Help - Search - Members - Calendar
Full Version: ม้าเทศ:จากสีหมอกสู่อัศวราชา
ชุมชนคนรักมีด > ลานวัฒนธรรม (Cultural Center) > วัฒนธรรมและอาวุธโบราณ (Cultural Center)
bancha
ม้าเทศ:จากสีหมอกสู่อัศวราชา

จากที่นี่ครับ http://www.bangkokbiznews.com/2005/06/30/w...p?news_id=17997


29 มิถุนายน 2548
จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ / ศูนย์ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศในเอเชีย
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ม้าเทศที่มักกล่าวถึงในเอกสารหรือวรรณกรรมของสยาม หมายรวมม้าที่มาจากอาหรับ เปอร์เซีย และอินเดีย ซึ่งพ่อค้าแขกนำเข้ามาขายอยู่ตามเมืองท่าในชมพูทวีป เมื่อสยามต้องการใช้จะจัดส่งพนักงานผู้เชี่ยวชาญซึ่งส่วนมากเป็นมุสลิม ไปหาซื้อม้าจากอินเดีย แล้วลำเลียงลงเรือมาพักไว้ที่มะริดหรือตะนาวศรี เมืองท่าการค้าริมอ่าวเบงกอลของสยามในสมัยอยุธยา ที่นั่นจะมีพนักงานในกรมพระอัศวราช หรือกรมม้าต้น ทำหน้าที่คัดเลือกม้าสำหรับใช้ในราชการต่อไป วิธีการคัดเลือกม้านั้นมีตำราที่เป็นแบบแผนตกทอดสืบมาจนปัจจุบัน
ตำราดังกล่าวมีอยู่ 3 เล่มสมุดไทย ได้แก่ เล่มที่ว่าด้วยลักษณะม้า 1 เล่ม วิธีขี่ม้า 1 เล่ม และตำรายาม้าอีก 1 เล่ม สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในรัชกาลที่ 3 ต่อมามีผู้จัดพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสืออย่างสมุดฝรั่ง ชื่อว่า 'ตำราม้าของเก่า และตำราม้าคำโคลง'
ในตำราระบุถึงลักษณะม้าอันเป็นมงคล หรือม้าเอก 7 ประเภท อย่างเช่น ขาวล้วนเศียรดำ ...ท่านว่าประเสริฐนักสมควรด้วยพระมหากษัตริย์...
ลักษณะของม้าเอกนั้น มักเป็นม้าที่มีสีแซมตามส่วนต่างๆ หรือเป็นม้าด่าง ส่วนม้าโทมี 15 ประเภท เช่น ม้าชื่อ 'รังคะตา' มีสีขาว หรือ 'ราชวาหนะ' กายยาวพื้นมรกตแซมดั่งเมล็ดงา เป็นม้าให้คุณแก่เจ้าของ คุณลักษณะต่ำลงมาเรียกว่าม้าตรี หรือม้าโทเสนาราช มี 24 ประเภท เป็นม้าสีพื้นเสียส่วนใหญ่ เช่น สีนกกระเรียนดำ สีดำล้วน สีหม้อใหม่ ม้าชั้นต่ำสุดคือ ม้าจัตวา 6 ชนิด เช่น ม้าสีหมอกขาวมากแซมแท้
ถ้ายึดตามตำราดังกล่าว สีหมอกของขุนแผนก็มิได้ถือเป็นม้าเอกหรือม้าโท อาจจะตกอยู่ที่ม้าตรีหรือม้าจัตวาเสียด้วยซ้ำ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้สีหมอกต้องสอบตก ไม่ได้รับการขึ้นระวางเป็นม้าหลวง ก็เพราะนิสัยดุร้ายและพยศจนต้องกำราบด้วยอาคม
ราชสำนักสยามเป็นองค์กรที่มีการใช้ม้าจำนวนมากทั้งในช่วงศึกสงครามและยามปกติ ที่ถือเป็นม้าพระที่นั่งสำคัญมีเจ้าพระยาอาชาชาติ และเจ้าพระยาราชพาหนะ เป็นม้าทรงซ้ายและขวา นอกจากนี้ยังมีม้าทรงตามวันทั้ง 7 โดยแต่ละวันเป็นม้าที่มีสีกายแตกต่างกัน
กล่าวคือ วันอาทิตย์ทรงอาชาสีแดงเตรียมขึ้นระวางไว้จำนวน 8 ม้า ได้แก่ ทินกรรัศมี รพีพรรณ สุริยบรรยงค์ หงสพิมาน โลหิสดางค์ สรรพางครัต กำพลพัสตร และปัสวหล่ำ
วันจันทร์ม้าทรงสีขาว 8 ม้า ได้แก่ สังขรัศมี ศรีประภัศร แสงศศิธร เขจรจันทร์ ดารินทดารา พาหะพิมาน รัตนมัลลา และรูปาภิรักษ์
วันอังคารม้าทรงสีม่วง หรือเรียกว่า 'กะเลียวสีจันทน์' ประกอบด้วย 8 ม้า คือ ชามพูมนัส สหัสสรังสี เกสรศินี ภุมรีรัตน์ อุดมพิลาป โภสสพัน วิสุโชติ และวิโรทารุง
วันพุธม้าทรงสีแสดหรือสีปลั่ง 8 ม้า ได้แก่ รูปาสวัต ภัทธวิสุทธิ ทิพยโสภา สุธาทิพ ทิพยโอลา ปรณามริต วรุณรัศมี และศรีเสาวภางค์
ม้าทรงสำหรับวันพฤหัสบดีสีเหลืองจำนวน 8 ม้า ได้แก่ สุพรรณศฤงคาร กาญจนพิจิตร เหมมงคล ไหยรญรัศมี กนกภูษา จำรูญรัตน จามนิกร จามรมาศ
ม้าทรงวันศุกร์เป็นม้าลายแซมผ่าน มี 8 ม้า ได้แก่ อนันตสีหาสน์ อากาศพิมาน พาหะวดาร์ วายุพาหะ เมฆมาลา เมฆาพิลาป วิเวกเวหา และพลาหก
วันเสาร์ม้าทรงสีดำอีก 8 ม้า ประกอบด้วย กาฬาคีรี นีลาวรรณ สุยามพรรณ อัญชันโชติ กฤษณาภรณ์ วรวานิล สิงขรินทรรัต ปัทมกาลา
รวมทั้งหมดมีม้าพระที่นั่ง 58 ม้า
กรมที่มีหน้าที่จัดหา ฝึกและรวบรวมกองกำลังทหารม้าให้กับราชสำนักสยามคือ กรมพระอัศวราช หรือกรมม้าต้น ซึ่งเป็นกรมสำคัญรองจากกรมพระคชบาลหรือกรมช้างต้น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือ ออกญาศรีสุริยพาห์ สมุหพระอัศวราช
กรมม้าต้นประกอบด้วยกรมย่อยอีก 4 กรม คือ กรมม้า กรมม้าแซงใน กรมม้าแซงนอก และกรมม้าเกราะทอง กรมม้าทำหน้าที่เป็นเหมือนเสนาธิการและจเรควบคุมดูแลกรมในสังกัด รวมทั้งมี 'พันหมอ' คอยดูแลรักษาม้า ประหนึ่งหน่วยสัตวแพทย์ประจำกรม
กรมม้าแซงในและกรมม้าแซงนอก ทำหน้าที่เป็นกองทหารร่วมในการถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ทั้งในยามศึกและยามเสด็จพระราชดำเนินปกติ หากการปฏิบัติหน้าที่จะต้องขึ้นกับกรมพระตำรวจใน และกรมพระตำรวจนอก เพราะสองกรมนี้มีหน้าที่ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ ส่วนกรมทหารม้าเกราะทองนั้นน่าจะจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบพระอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ทหารม้าจะสวมชุดเกราะสีทอง กรมนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกรมทหารอาสาที่เรียกว่า 'อาสาเกราะทอง' มีความเป็นไปได้ที่กรมทหารม้าเกราะทองพัฒนามาจากกองทหารราชองครักษ์ต่างชาติ
ในหนังสือประวัติบรรพชนของขุนนางกรมท่าขวา ซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมและสืบสายตระกูลมาจากเฉกอะหฺมัด นักเดินทางชาวอิหร่านที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยามราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมกล่าวไว้ว่า ขุนป้องพลขันธ์(แก้ว) ทายาทชั้นที่ 5 ของเฉกอะหฺมัด ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ให้ดำรงตำแหน่งพระยาจุฬาราชมนตรีคนแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ เคยเป็นทหารในกองทหารม้าบ้านคำหยาด มีหน้าที่ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์และยังเคยรบบนหลังม้าร่วมกับพระยาตากด้วย
นอกจากกองทหารม้าในราชการสงครามแล้ว พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยายังทรงมีกองทหารม้ารักษาพระองค์ที่เป็นชาวต่างชาติอีกหลายกอง จากบันทึกของชาวฝรั่งเศสและชาวอิหร่านแสดงว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงมีกองทหารม้าชาติต่างๆ ประกอบด้วย กองทหารม้าโปรตุเกส มัวร์ (อินโด-อิหร่าน) ตาดหรือตาร์ตา (Tartar) อาร์มิเนีย (Armenian) และเปอร์เซีย ภายหลังมีกองทหารฝรั่งเศสแต่มิได้ทำหน้าที่รักษาพระองค์ เพราะถูกส่งไปประจำอยู่ที่ป้อมบางกอกช่วงปลายรัชสมัย
ทหารม้ารักษาพระองค์เหล่านี้ได้รับค่าจ้างประจำ ในสมัยที่ออกพระศรีเนาวรัตน์ (อกามูฮัมหมัด แอสตะระบาดิ-Aqa Muhammad Astarabadi) ขุนนางชาวอิหร่านซึ่งเป็นหลานลุงของเฉกอะหฺมัดยังรับราชการในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีผู้ใกล้ชิดของสมเด็จพระนารายณ์ (ก่อนที่ฟอลคอนจะเข้ามามีอำนาจแทนที่) ได้ว่าจ้างทหารม้าจากอินเดียและอิหร่าน เพื่อทำหน้าที่ราชองครักษ์ของสมเด็จพระนารายณ์
ดูเหมือนความชำนาญการใช้ม้าเทศของมุสลิม จะเอื้อประโยชน์ต่อราชสำนักสยามอย่างยิ่ง ผู้ชำนาญการที่เกี่ยวกับการคัดเลือกม้า การดูแลและฝึกม้า จึงมีมุสลิมจากฝั่งตะวันตกของสยามเกี่ยวข้องด้วย ดังที่ขุนช้างขุนแผนกล่าวว่า ...ด้วยหลวงศรีวรข่านไปซื้อม้า ถึงเมืองเทศยังช้าหามาไม่... ก็เพราะหลวงศรีวรข่านเป็นแขกที่ชำนาญการค้ากับแขกนั่นเอง
ความต้องการม้าเทศมีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เห็นได้จากจิตรกรรมรูปม้ามงคลที่ฝาผนังหอพระไตรปิฎกวัดโพธิ์ รวมทั้งตำราม้าต้นในรัชกาลที่ 3 แม้แต่วรรณกรรมพื้นบ้านยอดนิยมอย่าง มณีพิชัย (แก้วหน้าม้า) หรือขุนช้างขุนแผน ก็ยังสอดแทรกบทบาทของม้าไว้
เรื่องราวของม้าเทศจึงร้อยรัดประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างชาวสยามกับมุสลิมจากฝั่งตะวันตก ที่สอดประสานเป็นความลงตัวในสังคมไทย ซึมซับสู่งานวรรณกรรมและการรับรู้ของชนชาวสยามมายาวนานนับร้อยๆ ปี

Oat
ผมคิดว่า เรารับวัฒนธรรมด้านนี้บางส่วนมาจากอหรับ แต่เวลาใช้งานม้า คงจะใช้แบบไทยๆ
สังเกตจากลักษณะอาวุธหลังม้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะแตกต่างจากของอหรับพอสมควร

รบกวนพี่บัญชาลงภาพอาวุธหลังม้า (17C-19C) ด้วยได้ไหมครับ ผมจะลองหารูปอาวุธหลังม้าอหรับมาเทียบกัน
bancha
ขาวล้วนเศียรดำ ...ท่านว่าประเสริฐนักสมควรด้วยพระมหากษัตริย์...

IPB Image

ดูชุดเครื่องม้ามโนมัย ที่ท่านแวบมาถ่ายให้ตอนไปวังหน้า
ศิลปก็ออกแนวอาหรับครับ


อาวุธหลังม้า 19C ดูทวนที่อยู่ในวังหน้าก่อนได้เลยครับ ศิลปเดียวกับอยุธยาตอนปลาย(แต่สั้นลง คาดว่าส่วนหนึ่งอาจทำเพื่อเป็นเครื่องยศด้วย ยิ่งที่จัดแสดงใต้พระที่นั่งจักรีมีสภาพเป็นเครื่องยศประกอบขบวนแห่เลย และสั้นกว่าทวนในภาพลงไปอีก อาจจะสะดวกในกระบวนแห่มากขึ้น)

IPB Image
samun007
IPB Image

แถมครับ ภาพทหารม้าจากเปอร์เซีย ยุคสมัย กษัตริย์ซาฟาวิดที่ 1 ยุคนี้ ท่านเฉกอะหมัด ต้นสกุล บุนนาค ได้เข้ามากรุงศรีฯ ครับ


samun007
ยุคนี้ (ซาฟาวิด) เปอร์เซีย สามารถยึดประเทศ จอร์เจีย และ อาร์เมเนีย ได้สำหรับ

แล้วก็เกณฑ์คนจาก จอร์เจีย และ อาร์เมเนีย มาอยู่ที่เปอร์เซีย เหตุที่ต้องผนวก จอร์เจีย และ อาร์เมเนีย เพราะว่า สองประเทศนี้ ขึ้นชื่อเรื่อง ...การเลี้ยงไหม ซึ่งสมัยนั้น ใครคุมเส้นทางการค้าผ้าไหมได้ ก็จะได้เปรียบครับ


จอร์เจีย และ อาร์เมเนีย นี่โชคร้ายเพราะอยู่ระหว่าง เปอร์เซีย และ ออตโตมาน เตริ์ก ก็เลยโดนควบรวมโดยทั้งสองอาณาจักร ผลัดกันควบรวม

ในหนังสือ สำเภาสุไลมาน ซึ่งเป็น บันทึกของ ฑูตของ กษัตริย์เปอร์เซีย ที่มาเจริญพระราชไมตรี กับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่ง กรุงศรีฯ กล่าวไว้ว่า

มี ทหารรับจ้างจาก เปอร์เซีย ,จอร์เจีย ,อาร์เมเนียน มารับจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์ ของสมเด็จพระนารายณ์ นอกจากนี้ยังเป็นทั้ง มหาดเล็ก และ บาทบริจาริกาด้วย ครับ


จริง ๆ อ.พิทยา บุนนาค ท่านเคยกล่าวไว้ในหนังสือ ปฐมจุฬาราชมนตรี ฯ ไว้ว่า ท่านเฉกอะหมัด ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ ท่าน อ.พิทยา นั้น

เป็นผู้สั่งทหารรับจ้าง ชาวเปอร์เซีย ทั้งจาก เปอร์เซียเอง และ ในบริเวณเมืองโกลคอนดา ในอินเดีย เข้ามาเป็นทหารรับจ้างพวกแรก ๆ ครับ

samun007
หนังสือสำเภาสุไลมาน (The Ship of Sulaiman) หาอ่านได้ที่ ห้องสมุดสยามสมาคม นะครัีบ


น่าเก็บไว้คู่กับ หนังสือ From Ayudhaya.... ที่เป็นเรื่องเล่าของ การเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้ากรุงสยาม ของ ชาวญี่ปุ่น ครับ

ผมเห็นมีพิมพ์ขายเมื่อคราวงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมาครับ ถ้าจำไม่ผิด 300-400 บาทนี่หละครับ

samun007
แถมครับ ภาพจากศึกที่ Mohacs ระหว่าง จักรวรรดิออตโตมาน + ฮังการี ครับ

http://www.myarmoury.com/talk/viewtopic.php?t=4427

IPB Image
samun007
IPB Image

หนังสือเล่มนี้ก็น่าสนใจครับ สำหรับ ชนชาติ มัวร์ ครับ


สนพ. OSPREY นี้ พิมพ์แต่เรื่อง ประวัติศาสตร์สงคราม ผมตามเก็บมาหลายเล่มแล้ว ยังไม่หมดสักทีครับ
แวบมา
ม้าเทศ:จากสีหมอกสู่อัศวราชา (ตอนจบ)

http://www.bangkokbiznews.com/2005/06/30/w...p?news_id=17997
จากลิงก์เป็นตอนจบ
แล้วตอนก่อนหน้านี้มีท่านใดเก็บไว้บ้างหรือเปล่าครับ
bancha
QUOTE(Oat @ 2 August 2007, 10:13 AM) [snapback]47338[/snapback]

ผมคิดว่า เรารับวัฒนธรรมด้านนี้บางส่วนมาจากอหรับ แต่เวลาใช้งานม้า คงจะใช้แบบไทยๆ
สังเกตจากลักษณะอาวุธหลังม้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะแตกต่างจากของอหรับพอสมควร

รบกวนพี่บัญชาลงภาพอาวุธหลังม้า (17C-19C) ด้วยได้ไหมครับ ผมจะลองหารูปอาวุธหลังม้าอหรับมาเทียบกัน



อยากชมภาพอาวุธอาหรับครับ smile.gif
แวบมา
ขออภัยแวบมาครับ แก้ผิดช่อง

ท่านแวบมาสงสัยเรื่อง 17C - 19C
bancha
C หมายถึง คริสต์ศตวรรษ ครับ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%...%B8%A3%E0%B8%A9
Oat
คอมเดี้ยงครับ ขอเวลาหารูปจากเนตก่อนนะครับ sad.gif
bancha
รอได้ครับ

smile.gif
แวบมา
QUOTE(bancha @ 9 August 2007, 02:26 PM) [snapback]48914[/snapback]

C หมายถึง คริสต์ศตวรรษ ครับ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%...%B8%A3%E0%B8%A9


ขอบคุณครับ smile.gif
samun007
QUOTE(bancha @ 9 August 2007, 10:29 AM) [snapback]48868[/snapback]

อยากชมภาพอาวุธอาหรับครับ smile.gif



เอาเป็นแบบไหนหละครับ ดาบ หรือ พวกอาวุธยาวครับ ?
samun007
IPB Image

ดาบสั้น หรือ มีดสั้นหนอ เนี่ย

Balkan Peninsula, 1400–1600 a.d.

Yatagan, ca. 1525–30
Made by the Workshop of Ahmed Tekelü
Turkish (Istanbul)
Steel, walrus ivory, gold, silver, rubies, turquoise, pearl; L. 23 3/8 in. (59.3 cm)
Purchase, Lila Acheson Wallace Gift, 1993 (1993.14)

ที่มา

http://www.metmuseum.org/toah/ho/08/eusb/hob_1993.14.htm
samun007
IPB Image


IPB Image

ชุดนี้ได้มาอีกต่ออะครับ ไม่รู้ที่มา
samun007
IPB Image


อะจึ๋ย ดาบอาหรับจาก เปอร์เซีย ก็มีร่องเลือดนะเนี่ย


ที่มา
http://www.myarmoury.com/talk/viewtopic.php?t=10619


ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดที่ ฝรั่งคุยกันเลยครับ ท่านใดสนใจก็ลุยแปลได้เลยครับผม


ถ้าสนใจเรื่องอาวุธของเปอร์เซียตั้งแต่ยุคโบราณ (สมัยรบกับกรีกโน่นเลย) มีหนังสือขายครับ ราคาก็ไม่แพง คิดเป็นเงินไทยก็ 5,000 - 6,000 บางเองครับ (เหรอ) คิดตอนเงินบาทเทียบกับยูโรป ตอน 35-40 บาทนะครับ ราคาคิดเป็นยูโรคือ 148.80 ยูโรจ๊ะ


IPB Image

หน้าตาหนังสือจ๊ะ

Manouchehr Moshtagh Khorasani <---- ชื่อคนแต่งหนังสือ

Arms and Armor from Iran <---- ชื่อหนังสือ
The Bronze Age to the End of the Qajar Period


780 pages, 30,5 x 27 cm
over 2,800 color images
over 600 black-and-white images;
over 1,000 cross-references,
Map of Iran, Timetable
10 tables and over 160 illustrations (line drawings)
Hardcover with jacket

ISBN-10: 3-932942-22-1
ISBN-13: 978-3-932942-22-8



Prize: 149, 80 EUR (including VAT)
Download Brochure
(PDF ca. 1.2 MB)

ORDERS WORDLWIDE
Alexander Frank
Tel. +49 (0) 70 73 / 30 24 49
Mobile +49 (0)179 / 453 61 21
order online via internet: www.legat-publishers.com
alexander.frank@legat-verlag.de




samun007
IPB Image

ตัวอย่างในหนังสือครับ
Oat
biggrin.gif
งานของ Manouchehr ไว้ใจได้ครับ
ยาตากาน (ดาบรีเคิร์ฟ) กับเล่มที่มีหัวม้าน่าจะเป็นของทหารม้าเติร์ค
พวกอาวุธกลุ่มดาบนี่ น่าจะต่างจากของไทยพอสมควร

มีภาพอาวุธยาว ขวาน ตุ้ม โล่ อาวุธซัด อาวุธยิง ด้วยไหมครับ (กำลังพยายามรวบรวมใหม่เหมือนกัน )

samun007
กำลังหาอยู่เหมือนกันครับ ผมเพิ่งเริ่มเก็บรูปเหมือนกันครับ.. รู้สึกส่วนใหญ่ทีีเคยเจอ จะเป็นรูปขาวดำอะครับ
bancha
ไม่เคยคิดว่าจะมาอิ๗ฉาม้าเลย

แต่ เจ้านี่ซิ น่าอิจฉา

IPB Image


laugh.gif
Oat
IPB Image
เล่มที่ 3 น่าจะเป็นอาวุธแขกเทศที่ตกค้างในบ้านเราครับ... อยู่ที่วังเดิม
bancha
อาวุธแขกเทศ น่าสนใจครับ มีข้อมูลเพิ่มเติมมั้ยครับ

นึกว่าจะมาอิจฉาม้าด้วยกันซะอีก laugh.gif
แวบมา
QUOTE(Oat @ 28 August 2007, 02:10 PM) [snapback]52988[/snapback]

IPB Image
เล่มที่ 3 น่าจะเป็นอาวุธแขกเทศที่ตกค้างในบ้านเราครับ... อยู่ที่วังเดิม


รบกวนขยายความด้วยครับ

เล่มที่ 3 จากซ้ายหรือจากขวา
ผมนึกว่าทุกเล่มเป็นของไทยเสียอีก

IPB Image
ที่เห็นอยู่เรียงจากซ้ายก็ หอก ทวน(สยาม) ทวน(ล้านนา) หอก
แวบมา
QUOTE(bancha @ 28 August 2007, 02:21 PM) [snapback]52993[/snapback]

อาวุธแขกเทศ น่าสนใจครับ มีข้อมูลเพิ่มเติมมั้ยครับ

นึกว่าจะมาอิจฉาม้าด้วยกันซะอีก laugh.gif


อิจฉาทำไมครับพี่
อึดอัด ตามองไม่เห็นไปข้างหนึ่ง


เป็นม้าก็ทำได้แค่นั้น
เป็นคนยังพอมีสิทธิลุ้นหลอกตัวเองกันบ้าง
Oat
อ้าว... ทวนล้านนาหรอกหรือครับ ผมก็เข้าใจว่าทวนแขกซะตั้งนาน ขอบคุณผู้กองครับ smile.gif
bancha
อันที่3 ผมเข้าใจว่าเป็นของล้านนาครับ

ดูจากลูกแก้ว

แต่อยากเห็นของแขกเทศว่าใกล้เคียงกว่ามั้ย




ท่าแวบมาพอได้ลุ้นครับ

ผมไม่ใช่ rolleyes.gif
Oat
น่าจะผิดที่ผมเองแหละครับ ดันว่าตามอันที่อยู่ในห้องอาวุธวังหน้า tongue.gif ทั้งๆที่ขวานบางอันก็แปะป้ายว่ามีด
(เป็นไปได้ว่าเค้าแปะถูกแล้วแต่ผมดันดูผิดเล่ม mellow.gif )

ของแขกเทศครับ คราวนี้จากพิพิธภัณฑ์นอก
IPB Image

น่าจะเกี่ยวข้องกับอาวุธทหารม้าเราบ้าง (ทวิวุธ โตมร)

ชุดเกราะแผ่น... ไม่แน่ใจว่าของทหารม้าหรือเปล่า
IPB Image

เกราะโซ่
IPB Image

เข้าใจว่าน่าจะเป็นของทหารม้าหนักนะครับ เพราะจากภาพทหารม้าเบาและพลเดินเท้าไม่มีเกราะ (ออตโตมาน vs ฮังกาเรียน ช่วง 16C)
IPB Image

หอก ทวน ไม่มีลูกแก้วจริงๆด้วย biggrin.gif
Oat
หอก โล่ ครับ อันงอๆตรงกลางไม่ใช่กระจับนะครับ เป็นเขาใส่ดินดำ
หอกเค้าจะนิยมด้ามบ้อง บ้านเรามักเป็นกั่นหางหนู หรือกั่นหางหนูบิดเกลียว
IPB Image

ขวาน และ... น่าจะเป็นหอกซัดครับ
IPB Image

ตะบอง... น่าจะใช้กันเยอะพอสมควร เห็นหลายตัวอย่างแล้ว
IPB Image

Oat
กระบองอีกแบบหนึ่ง... ทำไมชอบใช้กันจัง เจ้ากระบองเนี่ย
IPB Image

แหลนอีกเล่มหนึ่ง... ดูจากการออกแบบ เอาเจาะเกราะแน่ๆ
IPB Image
IPB Image
Oat
ส่วนหัวของ MEZRAQ แบบ 2 ง่าม
IPB Image

และแบบ 3 ง่าม
IPB Image
samun007
QUOTE(Oat @ 28 August 2007, 03:51 PM) [snapback]53024[/snapback]


เข้าใจว่าน่าจะเป็นของทหารม้าหนักนะครับ เพราะจากภาพทหารม้าเบาและพลเดินเท้าไม่มีเกราะ (ออตโตมาน vs ฮังกาเรียน ช่วง 16C)
IPB Image

หอก ทวน ไม่มีลูกแก้วจริงๆด้วย biggrin.gif



ที่เห็นส่วนมาก จะอยู่ในช่วง ของ ซาฟาวิด ครับ เพราะช่วงนั้น เปอร์เซีย กำลัง รบ กับ พวก ออตโตมานเติร์กครับ

และ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ในกองทัพเปอร์เซีย ก็มี พวกเชลยศึก เชื้อสาย จอร์เจีย และ อาร์เมเนียน ที่เป็น พวก คอร์เคเซียน ครับ ดังนั้น ชุดเกราะเหล็ก แบบยุโรปจึงเข้ามามีบทบาท ใน กองทัพเปอร์เซีย ค่อนข้างมากครับ

samun007
IPB Image

ชุด Chain Mail ครับ

IPB Image

ภาพวาด ชุดนักรบอาหรับ (พลเดินเท้า)

IPB Image

ส่วนนี่เป็นพลธนู
samun007
IPB Image

ภาพด้านข้าง ยืนยันความเห็นคุณOAT เรื่อง เกราะเหล็กที่สวมที่แขนครับ

samun007
IPB Image


IPB Image

พวกเชื้อสาย จอร์เจีย ได้ดิบได้ดี ในกองทัพของ ซาฟาวิดที่ 1 แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด ค่อนข้างมาก เพราะว่า เปลี่ยนไปนับถือ อิสลาม บางคนได้เป็นถึง สุลต่าน และ ซาฟาวิด เอง ก็นำ ทหารจอร์เจีย เข้ามาบรรจุในกองทัพของตัวเองเป็นจำนวนมากเหมือนกันครับ เรียกพวก จอร์เจีย สวามิภักดิ์พวกนี้ว่า Qezelbash ครับ


ในขณะที่ พวก อาร์เมเนียน นั้น ยังคงนับถือ คริสต์เหมือนเดิม อ.พิทยา บุนนาค ท่านให้ข้อสังเกตุว่า น่าจะเพราะ ซาฟาวิด ต้องการให้ อาร์เมเนียน ติดต่อค้าขาย กับ ยุโรป จึงไม่ต้องการให้เปลี่ยนศาสนาครับ

แวบมา
QUOTE(Oat @ 28 August 2007, 03:51 PM) [snapback]53024[/snapback]


เกราะโซ่
IPB Image



ชุดนี้

เราได้อิทธิพลมาใช้เป็นหมวกทรงประพาสครับ
This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2014 Invision Power Services, Inc.