมนั่งอยู่ข้างกองไฟ รอน้ำต้ม จากกระบอกไม้ไผ่
ซึ่งซุกไว้ในไฟที่ลุกโชน


พลันได้ยินเสียงพึมพัม คล้ายเสียงคนคุยกัน
ดังแว่ว มาจากหาดทรายข้างล่าง




ใครกัน...ที่มาเดินในป่าลึกแถบนี้



อึดใจต่อมา.... ที่มาของเสียงก็ทยอยโผล่ ให้เห็น
ทีละคนๆ จนครบ


ทั้งหมดมีแปดคน


แต่ละคน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีมอซอ ลักษณะเป็นชาวบ้าน



หนึ่งในคณะเดินทาง มีพระหนุ่มมาด้วยหนึ่งรูป
ห่มจีวรสีกลัก สะพายบาตรและกลดเก่ากระดำกระด่าง
ท่าทางดูน่าเลื่อมใสศรัทธา


กริยาการพูด ก็เคร่ง สำรวม น่าเคารพกราบไหว้





มี เสียงทักทายจากคนกลุ่มนั้น
กับน้าเหาะอย่างคุ้นเคย

ทำให้รู้ว่า เป็นคนจากบ้านสิงขร(ในพม่า
)
จะเดินทางไปหาญาติที่บ้านสิงขร(ไทย)ประจวบคีรีขันธ์



บ้านสิงขรนั้น มีทั้งที่อยู่ในเขตไทยและ
อีกหมู่บ้านอยู่ในพม่า
โดยที่คนในสองหมู่บ้านนี้ เป็นญาติกัน
มีการไปมาหาสู่กันตลอดเวลา

มีภาษาพูด วัฒนธรรม และประเพณีเดียวกัน



หนึ่งในกลุ่มคน นั้นบอกว่า
พวกเขาออกเดินทางจากหมู่บ้าน เมื่อสองวันก่อน
ตามเส้นทางที่ใช้เดินกันมานาน พักค้างคืนในป่า
...
กระทั่งพบเราในที่สุด



ผมสนใจมาก นึกในใจว่า สักวันหนึ่ง
จะหาโอกาสไปเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ให้ได้



รวบรวมบะหมี่สำเร็จรูปที่มีอยู่ทั้งหมด
ห่อใบกล้วยป่า
.... ถวายพระธุดงค์ แทนการใส่บาตร




นึกในใจว่า พระท่านคงได้ฉันเป็นอาหารเช้า

พระให้ศีลให้พร - ถามผมว่า ไป-มาอย่างไร



ผมเล่าให้พระฟัง - ถึงการเดินทาง ด้วยเท้าและแพ
รวมทั้งอุบัติเหตุของไอ้หนุ่ยด้วย

และคณะใหญ่ที่ยังคงพักรอ
อยู่ที่หินลับมีด โดยไม่ปิดบังอำพราง




พระเดินเร่ไปดูขาไอ้หนุ่ย ถามด้วยความห่วง

" โยมจะไปไหวหรือ..ขาบวมขนาดนั้น"



"ไม่เป็นไร กินข้าว แล้วคงมีแรง " ไอ้หนุ่ยตอบยิ้มๆ
มือแตะที่ขาข้างบวม




แต่มันหารู้ไม่ ว่าผมถวายมาม่าที่มีอยู่
ให้พระไปหมดแล้ว





พระและชาวบ้านสนทนากับน้าเหาะ ราวสิบนาที ก็ร่ำลา
แยกจากไป



ก่อนออกเดินทาง พระก็เข้ามาหาผม
พูดเบาๆ ลอยๆว่า




" มีหมูป่าหลายตัว หากินอยู่ในดงข่าฟากห้วย หาไม่ยาก
ตรงตะเคียนใหญ่ ริมทาง
"





" ผมอยากได้กวาง -ไม่อยากได้หมูป่า"
ผมนึกในใจ
.... แต่ไม่เอ่ย ออกมาเป็นคำพูด




" ถ้าเป็น หมูป่า วันนี้-โยมได้แน่"
คราวนี้ พระท่านตอบผม ย้ำเสียงหนักๆ



บอกแล้ว ..
พระก็เดินตามคนกลุ่มนั้น หายลับตาไป




ผมอึ้งในคำตอบ จากปากพระ.... ที่ผมยังไม่ได้ถาม



แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก …..






คิดว่า หลังอาหารเช้า
อยากรีบพาไอ้หนุ่ยกลับไปแค็มป์ให้เร็วที่สุด
อย่างน้อยที่นั่นยังมีหยูกยา ดีกว่าปล่อยไว้กลางป่า



[/font]

ไอ้หนุ่ยถึงกับส่ายหัว สีหน้าผิดหวัง
....เมื่อรู้ว่า ผมถวายมาม่า ที่มีอยู่ ให้พระไปหมดแล้ว..




"
ดีๆๆ-นึกอะไร มาใจบุญตอนนี้" มันพูดเปรยๆ แต่ไม่มองหน้า

ผมไม่ถือสา คำพูดมัน



แต่ไม่ถึงกับอด.....

ผมยังมีขนมปังกรอบอีกห่อ เก็บไว้ในถุงพลาสติค
กินกับน้ำอุ่นหลายๆอึก พอเป็นอาหารเช้าของเราสามคนในวันนั้นได้










แผลที่อักเสบของไอ้หนุ่ย ทำให้ผมต้องเอาปืนของน้าเหาะและปืนไอ้หนุ่ยมาสะพายแทน



ให้น้าเหาะรับหน้าที่แบกแบตเตอรีหนักมหากาฬ
ทีแรกไอ้หนุ่ยไม่ยอม บอกว่า ยังไหวๆ


แต่เมื่อถูกผมสำทับ เสียงแข็ง

มันจึงยอม ถือไม้เท้าโขยกเขยกเดินตามโดยดี









เราเดินไปตามทาง ที่คนจากบ้านสิงขรล่วงหน้า ไปก่อน เดินไปชั่วโมงก็หยุดพักสักครั้ง
ปืนสามกระบอกบนไหล่ หนักอึ้งเหมือนแบกท่อนซุง

เดินไปได้ไม่นานก็สลับหน้าที่แทนน้าเหาะ

เปลี่ยนมาแบกแบตเตอรี่ลูกยักษ์บ้าง
ซึ่งหนักไม่ต่างกับปืนสามกระบอกเลย



ความหิว โหย และการอดนอน ทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเป็นที่สุด





ระหว่างทาง เราได้ลุกไข่เน่าสุก พอประทังความหิวได้บ้าง
ลูกไข่เน่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานได้ดีพอควร
ผลของมันขนาดโตกว่าพุทราเล็กน้อย มีสีน้ำตาลคล้ำอมดำ



เปลือกนุ่ม รสชาติคล้ายลูกพรุน
กินไปหลายๆลูก ดื่มน้ำตามมากๆ –พออิ่มท้อง สดชื่นได้เหมือนกัน






ตกบ่าย.. ไอ้หนุ่ยเริ่มมีทีท่า ว่าเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว ให้เห็นเป็นครั้งแรก...



มันทรุดตัวลงนั่ง หน้าซีด เหงื่อพราวเต็มตัว
กราบขบแน่น สะกดความเจ็บปวดไว้เต็มที่




ยาแก้ปวดเม็ดสุดท้าย หมดไปแล้วตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา

ผมเคี่ยวเข็ญให้มันลุกขึ้น
และแข็งใจ เดินตามน้าเหาะ ซึ่งโผเผไม่แพ้กัน





ทุกครั้งที่เราหยุดพัก ผมรู้สึกว่า ขาสองข้างหนักอึ้ง เท้าสองข้างบวมเป่ง
ไม่กล้า
ถอดรองเท้า ด้วยเกรงว่าจะใส่คืนไม่ได้

ไม่อยากขยับตัวไปจากที่เดิม
ต้องต่อสู้กับความอ่อนล้า หิวโหย แสนทรมานที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ



หนังตาสองข้างหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยหิน เพราะความง่วง

เหลือบดูสองคนนั่น มีสภาพไม่ต่างกัน



อากาศร้อน และความอับชื้นในดงดิบยามบ่าย
ทำให้เสียเหงื่อมาก
–เราล้า จนเดินแทบไม่ไหวแล้ว





ราวบ่ายสามโมง ....ขณะเราข้าม ลำห้วยสายเล็กๆตอนหนึ่ง



มีเสียงครางหึ่งๆ แว่วมาแต่ไกล แรกๆคิดว่า
เป็นเสียงแมลงประจำป่า แต่เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ


และห้านาทีต่อมา….

เจ้าของเสียง ก็โผล่พ้นแนวไม้ ข้างหน้าทางด่าน





ไอ้โตนั่นเอง !ควบมอเตอร์ไซด์วิบาก
ผมยุ่งเต็มหัว ยิ้มร่าเห็นฟันขาวมาแต่ไกล





" เป็นไง-แย่เลยรึมึง"โตจอดรถ แล้ว หัวเราะ
ทักทายไอ้หนุ่ย ที่ยินหน้าซีดเป็นไก่ต้ม




โตเล่าว่า....เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา มีพระและคนจากบ้านสิงขร แวะไปที่แค็มป์
แจ้งข่าวมีคนถูกไม้ไผ่บาด เดินไม่ไหว
เมื่อสอบถามแล้วแน่ใจว่าเป็นพวกเราแน่ๆ



พระยังสำทับ ให้หาทางไปรับคนเจ็บให้ได้



"ผมคว้ามอเตอร์ไซด์ได้ก็รีบมาดู"

โตขยับตัวให้ไอ้หนุ่ยนั่งซ้อนท้าย



"ไปๆ กลับแล้ว-แผลนิดเดียว ไกลหัวใจ ทำจะเป็นจะตายให้ได้-น่าจะปล่อยเดินให้ตาย" โตหัวเราะเยาะ





ผมและน้าเหาะยืนดูมอเตอร์ไซด์วิบากที่บรรทุกไอ้หนุ่ย
ค่อยๆหายลับ และก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป





เรามาถึงแค็มป์ เกือบห้าโมงเย็น .....


เช่นเดียวกับแบตเตอรีหมดไฟ - ปลดปืนหนักอึ้งและเครื่องหลังออก

เนื้อตัวสกปรกมอมแมมด้วยคราบเหงื่อและดินเลน
หิวจนตาลายไปหมด




นั่งนิ่งๆอยุ่อย่างนั้น สักครู่ใหญ่ จนหายเหนื่อย





ค้นหาบะหมี่สำเร็จรูป ที่ปกติตัวเองไม่ชอบกิน
ฉีกซอง ใส่น้ำร้อน
รอเวลาให้น้ำร้อนทำหน้าที่ประคบประหงมเส้นแป้งสีนวลจนนุ่ม




..... ในใจ นึกถึงมาม่าสามห่อที่ถวายพระไปเมื่อเช้าที่ผ่านมา และกินมันด้วยความหิวโหย



กาแฟดำร้อนๆ ตามติดด้วยขนม ทำให้ร่างกายสดชื่นอย่างรวดเร็ว

ผมทำความสะอาดปืนไรเฟิล
อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เอนตัวลงนอน
ตั้งใจว่าจะหลับให้หนำใจ



แต่ได้ยินเสียงใครคนหนึ่ง ที่สาละวนทำกับข้าว หน้ากองไฟ
ตะโกนบอก ว่า


วันนี้ไม่มีอะไรกินอีกแล้ว .....นอกจากผักป่าและอาหารกระป๋อง



อีกวันสองวันเป็นวันเดินทางกลับ เราคงไม่มีโชค และหวังอะไรจากป่าไม่ได้อีกแล้ว….

Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 10:26 AM
Post #9


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984







อีกครั้ง ที่ความป็นคนอยู่เฉยๆไม่ได้
อธิบายเหตุการณ์ ในลำดับต่อมา
....





ผมคว้าคันเบ็ด และเหยื่อปลอม หยิบเข็มขัดปืนสั้น .357แม๊กนั่ม คาดเอว
ชวนน้าเหาะ ไปตกปลาในลำห้วย ซึ่งหมายตาไว้ตั้งแต่วันก่อน



น้าเหาะลุกขึ้นเดินตามอย่างว่าง่าย



เดินผ่านไอ้หนุ่ย ที่กำลังนั่งร่วมวงเหล้ากับเพื่อนๆ ยิ้มร่า




มีเสียงสำทับจากวงเหล้า –ว่าเอาตัวใหญ่ๆ
และเสียงหัวเราะเฮฮาไล่หลัง





เดินย้อนลำห้วยไปทางตะวันออก
ผ่านดงไทรแดง
ป่าผักกูดท่วมแข้ง
ข้ามแอ่งน้ำริมหาดไปห้าสิบเมตร มีน้ำสองสายไหลลงมาบรรจบกัน

คุ้งน้ำช่วงนั้น กว้างราวยี่สิบเมตร มีโขดหินเหมาะๆหลายแห่ง เหมาะสำหรับขว้างเบ็ด



ถ้าผมเป็นปลา.... ผมก็จะเลือกที่ตรงนี้ เช่นกัน


ถัดไปเป็นป่าทึบ และดงไม้สูงสลับต่อยาวเป็นพืด


หมายตาหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เด่นสะดุดตา
แล้วปีนป่ายขึ้นไป หาทำเลเหมาะๆเหวี่ยงเหยื่อปลอม




ส่วนน้าเหาะ บอกว่าไม่ถนัดทางตกปลา -ขอนั่งดูเฉยๆ



น้ำในลำห้วยใสแจ๋ว ไหลผ่านโตรกหินดังเป็นระยะ
ปลาพลวงขนาดข้อขา สีเขียว อมครามหลายตัว ว่ายทวนน้ำ เป็นฝูง





ผมขว้างเหยื่อปลอมไปได้สี่ห้าครั้ง แต่ปลาไม่ฉวยเหยื่อ

น้ำคงใสเกินไป จนปลาระแวง.....



ลังเลว่าจะลองเปลี่ยนเหยื่อแบบอื่นดูบ้าง



พลันเหลือบเห็น ความผิดสังเกตุบางอย่าง บนตลิ่งริมน้ำฝั่งตรงข้าม



ในปลักโคลนสีลูกรัง กว้างขนาดโต๊ะกินข้าว
ห่างจากผมยืนอยู่ราว ยี่สิบห้าเมตร มีอะไรบางอย่างขยับไหวไปมา



ทีแรกคิดว่าตาฝาด หรืออุปาทาน





วางคันเบ็ด ปลดปืนสั้นมาถือ
ย่อตัวลง พยายามมองแล้วมองอีก



เห็นก้อนๆขนาดลูกมะพร้าวเปื้อนโคลน ผงกขึ้น
ขยับซ้ายขยับขวา แต่ไม่เห็นตัว



บอกไม่ได้ว่าเป็นสัตว์อะไร



ผิวปาก กวักมือเรียกน้าเหาะมาช่วยดู

"ตัวอะไร..?น้าเหาะ"ผมชี้มือ
น้าเหาะไม่ตอบ
พยายามเพ่งมอง

สองสามอึดใจต่อมา คำตอบของเรา ก็ผลุดขึ้นจากโคลน


"หมูป่า"!!!!


.... เมื่อมันลุกยืนเต็มตัว จ้องมองมาทางเราอย่างสงสัย หัวกลายเป็นเป้าเด่นที่สุด

ผมเล็งและยิงอย่างบรรจง สิ้นเสียงปืน มันทรุดลงในหล่ม
....ตายคาที่

น้าเหาะ ถูมือ
ลุยน้ำข้ามไป ดึงเจ้าหมูวัยรุ่นตัวนั้นขึ้นมา
ล้างน้ำจนเนื้อตัวสะอาด แบกเดินตามผมกลับแค็มป์


วงเหล้าซึ่งกำลังได้ที่ ถามโหวกเหวกปนแซว ว่า-
"ยิงอะไร –ได้ปลามากี่ตัว"

ผมอมยิ้ม ตอบสั้นๆ"หมูป่า"

หลายคนในที่นั้นหัวเราะชอบใจ ท่าทางไม่เชื่อ

"หมูป่าอะไรจะมาอยู่แถวนี้"ไอ้หนุ่ยสงสัย


" หมูป่าที่พระส่งมาให้มั๊ง" มันวกไปแขวะพระอีกครั้ง

คงยังติดใจ เรื่องมาม่าสามซอง เมื่อเช้านี้ไม่หาย



น้าเหาะที่เดินตามหลังมา ไม่พูดอะไร
โยนหมูป่าโครม! ตรงหน้าวงเหล้า




ทุกคนชะโงกหน้ามาดู พูดเกือบเป็นเสียงเดียวกัน

"เฮ้ย!-หมูป่าจริงๆด้วย"



ไอ้หนุ่ยถึงกับอึ้ง ไม่พูดอะไร



เย็นนั้น เรามีเนื้อหมูป่าสดๆ
แทนอาหารกระป๋องและผัก



ขณะนั่งริมกองไฟ ยามค่ำ... นั่งมองแสงสว่าง
วอมแวม และลูกไฟแตกปะทุ

แวบหนึ่ง คำพูดของพระรูปนั้น ผุดขึ้นมา
ดังก้องในหู



"ถ้าเป็นหมูป่า....

" วันนี้-โยมได้แน่.... "







.................................................................................................................................................................
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 10:26 AM
Post #10


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984





จบแล้วหนึ่งเรื่อง
จะทยอยเอาเรื่องอื่นๆ
มาลงให้อ่านนะครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 14 April 2012, 10:26 AM
Post #11


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



ถ้าชอบ-จะเขียนมาให้อ่านอีก biggrin.gif

Go to the top of the page
 
+Quote Post
เหล็กแหนบ
post 14 April 2012, 10:39 AM
Post #12





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 1,860
Joined: 17 July 2009
From: Chiang Mai
Member No.: 9,775



ขอนั่งห้างรออ่านด้วยคนนะครับ... biggrin.gif

ชอบมากๆครับ...ผมขอเป็นสมาชิกตลอดชีพครับ thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif

This post has been edited by เหล็กแหนบ: 15 April 2012, 06:08 PM


--------------------
**ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ขนาดเหล็กเป็นแท่งยัง กลายเป็นมีดได้**
Go to the top of the page
 
+Quote Post
kamet
post 14 April 2012, 10:53 AM
Post #13


นายแพทย์ประจำชุมชน


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,173
Joined: 10 January 2007
Member No.: 105



กางเต๊นเล็กๆข้างๆเต๊นพี่อุ๊คอยติดตามต่อครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Dick
post 14 April 2012, 11:37 AM
Post #14





Group: ยผร™รฉยดร™รกร…ยชร˜รยชยน
Posts: 22,742
Joined: 8 January 2007
From: ชาวชุมชนคนรักมีด กทม.
Member No.: 2



พักโฆษณาหน่อย




--------------------
มัจฉาร่วมข้อง
Line ID : krmp01
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สมาธิ
post 14 April 2012, 12:58 PM
Post #15


Co-Webmaster


Group: ยผร™รฉยชรจร‡ร‚ยผร™รฉยดร™รกร…ยชร˜รยชยน
Posts: 2,748
Joined: 10 December 2007
From: กทม.
Member No.: 3,341



ขอบพระคุณที่พักให้หายใจบ้าง...เหนื่อยไปด้วยเลยครับ...


--------------------
"สิ่งวิเศษคอยหนุนนำผู้ประพฤติดี"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
LEE
post 14 April 2012, 01:54 PM
Post #16


เถ้าแก่ลีผู้ลุ่มลึก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 10,116
Joined: 28 January 2007
From: BANGKOK
Member No.: 304



.....เป็นรายการที่ผมคอยติดตามตลอดช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์นี้เลย happy.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
sonjai
post 14 April 2012, 03:11 PM
Post #17





Group: ยผร™รฉยชรจร‡ร‚ยผร™รฉยดร™รกร…ยชร˜รยชยน
Posts: 8,218
Joined: 9 April 2007
Member No.: 686



อ่านได้จำนวนหนึ่งแล้ว ไว้มาอ่านต่อ
ชีวิตพี่ชัชวาลย์ มิได้ห่างป่าเขาลำเนาไพรเลย
ต้องใจรักจริง ๆ จึงทำได้ นับถือค่ะ thumbsup.gif


--------------------
One moment in time
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ยุทธ
post 14 April 2012, 04:04 PM
Post #18





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 154
Joined: 22 January 2007
Member No.: 215



ติดตามรออ่านด้วยคนครับ blush.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
เหล็กแหนบ
post 14 April 2012, 05:36 PM
Post #19





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 1,860
Joined: 17 July 2009
From: Chiang Mai
Member No.: 9,775



QUOTE (ชัชวาลย์ @ 14 April 2012, 10:25 AM) *

หล่อเท่ห์ที่สุดในสามโลก...จริงๆครับ thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif


--------------------
**ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ขนาดเหล็กเป็นแท่งยัง กลายเป็นมีดได้**
Go to the top of the page
 
+Quote Post
จุ๊จิ๊
post 14 April 2012, 07:39 PM
Post #20





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 639
Joined: 11 November 2011
Member No.: 69,316



กำลังมัน ตื่นเต้นหวาดเีสียว รอตอนต่อ ๆ ไปอยู่นะครับ thumbsup.gif


--------------------
ปลากระดี่...ได้น้ำ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
warlock
post 14 April 2012, 08:43 PM
Post #21





Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,199
Joined: 22 September 2010
From: Thailand
Member No.: 21,874



เรื่องเล่าสนุกมากครับพี่...เริ่มได้อ่านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif

พี่หมอเหล็กแหนบนั่งห้างแล้ว

พี่หมอ Kamet ก็กางเต้นท์ไปแล้ว

...แล้วผมจะนั่งอะไรรออ่านตอนต่อไปดีครับเนี่ยะ laugh.gif

ปล.ภาพถ่ายพี่อุ๊ที่มีภาพพื้นหลังเป็นปืนจำนวนหลายกระบอก
ถ้าเจอพี่เค๊าในป่า...ผมขอ ขุดดินลี้ก่อนเด้อล่ะครับ พี่น้องเอ้ย woot.gif


--------------------
โพธิ์ร่มสะสมใบ
ประชาได้อาศัยเงา
เหนื่อยล้าท่านทนเฝ้า
ประเทศฯ เราให้อยู่ดี

ร่มเย็นสิใดเปรียบ
ฤ.จะเทียบพระทัยนี้
ชนทั่วสยามมี
สุขอยู่ทั่วถิ่นแดนไทย


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สมาธิ
post 14 April 2012, 09:21 PM
Post #22


Co-Webmaster


Group: ยผร™รฉยชรจร‡ร‚ยผร™รฉยดร™รกร…ยชร˜รยชยน
Posts: 2,748
Joined: 10 December 2007
From: กทม.
Member No.: 3,341



ผมดีใจมากที่ได้เป็นน้องๆพี่ๆทุกท่านในที่นี้ แม้ว่าไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตด้วยตนเอง
แต่ก็ได้รับรู็ เรียนรู้ถึงความเป็นลูกผู้ชาย (ลูกผู้หญิงด้วย) จากพี่ๆทุกท่าน thumbsup.gif

รอติดตามนะครับ นั่งรอบกองไฟ รอครับ
เอมีอะไรกินบ้างหนา..คงมีแต่ผัดปลาไหลของพี่ออม tongue.gif


--------------------
"สิ่งวิเศษคอยหนุนนำผู้ประพฤติดี"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ย้อนเวลา2
post 14 April 2012, 09:53 PM
Post #23





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 169
Joined: 4 April 2012
Member No.: 91,805



เสียดายครับพี่ชัชวาล ตอนนี้ป่าฝั่งทางประจวบฯ ในเขตพม่า ปัจจุบัน เตียนโล่งไปมากโดยเฉพาะทางด่านสิงขร
ตั้งแตด่านสิงขรแตก ทหารพม่าก็ตีสวนกาแฟแตก ไปทุ่งฤกึ และตั้งแต่เปิดด่านมีการขนกล้วยไม้ป่ามาขาย
ชาวบ้านโค่นต้นไม้ใหญ่เพื่อเอากล้วยไม้มาขาย ต้นไม้บางต้นขนาดหลายคนโอบ
รออ่านอยู่ ครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Phenn
post 14 April 2012, 10:22 PM
Post #24


พยัคฆ์ลุ่มน้ำแม่กลอง


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 201
Joined: 9 January 2007
Member No.: 54



ชอบมากครับพี่ รอตอนต่อไปครับ thumbsup.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mor
post 14 April 2012, 11:36 PM
Post #25





Group: ยผร™รฉยดร™รกร…ยชร˜รยชยน
Posts: 6,722
Joined: 17 April 2009
From: หนองคาย
Member No.: 8,994



มารายงานตัวช้ามัวแต่ไปออกทีวีอยู่ whistling.gif ขออภัยเด็จพี่อย่างแรงพะย่ะคะ sweat.gif
เสื่อที่ปูจองที่ไว้ เจ้าออมแย่งไปก้างมุ้งนอนรออ่านซะแล้วด้วย tongue.gif


--------------------
*********************************

มิตรภาพได้มาง่าย แต่ดูแลยากฉะมัด!!!!
www.phadermdach.com
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 15 April 2012, 10:52 AM
Post #26


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



QUOTE (ย้อนเวลา2 @ 14 April 2012, 09:53 PM) *
เสียดายครับพี่ชัชวาล ตอนนี้ป่าฝั่งทางประจวบฯ ในเขตพม่า ปัจจุบัน เตียนโล่งไปมากโดยเฉพาะทางด่านสิงขร
ตั้งแตด่านสิงขรแตก ทหารพม่าก็ตีสวนกาแฟแตก ไปทุ่งฤกึ และตั้งแต่เปิดด่านมีการขนกล้วยไม้ป่ามาขาย
ชาวบ้านโค่นต้นไม้ใหญ่เพื่อเอากล้วยไม้มาขาย ต้นไม้บางต้นขนาดหลายคนโอบ
รออ่านอยู่ ครับ



....ผมเข้าไปในป่าพม่า แถบสิงขร
ทางอำเภอมะริด ตระนาวศรี
ตั้งแต่ ปี 2532
เรื่อยมา

เที่ยวอยู่หลายปี

บางคราว
ไปอาทิตย์ละครั้งๆละสองสาม สี่วันเลย

ภายหลัง มีปัญหา
เรื่อง-ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า

ก็ไม่ได้ไปอีก
เพราะไม่รู้-ใครเป็นใคร

ได้ทราบจากเพื่อนที่เที่ยวป่าด้วยกัน

ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นว่า

ป่าที่ไปนอน ไปเที่ยว
หลายแสนไร่
บัดนี้ ไม่เหลือแล้ว
ราบเรียบ เตียนโล่ง
เหมือนหน้ากลองยาว


กลายเป็นสวนปาล์มน้ำมัน

มีหมู่บ้าน
มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน(พม่า) ปกครองลูกบ้านกันหมดแล้ว

น่าเสียดายทรัพยากรป่าไม้ที่นั่น
แทนคนทั้งโลก

เพราะไม้ใหญ่ๆ หาค่ามิได้ มากมาย
อายุเป็นร้อยๆปี

เกิดมาไม่เคยเห็น ....ก็ได้เห็นที่นั่น

บางต้น จอดรถกระบะ ที่โคนต้น
ยังบังต้นไม้ ไม่มิดเลย

ป่าพม่าแถบนั้น เป็นป่าเนื้อดีที่สุด
ที่ผมเคยเห็นมา ในชีวิต....

อีกหลายปีครับ
...กว่ารัฐบาลพม่าจะตระหนักรู้
ในคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ ที่ประเทศเค้ามี
และรู้จักรักษา หวงแหน

ไว้ให้ลูกหลาน verymad.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ย้อนเวลา2
post 15 April 2012, 07:57 PM
Post #27





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 169
Joined: 4 April 2012
Member No.: 91,805



ผมก็ไม่เคยเห็นป่าที่ไหนมีไม้จันทร์มากขนาดนี้
แต่ได้ข่าวว่าตอนนี้ไม้จันทร์หอมราคาโลละ 4 บาท
ฝั่งพม่าไม่มีแล้วพม่าต้องมาขนจากฝั่งไทย
พม่าเอาไปทำแป้งผัดหน้า และไอ้ไม้จันทร์หอมที่ว่านี้
ต้องเป็นไม้จันทร์ที่ล้มแล้วผุจึงจะหอม
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ยุทธ
post 16 April 2012, 04:16 PM
Post #28





Group: รŠรร’ยชร”ยกยชร˜รยชยน
Posts: 154
Joined: 22 January 2007
Member No.: 215



ทางแถบประจวบลงไปยังมีจันทร์อีกพวกหนึ่งคือพวกจันทร์เทศครับ เช่นต้นเลือดม้า เลือดควาย
ไม้กลุ่มนี้เวลาเราเอามีดสับไปที่เปลือกลำต้นจะมียางสีแดงไหลออกมา ohmy.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 18 April 2012, 09:46 AM
Post #29


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,468
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



QUOTE (ยุทธ @ 16 April 2012, 04:16 PM) *
ทางแถบประจวบลงไปยังมีจันทร์อีกพวกหนึ่งคือพวกจันทร์เทศครับ เช่นต้นเลือดม้า เลือดควาย
ไม้กลุ่มนี้เวลาเราเอามีดสับไปที่เปลือกลำต้นจะมียางสีแดงไหลออกมา ohmy.gif



ผมเคยเห็น เช่นต้นจำปา
ในป่ามะริด ทางตระนาวศรี
ที่ต้นใหญ่มากๆ

น่าเศร้าที่บัดนี้ไม่เหลือแล้ว verymad.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
warlock
post 18 April 2012, 11:36 AM
Post #30





Group: ยฝรจร’ร‚รขยครƒยงยกร’รƒ
Posts: 2,199
Joined: 22 September 2010
From: Thailand
Member No.: 21,874



QUOTE (ชัชวาลย์ @ 18 April 2012, 09:46 AM) *
ผมเคยเห็น เช่นต้นจำปา
ในป่ามะริด ทางตระนาวศรี
ที่ต้นใหญ่มากๆ

น่าเศร้าที่บัดนี้ไม่เหลือแล้ว verymad.gif


เดี๋ยวนี้ขับรถผ่านแถว ๆ เขาค้อ...เหลือแต่กะโหลกภูเขา
ป่าไม้เตียนเรียบ...เห็นแล้ว ก็อดหดหู่ใจไม่ได้เลยครับ turned.gif

ป่าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังคงอุดมสมบูรณ์ ต้องช่วยกันปกป้องคนละไม้คนละมือนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นความเจริญด้านวัตถุหรือแม้กระทั่งบรรดารีสอร์ต่าง ๆ...เข้าแก๊งไหน...ป่าไม้พังหมด


--------------------
โพธิ์ร่มสะสมใบ
ประชาได้อาศัยเงา
เหนื่อยล้าท่านทนเฝ้า
ประเทศฯ เราให้อยู่ดี

ร่มเย็นสิใดเปรียบ
ฤ.จะเทียบพระทัยนี้
ชนทั่วสยามมี
สุขอยู่ทั่วถิ่นแดนไทย


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
Go to the top of the page
 
+Quote Post

2 Pages V   1 2 >
Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 26 October 2020, 02:59 AM
Mocha v1.2 Skin © Bytech Web Design