HDMI เป็นระบบการเชื่อมต่อ (สายสัญญาณและช่องต่อ) ภาพและเสียงแบบใหม่ครับ
ย่อมาจากคำว่า High Definition Multimedia Interface โดย HDMI จะเชื่อมต่อทั้งสัญญาณภาพและเสียงระบบดิจิตอลไว้ในสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ไม่ต้องต่อหลายสายหลายเส้นให้ยุ่งยาก ให้ความคมชัดของภาพ มีความละเอียด และให้เสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทุกวันนี้ HDMI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายกับ พลาสม่าทีวี แอลซีดีทีวี Home Theatre เครื่องเล่นดีวีดี ฯลฯ



แล้ว HDMI มันดีกว่าสายประเภทอื่นๆอย่างไร???
ง่ายๆเลยนะครับ ผมจะเรียงลำดับคุณภาพของสายสัญญาณจากคุณภาพ ต่ำไปหา สูง ดังนี้ครับ
1. สาย RF ที่ต่อจากสายอากาศทีวีบ้านธรรมดานี่แหละครับ ส่งสัญญาณภาพและเสียง
2. สาย Composite หรือ ที่เราเรียกว่าสาย AV นั้นเอง(ไอ้ขาวเหลือแดงนี่แหละครับ) ดีกว่า RF ขึ้นมาหน่อย คือแยกสัญญาณภาพเป็นหนึ่งสาย (เหลือง) และสัญญาณเสียงสองสาย (ขาว แดง) ช่วงวิดีโอ บูมๆ สายขาวเหลิองแดงนี่น่าจะถือว่าดีที่สุดในสมัยนั้น
3. สาย S-video จะดีกว่า AV ขาวเหลืองแดงมาอีกระดับนึงเนื่องจากจะสามารถแยกสัญญาณ สี และ แสง ได้
4. สาย Component เกิดขึ้นมาในยุคดีวีดีฟีเวอร์ครับ มีสามสายครับ เป็นสายสัญญาณแยกสี RGB (แดง เขียว ฟ้า) ซึ่งให้ความคมชัดในระดับสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องสีสัน สายแพงๆ นี่หลายพันเลย
5.ส่วนสายที่จัดได้ว่ามีคุณภาพดีที่สุดในปัจจุบันก็คือคือสาย HDMI จะเชื่อมต่อทั้งสัญญาณภาพและเสียงระบบดิจิตอลแบบไว้ในสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ที่กล่าวถึงมาข้างต้นนี่เองครับ


ที่มา
ขอขอบคุณ hdplayerthailand.com




สำหรับ USB หรือ “Universal Serial Bus” นั้นมีต้นกำหนิดตั้งแต่ปีค.ศ. 1996 ซึ่งช่วงนั้น USB นั้นได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ สมาคมหรือบริษัทไม่ว่าจะเป็น Intel, Compaq, หรือ Microsoft จนได้มาเป็นสายการเชื่อมสากลที่มีชื่อว่า USB 1.1 ที่ทุกสื่อยอมรับเมื่อปีค.ศ. 1998 โดยมีความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุด 12 Mbps แล้วหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนล่าสุดนี้มีการเปิดตัว USB 3.0 ให้เห็นกันเมื่อปีค.ศ. 2007 ที่ผ่านมา

ส่วนวันนี้เราจะมาเรียนรู้ขั้นต้นกันใหม่เกี่ยวกับ USB 3.0 กันหน่อยนะครับ ซึ่งตอนนี้ถึงแม้จะไม่มีตัวจริงกันออกมาให้ใช้กันจาก Intel ก็ตาม แต่ก็ได้เห็นอุปกรณ์ USB 3.0 ออกมาให้เห็นกันเรื่อยๆ ไม่มีหยุด ส่วน USB 3.0

คืออะไรแล้วทำไมต้อง USB 3.0 เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ



ทำไมถึงต้อง USB 3.0:
ความเร็ว – ตามหลักแล้ว USB 3.0 นั้นจะมีความเร็วสูงกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่าโดยจะมีความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุดถึง 4.8 Gbps ซึ่งสูงกว่า USB 2.0 ที่มีความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุด 480 Mbps การเชื่อมต่อของช่องที่เพิ่มขึ้นภายในของตัวสาย – ซึ่งจะทำให้ USB 3.0 นั้นสามารถทำการอ่านข้อมูลได้ไปพร้อมๆ กับเขียนข้อมูลในคราวเดียวกัน ซึ่งต่างกับ USB 2.0 ที่ต้องทำการอ่านหรือเขียนได้ทีละอย่าง ประหยัดพลังงานมากกว่า – USB 3.0 นั้นได้ลดพลังงานการใช้งานอุปกรณ์น้อยลงจาก 4.4 V เหลือ 4 V แต่เพิ่มความเร็วในการส่งพลังงานให้เยอะขึ้นจาก 500 mA เป็น 900 mA ซึ่งจะทำให้การชาร์ตอุปกรณ์ที่สนับสนุน

USB 3.0 ที่เสียบผ่านสาย USB 3.0 ชาร์ตเร็วขึ้นด้วย
มี Backward Compatible – หรือการสนับสนุนอุปกรณ์รุ่นก่อนเช่น USB 2.0 ซึ่งยังสามารถทำการเสียบอุปกรณ์ USB 2.0 เข้า USB 3.0 ได้แล้วยังเสียบอุปกรณ์ USB 2.0 เข้า USB 3.0 ได้อีกด้วยเช่นกัน โดยจะมีความเร็วแค่ เท่าของ USB 2.0



ภาพตัวอย่างการเชื่อมต่อของช่องที่เพิ่มขึ้นภายในของตัวสาย:จะสังเกตได้นะครับว่าตัวช่องเล็กๆ ของสาย USB 3.0 นั้นได้เพิ่มมาเป็น 9 ช่องจาก 4 ช่องที่เห็นกันทั่วไปใน USB 2.0 ซึ่งสามารถทำให้การแลกเปลียนข้อมูลใน USB 3.0 นั้นทำการอ่านกับเขียนได้พร้อมๆ กัน


ที่มา TechSpot
ขอขอบคุณ คุณต้นที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากครับ