Help - Search - Members - Calendar
Full Version: ของที่ควรถวายพระ เอาแบบที่พระใช้จริงนะ
ชุมชนคนรักมีด > ลานพระเครื่อง (Amulet Talk) > วัตถุมงคลและพระเครื่อง (Amulet Talk)
crown
1. ใบมีดโกน ควรจะเป็น ตราขนนก ถามร้านขายของชำ เขารู้ดี
เพราะมันคมมาก พระใช้ปลงผม(โกนผม)กัน แต่ต้องบอกร้านนะ
เอาเกรด A แถวอีสานใช้ ใบขนนกใบเดียวโกนหัวเณรได้ เกือบสิบ รูป
หรือไม่ก็ ยิลเล็ตซองเหลืองๆอันนั้นก็คมมาก แต่ตอนผมบวชโกนผมเอง
ใช้ใบขนนก เลือดโซกเลย - -" คมจัด

2. พวกจีวรเนี่ยถ้ามีเงิน ซื้อแบบผ้าฝ้าย ผ้าซัลเฟอไร้ ผ้ามัสลิน ไปเลย
แพงหน่อย ไตรละ 2,500 - 5,000 แล้วแต่ร้าน และฝีมือการเย็บ ทนมาก
พระชอบใช้ อย่างของผมผ้าฝ้าย ไตรละ 2,600 พอลาสิกขา(สึก)
พระจองกันพรึบ ใช้ได้นาน ใช้ได้หลายรุ่น เคยเจออยู่ผืนนึง ใช้มา 3 รุ่น
100 กว่าปี (อันนี้ปะจนเหมือนจีวรท่านจี้กงแล้วนะ) ส่วนผ้าไตรธรรมดา
7 วันขาดแล้ว ผ้าบาง ห่วยมาก

3. ไม่ควรซื้อ นม ไมโล โอวัลติน ให้พระ เพราะบางรูปที่เคร่งมาก
นมก็ฉันไม่ได้เพราะผิดวินัย ที่สำคัญ พระฉันแล้ว ทำให้ไปบำรุงกาม
พระฉันแล้วมีอารมณ์ ลำบากพระอีก ให้ซื้อเป็นน้ำผลไม้ ที่ไม่มีกาก
ทิปโก้ มาลี อะไรพวกนี้ พระฉันได้ ไม่บำรุงกาม

4. ชา กาแฟ ถวายได้ แล้วแต่บางท่านจะฉัน มันทำลายสุขภาพพระไหม
บาปไหม คิดเอาเอง แต่สำหรับผม คิดว่าไม่บาป วัดผมทำวัตรตี 4
พระใหม่อย่างพวกผม ซัดกาแฟกัน ตั้งแต่ตี 3กว่า
กลัวสวดมนต์แล้วหลับ อายเขา

5. สมุด ดินสอ ปากกา เนี่ย พระใช้เยอะ และพระก็มีเยอะ
แต่ส่วนมากใช้ไม่ได้ เพราะห่วยมาก

6. ยาสระผม ซื้อให้พระใช้บ้าง อย่านึกว่าพระไม่มีผมแล้ว ไม่ต้องสระ
พระคันหัวกันยุบยิบ เพราะเอาสบุ่สระแทน แถมบางรูปเป็นโรค
ผิวหนังอีก เพราะไม่มียาสระ

7. สารส้ม พระเอาไว้ดับกลิ่นตัว แต่ไม่ค่อยมีโยมนึกถึง

8. หนังสือ ซีดี ธรรมมะ ถ้ามีถวายโลด พระใหม่ จะได้อ่านกัน

9. อุปกรณ์การแพทย์ ผ้าก๊อต ผ้าปิดแผล ที่มันดีๆ หายากมาก
ส่วนมากใช้พลาสเตอร์ยา ปิดแผล จนแผลเน่าหมด

10. ถ้าคุณเห็นพระขาดอะไร ซื้ออย่างนั้นถวาย เขาเรียกทำบุญด้วยปัญญา ไม่ใช้ทำบุญด้วยศรัทธา ต่างกันยังไง

ทำบุญด้วยศรัทธา = ได้ บุญ

ทำบุญด้วยปัญญา = ได้ บุญ + ปัญญา

คำว่าสังฆทาน คือการทำบุญที่ยังได้รับผลของบุญอยู่ คือ

ชาติหน้าเกิดมาจะได้มีทรัพย์ไม่ขาด ไม่อด บุญประเภทนี้ใช้แล้วหมด

ใครจะรู้เกิดมารวยมากๆๆ คุณใช้เงิน เล่นการพนันก็ได้ หมกมุ่นในกาม ก็ได

แต่ถ้าทำบุญด้วยปัญญา ปัญญาใช้ไม่หมด มันของติดตัว

เกิดมามีสมอง ฉลาด มีธรรม แล้วมีตังค์อีก

เอาเงินที่ได้ไปต่อบุญ สังเกตุไหม คนรวยบางกลุ่มเท่านั้น

ที่ชอบทำบุญ ช่วยเหลือคน เพราะเขามีปัญญาธรรมติดมาด้วย ... .. .




happy.gif ได้มาจากเมลครับ happy.gif

ขอบคุณครับ happy.gif
Gearmour
ขอบคุณครับ
อาถรรพ์เวทย์
ขอบคุณมากครับ thumbsup.gif
เด็กน้อย
แนะนำดีมากๆๆเลยครับ
yokee
ถวายบาตรพระ ต้องบาตรใหญ่หน่อย (บาตรตีมือของบ้านบาตร) พร้อมชุดสายสะพาย
ขาดบาตรพระอดฉันอาหาร
Challoveat
สุดยอดคับ

ถือเป็นการแนะแนวทางที่ดีมาก
Yagio
แนะนำได้ดี และถูกต้องจริงๆ คนไม่เคยบวชจะไม่รู้เลย
ว่าทั้งหมดที่บรรยายมานะของจำเป็น ทุกอย่างเลย happy.gif
Yagio
แนะนำได้ดี และถูกต้องจริงๆ คนไม่เคยบวชจะไม่รู้เลย
ว่าทั้งหมดที่บรรยายมานะของจำเป็น ทุกอย่างเลย happy.gif
แวบมา
ขออนุญาตครับ

แนะนำดี
แต่ไม่ใช่ว่าถูกต้องทั้งหมดครับ
ขอยกเฉพาะที่ผมเห็นว่ายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ

QUOTE (crown @ 12 April 2008, 01:18 AM) *
3. ไม่ควรซื้อ นม ไมโล โอวัลติน ให้พระ เพราะบางรูปที่เคร่งมาก
นมก็ฉันไม่ได้เพราะผิดวินัย ที่สำคัญ พระฉันแล้ว ทำให้ไปบำรุงกาม
พระฉันแล้วมีอารมณ์ ลำบากพระอีก ให้ซื้อเป็นน้ำผลไม้ ที่ไม่มีกาก
ทิปโก้ มาลี อะไรพวกนี้ พระฉันได้ ไม่บำรุงกาม

7. สารส้ม พระเอาไว้ดับกลิ่นตัว แต่ไม่ค่อยมีโยมนึกถึง


ในส่วน ข้อ 3. หากเป็นพระที่เคร่ง และแม่นวินัยมาก
ท่านจะไม่ปฏิเสธการประเคนนม และฉันนมครับ นอกจากท่านอาจจะแพ้ หรือไม่ชอบ
เพราะตามพระวินัย ก็บัญญัติไว้ให้ภิกษุรับนม หรือแม้แต่นมแปรรูปอย่างเนยข้น เนยใสได้
หรือหากจะตีว่านมเป็นของบำรุงกำหนัด
โปรตีน และวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ที่ได้จากเนื้อสัตว์และผักผลไม้ ฯลฯ ก็เข้าด้วยกระมังครับ

โดยสรุป
ผมเชื่อว่าประเด็น ไม่ฉันนม หาใช่ผิดพระวินัย
แต่เป็นด้วยความเชื่อส่วนบุคคลครับ
เพราะอย่างที่เรียนมาข้างต้นคือ
หากนมเป็นของต้องห้าม(บำรุงกำหนัด) คงไม่มีอนุญาตไว้ในพุทธบัญญัติดอกครับ

สำหรับข้อ 7. ไม่เห็นแย้งครับ แต่ขอเพิ่มเติมว่า
เพื่อความสะดวก นอกจากสารส้ม อาจถวายเป็นโรลออน "แบบไม่มีกลิ่น" ก็ไม่เป็นการผิดครับ
เพราะเป็นเครื่องระงับกลิ่น (เหม็น) ไม่ใช่เพื่อให้เกิดกลิ่น (หอม)
RiT
QUOTE (แวบมา @ 14 April 2008, 11:54 PM) *
โดยสรุป
ผมเชื่อว่าประเด็น ไม่ฉันนม หาใช่ผิดพระวินัย
แต่เป็นด้วยความเชื่อส่วนบุคคลครับ
เพราะอย่างที่เรียนมาข้างต้นคือ
หากนมเป็นของต้องห้าม(บำรุงกำหนัด) คงไม่มีอนุญาตไว้ในพุทธบัญญัติดอกครับ


ข้อนี้แล้วแต่การตีความครับ
เวลาถวาย เช็คก่อนว่า วัดที่จะถวาย ท่านจะรับหรือไม่รับ
บางที่ตีความเรื่องนมผิด แต่น้ำเต้าหู้ฉันได้ บางที่ก็ตีความน้ำเต้าหู้ผิด(ถือเป็นอาหารจำพวกถั่ว) แต่นมฉันได้ บางที่ ชีส หรือช๊อกโกแล๊ตท่านก็ฉันหลังเพล เรื่องพระวินัย ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลในการตีความ เช็คข้อมูลก่อนที่จะซื้อไปถวาย หรือตัดปัญหา ไม่สบายใจ ก็หาของอย่างอื่นไปถวายดีกว่าครับ
TAE-tae
ทิชชู่ ไม้กวาด แปรงขัดห้องน้ำ น้ำยาล้างห้องน้ำ พวกนี้ก็ได้ครับ ได้ใช้แน่นอนครับ ของพวกนี้ส่วนใหญ่จะถูกมองข้ามจะเน้นไปทางของกินมากกว่าครับ

ชุดถังสังฆทานไม่ควรซื้อไปถวายครับ แทบใช้อะไรไม่ได้เลย เลือกซื้อหาเป็นอย่างๆไปดีกว่าครับของใช้ประโยชน์ได้จริงกว่าครับ biggrin.gif
แวบมา
QUOTE (RiT @ 15 April 2008, 12:07 AM) *
ข้อนี้แล้วแต่การตีความครับ
เวลาถวาย เช็คก่อนว่า วัดที่จะถวาย ท่านจะรับหรือไม่รับ
บางที่ตีความเรื่องนมผิด แต่น้ำเต้าหู้ฉันได้ บางที่ก็ตีความน้ำเต้าหู้ผิด(ถือเป็นอาหารจำพวกถั่ว) แต่นมฉันได้ บางที่ ชีส หรือช๊อกโกแล๊ตท่านก็ฉันหลังเพล เรื่องพระวินัย ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลในการตีความ เช็คข้อมูลก่อนที่จะซื้อไปถวาย หรือตัดปัญหา ไม่สบายใจ ก็หาของอย่างอื่นไปถวายดีกว่าครับ


ถูกต้องแต่ไม่ตรงประเด็นครับ

ที่ว่าถูกต้องคือ บางวัดรับนมได้เป็นเวลาเฉพาะเช้าชั่วเที่ยง
แต่บางวัดรับได้ตลอดทั้งวัน

ที่ว่าไม่ตรงประเด็นคือ
ผู้ตั้งกระทู้กำหนดประเด็นว่า
ที่พระบางรูปท่านไม่รับนมเลยไม่ว่าเวลาใด
ด้วยเกรงจะเป็นของบำรุงกำหนัดผิดพระวินัย
ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องความเชื่อ ความคิดเห็นส่วนบุคคล
เหมือนบางคนกินข้าวผัดไม่ชอบกินต้นหอมนั่นแหละครับ

แต่ก็อย่างที่ผมเคยเรียนไว้คือ
ประเด็นที่ว่าพระฉันนมผิดหรือไม่นั้น
พุทธบัญญัติท่านมีอนุญาตไว้ให้รับได้โดยไม่ต้องตีความเลยครับ
RiT
QUOTE (แวบมา @ 15 April 2008, 02:36 PM) *
ถูกต้องแต่ไม่ตรงประเด็นครับ
...

ที่ว่าไม่ตรงประเด็นคือ
ผู้ตั้งกระทู้กำหนดประเด็นว่า
ที่พระบางรูปท่านไม่รับนมเลยไม่ว่าเวลาใด
ด้วยเกรงจะเป็นของบำรุงกำหนัดผิดพระวินัย
ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องความเชื่อ ความคิดเห็นส่วนบุคคล
เหมือนบางคนกินข้าวผัดไม่ชอบกินต้นหอมนั่นแหละครับ

แต่ก็อย่างที่ผมเคยเรียนไว้คือ
ประเด็นที่ว่าพระฉันนมผิดหรือไม่นั้น
พุทธบัญญัติท่านมีอนุญาตไว้ให้รับได้โดยไม่ต้องตีความเลยครับ


ประเด็นผมพูดไว้่ชัดแจ้งแล้วโดย qoute จากที่คุณแวบมาตอบไว้ ส่วนที่คุณ crown พูดถึงว่าบำรุงกำหนัด อันนั้นเป็นเรื่องความเห็นส่วนตัวครับตามที่คุณแวบมาได้ว่าไว้แล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ผมมาตอบในโพสต์ข้างบน

การตีความว่าถูกหรือผิดวินัยจะตีความไปแง่ใด ก็คงแล้วแต่วินัยแต่ละท่านตีความไปอย่างไร
ในส่วนของการตีความเป็นเช่นไร คงไม่ขอนำมาถกในที่นี้ ตีความต่อให้ยืดยาว
ซึ่งถ้าจะถกเรื่องการตีความ ไปถกในเว็บข้อมูลนำมาอ้างอิง ที่ link เอาไว้ในตอนท้าย จะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากในนั้นมีผู้ถกกันมากมายแล้ว และถ้ามีประเด็นใหม่ คงจะมีผู้รู้หลายท่านถกหาเหตุผลกันได้
แต่จะยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ว่ามีการตีความว่านมอย่างไร ฉันได้ไม่ได้ตามวินัย

ศีลข้อ​ ๖ ​วิกาลโภชนา​ ​เวรมณี​ ​มีองค์​ ๔ ​คือ
๑. ​วิกา​โล​ ​เวลาตั้งแต่​เที่ยง​แล้ว​ไปจนอรุณขึ้น
๒. ​ยาวกาลิกํ​ ​ของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์​เข้า​ใน​อาหาร
๓. ​อชฺ​โฌหรณปฺปโยโค​ ​พยายามกลืนกิน
๔. ​เตน​ ​อชฺ​โฌหรณํ​ ​กลืน​ให้​ล่วงลำ​คอ​เข้า​ไป​ด้วย​ความ​เพียร​นั้น

สำ​หรับศีลข้อนี้​ ​ควรทราบว่า​ ​เวลาตั้งแต่อรุณขึ้นไปจน​ถึง​เที่ยง​ ​เรียกว่า​ กาล ​คือ​เป็น​เวลาบริ​โภค
​อาหาร

​ตั้งแต่​เที่ยง​แล้ว​ไปจน​ถึง​อรุณขึ้น​ (ของวัน​ใหม่)​ ​เรียกว่า​ วิกาล ​เป็น​เวลาที่​ต้อง​เว้น​จาก​การบริ​โภค
​อาหารทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ธรรมดา​ ​และ​น้ำ​ดื่ม​ ๘ ​อย่าง​ ​ที่​เรียกว่า​ ๑ ​อัฏฐบาน ​ที่มีพุทธานุญาต​ไว้

น้ำ​ดื่ม​ ๘ ​อย่าง​ ( ​อัฏฐบาน​ ) ​นั้น​ ​คือ

น้ำ​ที่ทำ​จาก​ผลมะม่วง​ ๑ ​ผลหว้า​ ๑ ​ผลกล้วยมี​เมล็ด​ ๑ ​ผลกล้วยที่​ไม่​มี​เมล็ด​ ๑ ​ผลมะทราง​ ๑
​ผลจันทน์​ ​หรือ​ผลองุ่น​ ๑ ​เง่าบัว​ ๑ ​ผลมะปราง​หรือ​ลิ้นจี่​ ๑

ต่อมาทรงมีพุทธานุญาตน้ำ​ผลไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ต้มเมล็ดข้าวเปลือก​ ​น้ำ​ใบไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ
​ผักดอง​ ​น้ำ​ดอกไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ดอกมะทราง​ ​และ​ทรงอนุญาตน้ำ​อ้อยสด

​อรรถกถาท่านสรุปว่า​ ​ใน​เวลาวิกาลดื่มน้ำ​ผลไม้​ได้​ทุกชนิด​ ​เว้นผลไม้ที่มีผลโตกว่าผลมะตูม​
( ​บางแห่งว่าผลมะขวิด​ ) ​วิธีทำ​นั้น​ก็​ต้อง​คั้นเอา​แต่น้ำ​ ​และ​กรอง​ให้​ไม่​มีกาก​ ​และ​ไม่​ผ่านการสุก​ด้วย​ไฟ

น้ำ​ปานะดังกล่าวนี้​เท่า​นั้น​ที่​ผู้​รักษาอุ​โบสถศีลควรดื่ม​ใน​เวลาวิกาล​ ​นอกนี้​ไม่​ควร​ พึงสังเกตว่า
​ไม่​มีน้ำ​นมสดทุกชนิด​ ​คือน้ำ​นมของสัตว์​ ​หรือ​นมที่ทำ​จาก​พืช​ ​เช่นถั่ว​เป็น​ต้น

นอก​จาก​นี้​ ​พระพุทธองค์​ยัง​ทรงอนุญาต​ให้​บริ​โภคเภสัช๒ ๕ ​อย่างคือ​ ​เนยใส​
​เนยข้น​ ​น้ำ​มัน​ ​น้ำ​ผึ้ง​ ​น้ำ​อ้อย​ ​รวม​ทั้ง​งบน้ำ​อ้อย​ ​ใน​เวลาวิกาล​ได้

๑-๒. ​พระวินัยปิฎกมหาวรรค​ ​เภสัชชขันธกะ​ ​ข้อ​ ๘๖ ​และ​ข้อ​ ๒๖

จากเว็บ http://board.palungjit.com/showthread.php?p=853469

นมมีหลายประ​เภท​ ​ใน​พระวินัยปิฎก​ได้​แบ่งประ​เภทของนม​ไว้​ ​คือ​ ​นมสด​ (ขีรํ) ​นมส้ม​ (ทธิ)
นมสด ​คือ​ ​นมที่รีดออกมา​จาก​วัว​ ​ยัง​มิ​ได้​ปรุง​ให้​แปรสภาพ​ ​เป็น​อย่าง​อื่น​ ​พระฉัน​ได้​ ​ถ้า​ไม่​ใช่​เวลาวิกาล
นมส้ม ​คือ​ ​นมสดที่ปรุงจนแปรสภาพมามีรสเปรี้ยว​แล้ว​ ​นมประ​เภทนี้​ไม่​ทรงห้าม​ ​เพราะ​กลิ่นคาว
​เจือจางลงไปพร้อม​กับ​เป็น​ยาระบาย​ได้​ด้วย​ ​พระฉัน​ได้

​นมที่​แปรสภาพไป​เป็น​เนยใส​ ​เนยข้น​ ​ก็​ไม่​ทรงห้ามเช่น​กัน​ ​ใน​ศีล​ 8 ​ข้อที่​ 6​มี​ใจ​ความ
"งดบริ​โภคอาหาร​ใน​เวลาวิกาล" ​หากถือวานม​เป็น​อาหารเสริม​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่​เคร่งครัด​จะ​ไม่​ยอม
​ดื่มน้ำ​เด็ดขาด​ ​แต่สำ​หรับ​ผู้​ที่ถือขนาดกลาง​ไม่​ถึง​ขนาดเคร่งครัด​ ​จะ​ดื่มก็คงไมมีปัญหาอะ​ไร​
​ทั้ง​นี้ขึ้น​อยู่​กับ​ความ​ตั้งใจของ​ผู้​ถือ

อีกประการหนึ่ง​ ​นมสดอย่างที่กล่าว​ไว้​ใน​พระวินัยปิฏกคงหายาก​ ​คงมี​แต่นมที่นำ​มาปรุงจนมีรสแปลกไป

​แต่ก็อีกนั่นแหละนมที่นำ​มาปรุงบรรจุกล่องขายอย่างทุกวันนี้ก็มี​แป้งผสม​อยู่​ ​แป้งถือ​เป็น​อาหาร
​เพราะ​ฉะ​นั้น​ทางออกที่ดี​ ​ก็คือ​ ​ขอ​ให้​อยู่​ที่​เจตนาของคุณก็​แล้ว​กัน​ ​จะ​ถือเคร่งครัด​หรือ​ว่า​จะ​ถือ
​ระดับปานกลาง​ ​ถ้า​นิยมถือเคร่งครัดก็​ไม่​ควรดื่มนมตอนเย็น​ ​แต่​ถ้า​ถือระดับปานกลางก็ดื่ม​ได้

​สำ​หรับ​ผู้​ถือศีล​ 8 ​ถึง​ดื่มนม​ไม่​ได้​ ​แต่ก็​สามารถ​ ​ดื่ม​ ​น้ำ​ผึ้ง​ ​น้ำ​อ้อย​ ​ได้​ ​เนยใส​ ​นมส้ม​ ​ก็ดื่ม​ได้
​คน​ใน​ครั้งพุทธกาล​ ​เขา​ก็ทำ​กัน​แบบนี้​ ​ถึง​วันอุ​โบสถ​ไม่​กินข้าวเย็น​ ​เขา​ก็ดื่มน้ำ​ผึ้งน้ำ​อ้อย​กัน
​นี่หมาย​ถึง​ผู้​ถือระดับปานกลาง​ ​แต่​ถ้า​ถือเคร่งครัด​จะ​ไม่​ยอมดื่มอะ​ไรเลยนอก​จาก​น้ำ​เปล่า
​บางคนที่ถือเคร่งจริงๆ​ ​ขนาด​เป็น​ลมล้มพับ​เพราะ​ความ​หิวก็​ยัง​ไม่​ยอมดื่มอะ​ไรเลย​

จากเว็บ http://www.geocities.com/watthasawang/thamsill8.html

หลัง​จาก​พระพุทธเจ้า​ได้​เสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านไป​ได้​ ๑๐๐ ​ปี​ ​พระภิกษุที่จำ​พรรษา​ใน​เมืองเวสาลี​ ​ได้​ประพฤติผิดวินัย​ ๑๐ ​ประการเรียกว่าวัตถุ​ ๑๐ ​ประการคือ
๑. ​ภิกษุ​จะ​เก็บเกลือ​ไว้​ใน​เขนง​ (ภาชนะที่ทำ​ด้วย​เขา​สัตว์) ​แล้ว​นำ​ไปฉันปน​กับ​อาหาร​ได้
๒. ​ภิกษุ​จะ​ฉันอาหารหลัง​จาก​ตะวันบ่ายผ่านไปเพียง​ ๒ ​องคุลี​
๓. ​ภิกษุฉันภัตตาหาร​ใน​วัดเสร็จ​แล้ว​ ​ห้ามภัต​แล้ว​เข้า​ไปสู่บ้าน​จะ​ฉันอาหารที่​ไม่​เป็น​เดน​และ​ไม่​ได้​ทำ​วันัยกรรมตามพระวินัย​ได้
๔. ​ใน​อาวาสเดียวมีสีมา​ใหญ่​ ​ภิกษุ​จะ​แยก​กัน​ทำ​อุ​โบสถ​ได้
๕. ​ใน​เวลาทำ​อุ​โบสถ​ ​แม้ว่าพระ​จะ​เข้า​ประชุม​ยัง​ไม่​พร้อม​กัน​จะ​ทำ​อุ​โบสถไปก่อน​ได้​ ​โดย​ให้​ผู้​มาทีหลังขออนุมัติ​เอา​เอง​ได้
๖. ​การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌายะอาจารย์​ ​ไม่​ว่า​จะ​ผิด​หรือ​ถูกพระวินัยก็ตาม​ ​ย่อม​เป็น​การกระทำ​ที่สมควรเสมอ
๗. ​นมส้มที่​แปรมา​จาก​นมสดแต่​ยัง​ไม่​กลาย​เป็น​ทธิ​(นมเปรี้ยว)​ภิกษุฉันภัตตาหารเสร็จ​แล้ว​ ​ห้ามภัต​แล้ว​ ​จะ​ฉันนม​นั้น​ทั้ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​วินัยกรรม​ ​หรือ​ทำ​ให้​เดนตามพระวินัยก็​ได้
๘. ​สุราที่ทำ​ใหม่​ ​ๆ​ ​ยัง​มีสี​แดง​ ​เหมือนสี​เท้านกพิราบ​ ​ยัง​ไม่​เป็น​สุรา​เต็มที่​ ​ภิกษุ​จะ​ฉันก็​ได้
๙. ​ผ้าปูนั่งคือนิสีทนะอัน​ไม่​มีชาย​ ​ภิกษุ​จะ​บริ​โภค​ ​ใช้​สอยก็​ได้
๑๐. ​ภิกษุรับ​และ​ยินดี​ใน​ทองเงินที่​เขา​ถวายหา​เป็น​อาบัติ​ไม่
จากเว็บ http://www.dhammathai.org/buddha/g832.php

และในเว็บนี้ ก็มีการตีความตามพระวินัยอีกมากมายเรื่องนม กับวิกาลโภชนา
http://www.kalyanamitra.org/board/index.ph...ed&pid=3463
http://larndham.net/index.php?showtopic=15647&st=0


ในส่วนที่ท่านว่าฉันได้ ท่านก็มีข้อในวินัยมาอ้างว่าฉันได้ ตามที่คุณแวบมาได้ตีความไว้แล้วเช่นกันครับ
ว่า พุทธบัญญัติท่านมีอนุญาต​ไว้​ให้​รับ​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​ตี​ความ​
อาถรรพ์เวทย์
คุณRiT กลับมาแล้ว thumbsup.gif
Gearmour
ด้วยความเคารพครับ
เทพริดกลับมาแล้ว
กลับมาพร้อมกับ สาระเข้มข้นเช่นเคย
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour
Darika

อ่านที่ คุณ Rit ยกมาฝาก แล้วต้องขอบพระคุณค่ะ

บางที สิ่งที่เป็นยาเช่นน้ำผึ้ง หรือ ช๊อกโกแลต ที่เป็น ชนิด ดาร์คแท้ๆ ก็ได้รับข้อยกเว้นค่ะ
สำหรับ หลวงปู่ที่อาพาธ หรือ สุขภาพไม่แข็งแรง

ส่วนน้ำผลไม้ที่มีกาก ผิดวินัยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้ก็ มีของใช้ที่จำเป็น มากขึ้นตามยุคสมัย
ปากกา ดินสอ ไฟฉาย พร้อม ถ่านไฟฉาย รองเท้าแตะ
ยา บางชนิด
สำหรับ หลวงปู่ บางท่าน ดาริกาก็ ถวาย แว่นขยายอันโตๆ แบบมีด้ามจับ
บางทีก็มีไฟส่องติดไว้ข้างๆ ให้ท่านได้อ่านหนังสือ ....
สำหรับ บางแห่งที่มีการปฏิบัติ สำหรับ พระ เณร ภาคฤดูร้อน สมุดจด เล็กๆ ก็ มีประโยชน์ดีนะคะ
ถ้าในฤดูหนาว เสื้อในใส่หนาวภายใน ถุงเท้า สีผึ้งธรรมชาติ ก็ มีประโยชฯ์ มากๆค่ะ
แวบมา
QUOTE (RiT @ 16 April 2008, 12:23 AM) *
ประเด็นผมพูดไว้่ชัดแจ้งแล้วโดย qoute จากที่คุณแวบมาตอบไว้ ส่วนที่คุณ crown พูดถึงว่าบำรุงกำหนัด อันนั้นเป็นเรื่องความเห็นส่วนตัวครับตามที่คุณแวบมาได้ว่าไว้แล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ผมมาตอบในโพสต์ข้างบน

การตีความว่าถูกหรือผิดวินัยจะตีความไปแง่ใด ก็คงแล้วแต่วินัยแต่ละท่านตีความไปอย่างไร
ในส่วนของการตีความเป็นเช่นไร คงไม่ขอนำมาถกในที่นี้ ตีความต่อให้ยืดยาว
ซึ่งถ้าจะถกเรื่องการตีความ ไปถกในเว็บข้อมูลนำมาอ้างอิง ที่ link เอาไว้ในตอนท้าย จะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากในนั้นมีผู้ถกกันมากมายแล้ว และถ้ามีประเด็นใหม่ คงจะมีผู้รู้หลายท่านถกหาเหตุผลกันได้
แต่จะยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ว่ามีการตีความว่านมอย่างไร ฉันได้ไม่ได้ตามวินัย

ศีลข้อ​ ๖ ​วิกาลโภชนา​ ​เวรมณี​ ​มีองค์​ ๔ ​คือ
๑. ​วิกา​โล​ ​เวลาตั้งแต่​เที่ยง​แล้ว​ไปจนอรุณขึ้น
๒. ​ยาวกาลิกํ​ ​ของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์​เข้า​ใน​อาหาร
๓. ​อชฺ​โฌหรณปฺปโยโค​ ​พยายามกลืนกิน
๔. ​เตน​ ​อชฺ​โฌหรณํ​ ​กลืน​ให้​ล่วงลำ​คอ​เข้า​ไป​ด้วย​ความ​เพียร​นั้น

สำ​หรับศีลข้อนี้​ ​ควรทราบว่า​ ​เวลาตั้งแต่อรุณขึ้นไปจน​ถึง​เที่ยง​ ​เรียกว่า​ กาล ​คือ​เป็น​เวลาบริ​โภค
​อาหาร

​ตั้งแต่​เที่ยง​แล้ว​ไปจน​ถึง​อรุณขึ้น​ (ของวัน​ใหม่)​ ​เรียกว่า​ วิกาล ​เป็น​เวลาที่​ต้อง​เว้น​จาก​การบริ​โภค
​อาหารทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ธรรมดา​ ​และ​น้ำ​ดื่ม​ ๘ ​อย่าง​ ​ที่​เรียกว่า​ ๑ ​อัฏฐบาน ​ที่มีพุทธานุญาต​ไว้

น้ำ​ดื่ม​ ๘ ​อย่าง​ ( ​อัฏฐบาน​ ) ​นั้น​ ​คือ

น้ำ​ที่ทำ​จาก​ผลมะม่วง​ ๑ ​ผลหว้า​ ๑ ​ผลกล้วยมี​เมล็ด​ ๑ ​ผลกล้วยที่​ไม่​มี​เมล็ด​ ๑ ​ผลมะทราง​ ๑
​ผลจันทน์​ ​หรือ​ผลองุ่น​ ๑ ​เง่าบัว​ ๑ ​ผลมะปราง​หรือ​ลิ้นจี่​ ๑

ต่อมาทรงมีพุทธานุญาตน้ำ​ผลไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ต้มเมล็ดข้าวเปลือก​ ​น้ำ​ใบไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ
​ผักดอง​ ​น้ำ​ดอกไม้ทุกชนิด​ ​เว้นน้ำ​ดอกมะทราง​ ​และ​ทรงอนุญาตน้ำ​อ้อยสด

​อรรถกถาท่านสรุปว่า​ ​ใน​เวลาวิกาลดื่มน้ำ​ผลไม้​ได้​ทุกชนิด​ ​เว้นผลไม้ที่มีผลโตกว่าผลมะตูม​
( ​บางแห่งว่าผลมะขวิด​ ) ​วิธีทำ​นั้น​ก็​ต้อง​คั้นเอา​แต่น้ำ​ ​และ​กรอง​ให้​ไม่​มีกาก​ ​และ​ไม่​ผ่านการสุก​ด้วย​ไฟ

น้ำ​ปานะดังกล่าวนี้​เท่า​นั้น​ที่​ผู้​รักษาอุ​โบสถศีลควรดื่ม​ใน​เวลาวิกาล​ ​นอกนี้​ไม่​ควร​ พึงสังเกตว่า
​ไม่​มีน้ำ​นมสดทุกชนิด​ ​คือน้ำ​นมของสัตว์​ ​หรือ​นมที่ทำ​จาก​พืช​ ​เช่นถั่ว​เป็น​ต้น

นอก​จาก​นี้​ ​พระพุทธองค์​ยัง​ทรงอนุญาต​ให้​บริ​โภคเภสัช๒ ๕ ​อย่างคือ​ ​เนยใส​
​เนยข้น​ ​น้ำ​มัน​ ​น้ำ​ผึ้ง​ ​น้ำ​อ้อย​ ​รวม​ทั้ง​งบน้ำ​อ้อย​ ​ใน​เวลาวิกาล​ได้

๑-๒. ​พระวินัยปิฎกมหาวรรค​ ​เภสัชชขันธกะ​ ​ข้อ​ ๘๖ ​และ​ข้อ​ ๒๖

จากเว็บ http://board.palungjit.com/showthread.php?p=853469

นมมีหลายประ​เภท​ ​ใน​พระวินัยปิฎก​ได้​แบ่งประ​เภทของนม​ไว้​ ​คือ​ ​นมสด​ (ขีรํ) ​นมส้ม​ (ทธิ)
นมสด ​คือ​ ​นมที่รีดออกมา​จาก​วัว​ ​ยัง​มิ​ได้​ปรุง​ให้​แปรสภาพ​ ​เป็น​อย่าง​อื่น​ ​พระฉัน​ได้​ ​ถ้า​ไม่​ใช่​เวลาวิกาล
นมส้ม ​คือ​ ​นมสดที่ปรุงจนแปรสภาพมามีรสเปรี้ยว​แล้ว​ ​นมประ​เภทนี้​ไม่​ทรงห้าม​ ​เพราะ​กลิ่นคาว
​เจือจางลงไปพร้อม​กับ​เป็น​ยาระบาย​ได้​ด้วย​ ​พระฉัน​ได้

​นมที่​แปรสภาพไป​เป็น​เนยใส​ ​เนยข้น​ ​ก็​ไม่​ทรงห้ามเช่น​กัน​ ​ใน​ศีล​ 8 ​ข้อที่​ 6​มี​ใจ​ความ
"งดบริ​โภคอาหาร​ใน​เวลาวิกาล" ​หากถือวานม​เป็น​อาหารเสริม​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่​เคร่งครัด​จะ​ไม่​ยอม
​ดื่มน้ำ​เด็ดขาด​ ​แต่สำ​หรับ​ผู้​ที่ถือขนาดกลาง​ไม่​ถึง​ขนาดเคร่งครัด​ ​จะ​ดื่มก็คงไมมีปัญหาอะ​ไร​
​ทั้ง​นี้ขึ้น​อยู่​กับ​ความ​ตั้งใจของ​ผู้​ถือ

อีกประการหนึ่ง​ ​นมสดอย่างที่กล่าว​ไว้​ใน​พระวินัยปิฏกคงหายาก​ ​คงมี​แต่นมที่นำ​มาปรุงจนมีรสแปลกไป

​แต่ก็อีกนั่นแหละนมที่นำ​มาปรุงบรรจุกล่องขายอย่างทุกวันนี้ก็มี​แป้งผสม​อยู่​ ​แป้งถือ​เป็น​อาหาร
​เพราะ​ฉะ​นั้น​ทางออกที่ดี​ ​ก็คือ​ ​ขอ​ให้​อยู่​ที่​เจตนาของคุณก็​แล้ว​กัน​ ​จะ​ถือเคร่งครัด​หรือ​ว่า​จะ​ถือ
​ระดับปานกลาง​ ​ถ้า​นิยมถือเคร่งครัดก็​ไม่​ควรดื่มนมตอนเย็น​ ​แต่​ถ้า​ถือระดับปานกลางก็ดื่ม​ได้

​สำ​หรับ​ผู้​ถือศีล​ 8 ​ถึง​ดื่มนม​ไม่​ได้​ ​แต่ก็​สามารถ​ ​ดื่ม​ ​น้ำ​ผึ้ง​ ​น้ำ​อ้อย​ ​ได้​ ​เนยใส​ ​นมส้ม​ ​ก็ดื่ม​ได้
​คน​ใน​ครั้งพุทธกาล​ ​เขา​ก็ทำ​กัน​แบบนี้​ ​ถึง​วันอุ​โบสถ​ไม่​กินข้าวเย็น​ ​เขา​ก็ดื่มน้ำ​ผึ้งน้ำ​อ้อย​กัน
​นี่หมาย​ถึง​ผู้​ถือระดับปานกลาง​ ​แต่​ถ้า​ถือเคร่งครัด​จะ​ไม่​ยอมดื่มอะ​ไรเลยนอก​จาก​น้ำ​เปล่า
​บางคนที่ถือเคร่งจริงๆ​ ​ขนาด​เป็น​ลมล้มพับ​เพราะ​ความ​หิวก็​ยัง​ไม่​ยอมดื่มอะ​ไรเลย​

จากเว็บ http://www.geocities.com/watthasawang/thamsill8.html

หลัง​จาก​พระพุทธเจ้า​ได้​เสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านไป​ได้​ ๑๐๐ ​ปี​ ​พระภิกษุที่จำ​พรรษา​ใน​เมืองเวสาลี​ ​ได้​ประพฤติผิดวินัย​ ๑๐ ​ประการเรียกว่าวัตถุ​ ๑๐ ​ประการคือ
๑. ​ภิกษุ​จะ​เก็บเกลือ​ไว้​ใน​เขนง​ (ภาชนะที่ทำ​ด้วย​เขา​สัตว์) ​แล้ว​นำ​ไปฉันปน​กับ​อาหาร​ได้
๒. ​ภิกษุ​จะ​ฉันอาหารหลัง​จาก​ตะวันบ่ายผ่านไปเพียง​ ๒ ​องคุลี​
๓. ​ภิกษุฉันภัตตาหาร​ใน​วัดเสร็จ​แล้ว​ ​ห้ามภัต​แล้ว​เข้า​ไปสู่บ้าน​จะ​ฉันอาหารที่​ไม่​เป็น​เดน​และ​ไม่​ได้​ทำ​วันัยกรรมตามพระวินัย​ได้
๔. ​ใน​อาวาสเดียวมีสีมา​ใหญ่​ ​ภิกษุ​จะ​แยก​กัน​ทำ​อุ​โบสถ​ได้
๕. ​ใน​เวลาทำ​อุ​โบสถ​ ​แม้ว่าพระ​จะ​เข้า​ประชุม​ยัง​ไม่​พร้อม​กัน​จะ​ทำ​อุ​โบสถไปก่อน​ได้​ ​โดย​ให้​ผู้​มาทีหลังขออนุมัติ​เอา​เอง​ได้
๖. ​การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌายะอาจารย์​ ​ไม่​ว่า​จะ​ผิด​หรือ​ถูกพระวินัยก็ตาม​ ​ย่อม​เป็น​การกระทำ​ที่สมควรเสมอ
๗. ​นมส้มที่​แปรมา​จาก​นมสดแต่​ยัง​ไม่​กลาย​เป็น​ทธิ​(นมเปรี้ยว)​ภิกษุฉันภัตตาหารเสร็จ​แล้ว​ ​ห้ามภัต​แล้ว​ ​จะ​ฉันนม​นั้น​ทั้ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​วินัยกรรม​ ​หรือ​ทำ​ให้​เดนตามพระวินัยก็​ได้
๘. ​สุราที่ทำ​ใหม่​ ​ๆ​ ​ยัง​มีสี​แดง​ ​เหมือนสี​เท้านกพิราบ​ ​ยัง​ไม่​เป็น​สุรา​เต็มที่​ ​ภิกษุ​จะ​ฉันก็​ได้
๙. ​ผ้าปูนั่งคือนิสีทนะอัน​ไม่​มีชาย​ ​ภิกษุ​จะ​บริ​โภค​ ​ใช้​สอยก็​ได้
๑๐. ​ภิกษุรับ​และ​ยินดี​ใน​ทองเงินที่​เขา​ถวายหา​เป็น​อาบัติ​ไม่
จากเว็บ http://www.dhammathai.org/buddha/g832.php

และในเว็บนี้ ก็มีการตีความตามพระวินัยอีกมากมายเรื่องนม กับวิกาลโภชนา
http://www.kalyanamitra.org/board/index.ph...ed&pid=3463
http://larndham.net/index.php?showtopic=15647&st=0


ในส่วนที่ท่านว่าฉันได้ ท่านก็มีข้อในวินัยมาอ้างว่าฉันได้ ตามที่คุณแวบมาได้ตีความไว้แล้วเช่นกันครับ
ว่า พุทธบัญญัติท่านมีอนุญาต​ไว้​ให้​รับ​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​ตี​ความ​


เชื่อแล้วว่าเทพจริงๆครับ

จบข่าวแต่เพียงเท่านี้ fakenopic.gif
This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2014 Invision Power Services, Inc.