Help - Search - Members - Calendar
Full Version: หัดถ่ายภาพในมุมมองเล็กๆ ด้วยกล้องปัญญาอ่อน
ชุมชนคนรักมีด > ร่มไม้ชายคา (Club House) > ห้องแสดงภาพ (Photo Gallery from Local Photographer)
Pages: 1, 2, 3
Mor
พอดีผมเขียนแนะนำเกี่ยวกับการถ่ายภาพลูกปัดและเครื่องประดับโบราณลงในเวปของผม
เป็นการใช้กล้องคอมแพ็คถ่ายภาพ คิดว่าน่าจะประยุกต์ใช้กับการถ่ายภาพมีดได้
ก็เขียนไปแบบใช้ประสบการณ์ตัวเองเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง
ทั้งหมดเป็นคำแนะนำอย่างง่ายสำหรับช่างภาพสมัครเล่นมือใหม่
หากโปรท่านใดมีอะไรแนะนำเพิ่มเติมก็ยินดีนะครับ
thumbsup.gif biggrin.gif




การถ่ายภาพลูกปัดและเครื่องประดับโบราณด้วยกล้องคอมแพ็ค



ว่าจะเขียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพลูกปัดและเครื่องประดับโบราณด้วยกล้องคอมแพ็ค (Compact)
หรือที่ถูกเรียกแบบสบประมาทว่ากล้องปัญญาอ่อนมานานแล้วเพิ่งจะได้มีโอกาสก็วันนี้เอง
ที่จริงกล้องคอมแพ็คตัวเล็กๆ สมัยนี้หรือแม้แต่กล้องบนโทรศัพท์มือถือ
ถ้าเรารู้และเข้าใจการใช้งานมันสามารถถ่ายภาพได้สวยไม่เบาทีเดียว
ผมอนุมานเอาก่อนว่าเพื่อนๆ ที่มีกล้องคอมแพ็คคงรู้จักเกี่ยวกับวิธีการใช้งานกล้องของตัวเองกันพอสมควร


Mor
เรามาว่ากันเฉพาะเทคนิคหรือกลวิธีในการถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆ เช่นลูกปัดโบราณให้ดูชัดเจนสวยงามกัน
การถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆ หรือแม้แต่แมลงต่างๆ ในวงการถ่ายภาพจะเรียกกันว่า
การถ่ายภาพโคลสอัพ (Close up) หรือการถ่ายภาพมาโคร (Macro)
กล้องถ่ายภาพทุกแบบทุกประเภทก็ถ่ายภาพมาโครได้ทั้งนั้น แต่ในที่นี้เราจะพูดถึงเฉพาะกล้องประเภทคอมแพ็ค
สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือ กล้องของเรามีฟั่งก์ชั่นการถ่ายภาพแบบนี้มาด้วยหรือไม่
ไม่ยากครับ ลองหยิบกล้องที่มีอยู่ขึ้นมาแล้วหาปุ่มที่มีสัญลักษณ์รูปดอกไม้ให้เจอ

ตัวอย่างสัญลักษณ์มาโคร










Mor
เจ้าฟังก์ชั่นมาโครนี้ดีอย่างไร โดยปกติกล้องจะมีระยะชัดใกล้สุดอาจจะประมาณ 30 เซนติเมตร
ถ้าเข้าใกล้กว่านี้กล้องจะโพกัสไม่ได้ แต่เจ้าลูกปัดเม็ดจิ๋วของเรามันเล็กนิดเดียว
ถ่ายห่างขนาดนั้นคนดูอาจจะคิดว่าเป็นเม็ดทราย รายละเอียดที่ควรเห็นความงามก็ไม่เห็น
ฟังก์ชั่นมาโครจะสามารถทำให้กล้องเข้าใกล้วัตถุที่ต้องการถ่ายได้มากขึ้น รวมถึงการเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้นด้วย
กล้องแต่ละตัวจะมีระยะมาโครที่แตกต่างกันตั้งแต่ใกล้สุดจนวัตถุติดหน้าเลนส์
ระยะ 1 เซนติเมตร ระยะ 5 เซนติเมตร ระยะที่ว่าเป็นระยะชัดที่กล้องจะอยู่ใกล้วัตถุได้ใกล้ที่สุด
เมื่อกล้องอยู่ใกล้ วัตถุก็ใหญ่เต็มเฟรมภาพ รายละเอียดของวัตถุก็แสดงในภาพได้มากขึ้นไปด้วย
แต่ถ้าใกล้สุดแล้วยังเห็นวัตถุเล็กอยู่ อันนี้ต้องพึ่งพาการ Crop หรือตัดส่วนภาพแล้วครับ
หรืออย่างง่ายๆ ก็กดปุ่มซูมภาพเข้ามา แต่การซูมก็มีระยะจำกัดแล้วแต่กล้องแต่ละตัวด้วย
อีกอย่างเมื่อซูมภาพแล้วระยะชัดที่เข้าใกล้สุดกจะเปลี่ยนไปด้วย
กล้องบางตัวนอกจากมีฟังก์ชั่นมาโครแล้ว ยังมี ซูปเปอร์มาโครเข้าไปอีก มันก็เหมือนกันแต่เข้าไปได้ใกล้กว่า





Mor
คงเจอปุ่มมาโครกันแล้วนะครับ บางรุ่นอาจไม่เป็นปุ่มแบบตัวอย่าง แต่เป็นฟังก์ชั่นอยู่ใน Mode ช่วยถ่ายภาพ
ทีนี้ก็ลองส่องกับวัตถุอะไรสักอย่าง หาระยะที่กล้องเข้าไปใกล้ที่สุดแล้วโฟกัสได้
กดชัทเตอร์แค่ครึ่งทางก่อนเพื่อล็อคระยะชัด ขยับกล้องจัดองค์ประกอบภาพ
แล้วกดชัทเตอร์ลงต่อไปจนชัทเตอร์ทำงาน เราก็ได้ภาพถ่ายแบบมาโครมาสมใจ

ถ้ามันแค่นั้นจริงๆ ผมไม่มานั่งเขียนอธิบายให้ยืดยาวหรอกครับ
สิ่งสำคัญในการถ่ายภาพก็คือแสง เพราะภาพถ่ายคือการเก็บค่าแสงที่สะท้อนมาจากวัตถุเข้าสู่เลนส์
ส่วนของกล้องที่มีผลต่อการรับแสงมีสามส่วนสำคัญคือ รูรับแสง ความเร็วชัทเตอร์ และความไวแสง
รูรับแสง หรือที่เรียกว่าค่า f ถ้าเปิดกว้างแสงก็เข้ามาได้มาก เปิดน้อยแสงก็เข้ามาได้น้อย
ความเร็วชัทเตอร์ คือการเปิดและปิดช่องรับแสง ถ้าเปิดนานแสงก็เข้ามามาก ถ้าเร็วแสงก็เข้ามาน้อย
ส่วนเจ้าความไวแสง คือความไวในการรับแสงเข้าสู่ตัวประมวลผลของกล้องหรือเซนเซอร์รับภาพ
แสงน้อยจะต้องการความไวมาก แสงมากก็จะต้องการความไวน้อย
ไอ้เจ้ากล้องคอมแพ็คนี่จะตั้งค่ามันอย่างไรดี เอาง่ายสุดก็คือตั้ง Auto มันซะเลยนี่แหละครับ
อ้าว...แล้วจะมาบอกหาพระแสงด้ามสันด้ามยาวกันทำไมให้ปวดหัว
ที่ต้องบอกถึงค่าทั้งสามส่วนสำคัญนี่เพราะทั้งสามส่วนมีผลต่อภาพที่เราถ่ายได้

Mor
รูรับแสงที่แตกต่างกันส่งผลต่อระยะชัดของวัตถุในภาพ
เคยไหมครับว่าภาพที่เราถ่ายมาชัดในจุดที่เราโฟกัสจี้ไว้ ส่วนด้านหลังกลับเบลอๆ ไม่ชัด
กลับอีกภาพที่ระยะชัดในภาพไกลลึกไปสุดสายตา ไอ้ที่ไม่อยากให้ชัดก็ดันชัดเข้ามาด้วย
ทั้งหมดเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเปิดรูรับแสงแตกต่างกัน
เปิดรูรับแสงกว้างระยะชัดจะตื้น เปิดรูรับแสงแคบระยะชัดจะลึก

ความเร็วชัทเตอร์ก็เช่นกัน บางภาพที่เราถ่ายมาเหมือนมันไม่คมชัด
อาจเป็นเพราะกล้องใช้ความเร็วชัทเตอร์ช้าแล้วเราถือกล้องไม่นิ่งพอ
ความเร็วชัทเตอร์ที่เราพอจะถือกล้องด้วยมือได้สำหรับมือสมัครเล่นไม่น่าจะเกิน 1/60 วินาที
ความเร็วชัทเตอร์มีผลต่อภาพอีกมาก มันยังช่วยเรื่องการควบคุมแสงของแบล็คกราวน์ด้วย
แต่ขอไม่กล่าวในที่นี้เพราะมันจะทำให้งงกันไปใหญ่
เอาแค่ถ้าชัทเตอร์ช้าๆ ใช้มือถือกล้องถ่ายภาพแล้วไม่ชัดก็พอครับ



ในส่วนของความไวแสง ถ้าตั้งค่าความไวแสงสูงๆ เราสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยๆ ได้
แต่ก็ต้องแลกกับน๊อยซ์ หรือเกรนของภาพ หรือเม็ดสีที่มีขนาดใหญ่ไปด้วย
อาจจะเคยเห็นภาพที่ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย เราได้ภาพดูขมุกขมัว แถมเห็นเม็ดสีขนาดใหญ่เป็นเม็ดๆ ชัดเจน
ดังนั้นแม้ความไวแสงสูงๆ จะช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยๆ ได้ แต่ก็อาจได้ภาพที่ไม่คมชัดเช่นกัน

การถ่ายภาพที่สวยคมชัดจึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมส่วนผสมทั้งสามส่วนนี้ให้อยู่ในระดับที่พอดี
ถ้าคุณควบคุมได้ภาพที่คุณถ่ายก็สวยไปกว่าครึ่งแล้วละครับ
thumbsup.gif
Mor
การถ่ายภาพมาโครด้วยกล้องคอมแพ็คซึ่งเราตั้งค่าอื่นๆ เป็นอัตโนมัติหรืออยู่ใน Mode Auto
เรื่องแสงจะเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนใหญ่เรามักจะถ่ายภาพในสภาพแสงธรรมชาติ
แต่ลืมไปว่าการเอาหน้าเลนส์เข้าไปจ่อที่วัตถุใกล้ๆ
ตัวกล้อง หรือรวมทั้งตัวเราได้เข้าไปบังแสงเต็มๆ
ด้วยความฉลาดของระบบ Auto กล้องจะทำการเลือกรูรับแสง ความเร็วชัทเตอร์ และค่าความไวแสงให้ทันที
ผลก็คือเมื่อรูรับแสงเปิดกว้างระยะชัดจะตื้น พอกดชัทเตอร์ได้ภาพชัดแค่รูลูกปัด แต่ตัวลูกปัดไม่ชัดเลยก็ได้
หากแสงยังไม่พอกล้องก็จะลดความเร็วชัทเตอร์ให้นานขึ้น ถ้าถือกล้องไม่นิ่งภาพก็เบลอได้อีก
หรือแม้แต่ความไวแสงที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ภาพเกิดน๊อยซ์หรือเม็ดสีขนาดใหญ่ภาพไม่คมชัด
วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือหาแหล่งกำเนิดแสงด้านอื่นมาช่วย
เวลาถ่ายภาพลูกปัดถ้าอยู่ในห้องผมมักจะใช้โคมไฟเข้ามาช่วยส่องแสงจากด้านข้างเฉียงหลัง
และหากระดาษขาวมาสะท้อนแสงเข้าด้านหน้าอีกทีหนึ่งเพื่อเปิดเงา
ถ้าถ่ายนอกสถานที่ผมมักจะมีไฟฉายเล็กๆ แต่กำลังไฟสูงไปช่วยส่องเพิ่มแสงสว่าง
อาจมีคนสงสัยว่าทำไมไม่เปิดแฟลชช่วย ก็แฟลชส่วนใหญ่มันอยู่ด้านบนของกล้อง
เมื่อเปิดแฟลชแสงจะส่องสว่างไกลกว่าระยะวัตถุที่เราถ่าย หรือถูกตัวเลนส์บังไว้
อีกอย่างวัตถุอยู่ใกล้มากจะรับแสงมากไปด้วยทำให้ภาพโอเวอร์กลายเป็นสีขาวๆ
ระยะที่จะใช้แฟลชติดกล้องได้ดีจะมีระยะจำกัดทั้งใกล้และไกล คือประมาณ 50 ซ.ม.ถึง 5 เมตร
ใกล้ไปก็ไม่ดี ไกลไปก็ส่องไม่เห็นครับ ดังนั้นการมีแหล่งกำเนิดแสงอื่นจะช่วยได้มาก
อีกอย่างการที่มีแสงมาในทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ด้านหน้า จะทำให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น
หากหาอะไรไม่ได้จริงๆ กระดาษขาวๆ ก็สะท้อนแสงได้ดีทีเดียวครับ





Mor
สมมุติว่าจัดแสงแล้ว หรือชอบแสงในโทนที่เป็นอยู่แต่สภาพแสงน้อยไปหน่อย
ถ้ามีขาตั้งกล้องให้ติดกล้องไว้บนขาตั้งกล้องครับ แต่ถ้าไม่มีก็วางกล้องไว้ในมุมที่เราชอบ
หาอะไรมาหนุนหน้าหนุนหลังสักหน่อยให้ได้มุมภาพแบบที่ต้องการ
ตั้งการถ่ายภาพเป็นแบบตั้งเวลา หรือหน่วงเวลาสัก 3- 10 วินาที
เมื่อกดชัทเตอร์กล้องจะหน่วงเวลาตามที่กำหนด พอครบถึงจะลั่นชัทเตอร์
ข้อดีคือลดโอกาสสั่นไหวของกล้องที่เกิดจากมือที่ถือกล้อง และการกดชัทเตอร์
ภาพที่ได้ก็จะมีโอกาสคมชัดมากขึ้นแม้ใช้ความเร็วชัทเตอร์น้อย







ที่เล่ามานี้เป็นแค่เบื้องต้นง่ายๆ ก่อน ที่จริงยังมีอะไรๆ อีกมาก
เช่น เทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพ การเลือกโทนสีของภาพ การตั้งค่า White Balance
รวมทั้งสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ตอนแรกนี้เอาแค่ใช้ระบบการถ่ายภาพมาโครให้เป็นก่อนแล้วกันครับ
teehee.gif
Mor
การจัดองค์ประกอบภาพ

สิ่งหนึ่งที่กล้องปัญญาอ่อนแค่ไหนก็ทำได้คือการจัดองค์ประกอบภาพ
ภาพที่เราถ่ายมามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้น
มันถูกล้อมรอบด้วยกรอบ หรือเส้นขอบเป็นข้อจำกัด
โดยทั่วไปภาพที่ได้จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าคือมีด้านหนึ่งยาวกว่าอีกด้านหนึ่ง
ภาพถ่ายจึงเป็นสองมิติ คือกว้างและยาว ไม่มีความลึก
แต่แสงและเงาสามารถสร้างความลึกให้กับผู้มองได้
ขอเริ่มต้นง่ายๆ ก่อนตามหลักการถ่ายภาพทั่วไป
หลักในการจัดองค์ประกอบภาพมีมากมาย แต่ที่นิยมกันก็เช่น

กฎสามส่วน เราลองลากเส้นสมมุติขึ้นมาสองเส้นเพื่อแบ่งภาพเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน
จะเป็นแนวนอนหรือแนวตั้งก็แล้วแต่ภาพที่เราจะถ่าย แล้วจงวาง Subject ไว้ที่ส่วนที่เราแบ่งไว้
โดยปกติจุดโฟกัสของกล้องมักจะอยู่ตรงกลางภาพพอดี
ทำให้เมื่อเราจะถ่ายภาพอะไรเราก็จะเอาจุดโฟกัสไปจี้แล้วกดชัทเตอร์
ผลที่ได้คือได้ภาพตรงกลางเปะ!! ภาพสวยแต่ขาดความน่าสนใจ
ทีนี้ลองเอา Subject ไปไว้ที่ส่วนอื่นๆ บ้างล่ะ ภาพที่ได้จะดูมีมิติกว่ากันเยอะ
โดยเฉพาะการถ่ายภาพวิวที่ผมถูกสอนนักสอนหนาว่าอย่าให้เส้นขอบฟ้าตัดภาพตรงกลาง
ให้มันอยู่ในแนวเส้นบน หรือเส้นล่างของเส้นจากกฎสามส่วน
ซึ่งผมก็ประยุกต์ใช้กับเส้นแบ่งอื่นๆ ทั้งภาพวิว ภาพคน หรือแม้แต่ภาพมาโคร







Mor
จุดตัดเก้าช่อง ก็คือสิ่งที่ตามมาจากกฎสามส่วน
เมื่อเราลากเส้นสมมุติทั้งแนวนอนและแนวตั้งเพื่อแบ่งภาพเป็นสามส่วนแล้ว
จะเกิดจุดตัดสี่จุดอยู่ตรงกลางของช่องเก้าช่องในภาพ
เราก็เอาจุดสนใจหรือจุดเด่นของภาพไปไว้ที่จุดตัดนั้น
เท่านั้นภาพเราก็จะดูเด่นน่าสนใจและสื่อสารได้ชัดเจนทีเดียว ไม่เชื่อลองดูซิครับ





Mor
Front Ground & Back Ground ฉากหน้าและฉากหลัง
เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะวางจุดสนใจและ Subject ต่างๆ ไว้ตรงไหนในภาพ
สิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อมาคือฉากหน้าและฉากหลัง
แปลกนะที่โดยทั่วไปเรามักจะนึกถึงฉากหลังก่อน ทั้งที่ฉากหน้ามันอยู่ก่อนฉากหลัง




เอาล่ะว่าด้วยฉากหลังก่อนก็ได้ ฉากหลังที่ดีต้องเป็นตัวประกอบของสิ่งที่เราจะถ่าย
เวลาเรามองภาพที่เราจะถ่าย หากฉากหลังรกรุงรัง หรือเด่นเป็นสง่าก็แย่งความน่าสนใจของสิ่งที่เราจะถ่ายได้
จะเห็นว่าหลายคนแก้ปัญหาฉากหลังด้วยการใช้สีพื้นโดยเฉพาะสีดำ
แต่ถ้าฉากหลังมันช่วยเสริมเรื่องราวของภาพมันก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมครับ
ดังนั้นเวลาเรามองภาพก่อนถ่ายในช่องมองภาพเราควรมององค์ประกอบด้านหลังด้วยว่าเป็นอย่างไร
ถ้ามันรกไปก็ลองเปลี่ยนมุมบิดซ้ายบิดขวา เงยกล้องก้มต่ำหามุมอื่นๆ ดู
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้วัตถุอื่นๆ มาทำเป็นฉากหลังก็ได้
เทคนิคหนึ่งที่ช่างภาพใช้กันคือการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ
เอาไว้มีเวลาค่อยเล่าเทคนิคนี้ให้ฟังดีกว่าเดี๋ยวไปไกลเกิน ตอนนี้เอาแค่ให้ฝึกมองฉากหลังบ้างก็พอ












Mor
ทีนี้ไอ้เจ้าฉากหน้าผู้น่าสงสารล่ะเอาไว้ทำไม ฉากหน้าคืออะไรก็ได้ที่อยู่ด้านหน้า Subject ที่เราจะถ่าย
การวางฉากหน้าจะทำให้ภาพดูมีมิติ มีความลึกขึ้น
อีกอย่างผมมักใช้ประโยชน์ของฉากหน้าเป็นกรอบในการจำกัดสายตาและมุมมองในภาพ
ให้ไปสู่ Subject ที่ผมต้องการ เป็นการหลอกให้ผู้ดูมองภาพปั๊บ
ก็เห็นสิ่งที่ผมอยากให้เห็นก่อนส่วนอื่นๆ ในภาพ
ฉากหน้าไม่จำเป็นต้องอยู่ด้านล่างของภาพเสมอไป
เราอาจวางฉากหน้าในบางมุมของภาพ ด้านบน ด้านล่าง หรือล้อมกรอบเลยก็ได้
แต่ก็เหมือนฉากหลังคือฉากหน้าต้องไม่เด่นจนแย่งจุดสนใจของภาพไปจาก Subject
เทคนิคหนึ่งที่ช่างภาพใช้กันบ่อยๆ ก็เหมือนการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ
ดังนั้นอุบไว้ก่อน เอาไว้จะได้มีเรื่องเขียนหากินต่อ.....

Mor
เส้นนำสายตา เป็นเส้นสมมุติที่เกิดขึ้นจาก Subject ต่างๆในภาพเพื่อนำสายตาเราไปหาจุดสนใจ
เส้นนี้อาจมีสภาพเป็นเส้นจริง เช่น ขอบโต๊ะ ขอบตึก แนวรั้ว ถนน
หรืออาจเป็นเพียงวัตถุที่พาดผ่านเช่น ก้านของกิ่งไม้ ขอบของพุ่มไม้ แนวหิน ท่อนซุง
เส้นนำสายตาที่ดีควรเป็นแนว Perspective คือนำสายตาให้ลึกเข้าไปหาจุดสนใจ
โดยเป็นเส้นแนวเฉียงจากขอบภาพไปหาจุดสนใจที่วางอยู่ตรงจุดตัดเก้าช่อง
เส้นในลักษณะนี้จะทำให้ภาพดูมีมิติลึกขึ้นด้วย ทำให้ภาพสองมิติกลายเป็นสามมิติได้




Mor
มิติรูปทรง สิ่งของต่างๆ ล้วนมีมิติของรูปทรง เป็นทรงกลม ทรงกระบอก สีเหลี่ยม หลายเหลี่ยม
สิ่งที่บ่งบอกให้เรารู้ว่ามีมิติก็คือความลึก
ดังนั้นในการจัดวาง Subject เพื่อถ่ายภาพ หากเราวางด้านหน้าด้านเดียว
เราก็จะไม่เห็นด้านลึก ภาพที่ได้จะดูเป็นสองมิติแบนๆ
แต่หากเราจัดวางให้มองเห็นแนวลึก มิติที่สามคือแนวลึกก็จะเกิดขึ้น
ทำให้ Subject ดูน่าสนใจอีกมากมาย








Mor
มุมมอง เรามักจะถ่ายภาพในแนวระนาบ หมายถึงถ่ายภาพในแนวสายตาที่มองตรงไปข้างหน้า
ที่จริงยังมีมุมมองอีกหลายมุมที่น่าสนใจ
ลองนั่งลงให้ต่ำกว่า Subject แล้วเงยหน้ามองขึ้นไป
มันให้มุมมองที่เสยขึ้น สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ Subject
มุมมองนี้บ้างเรียกว่า Ant View คือมองแบบมดตัวเล็กๆ ที่มองขึ้นมา
ในทางกลับกันมีมุมมองอีกแบบหนึ่ง คุณลองยืนขึ้นอยู่บนโต๊ะที่อยู่สูงกว่าระดับสายตา
แล้วก้มลงมามองที่ Subject มันเป็นมุมมองของนก ที่เรียกกันว่า Bird Eye View
ภาพที่มีมุมมองที่แตกต่างแปลกใหม่ มักได้รับความสนใจเสมอ
พิเศษสำหรับการถ่ายภาพลูกปัด หรือสิ่งของชิ้นเล็กๆ
คุณอาจไม่รู้สึกตัวว่าที่จริง เราคุ้นเคยกับการมองลูกปัดแบบ Bird Eye View
มากกว่าการมองในระดับสายตาเสียอีก
สิ่งที่ผมชอบทำคือนั่งลงแล้วถ่ายภาพลูกปัดในระดับสายตา
มันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามากมาย ลองดูซิครับ








Mor
ผมว่าพอแค่นี้ก่อนเป็นเบื้องต้น ลองดูภาพถ่ายทั่วๆ ไป ตามหนังสือ หรือนิตยสารต่างๆ
ภาพอะไรก็ได้ที่เราดูแล้วรู้สึกว่าสวย แล้วเอาสิ่งที่ผมบอกเกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบนี้ไปลองดู
ว่าเขาวางองค์ประกอบแบบไหน อย่างไร แล้วทำให้เรารู้สึกอย่างไร
ดูบ่อยๆ คิดตามบ่อยๆ มันจะซึมซับเข้าไปกับมุมมองในการถ่ายภาพของเราเอง
พอสักพักก็จงลืมสิ่งที่ผมบอกมาทั้งหมดนี้ ลืมให้หมด ไม่ว่ากฎหรือหลักการอะไร
จริงๆ นะครับให้ลืมมันไปให้หมด แล้วเมื่อหยิบกล้องขึ้นมามองไปที่ช่องภาพ
ขยับหามุมที่คุณคิดว่าสวยที่สุด แล้วกดชัทเตอร์
คุณจะได้ภาพที่สวยสมความพยายามของคุณครับ laugh.gif



ปล.สามภาพนี้ก็ใช้หลักการพื้นฐานข้างต้นเช่นกันครับ ดังนั้นหลักการนี้ใช้ได้กับการถ่ายภาพทุกแบบครับ thumbsup.gif biggrin.gif








bkk123
แจ่มเลยพี่
เหล็กแหนบ
thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif ขอบพระคุณครับพี่ ได้ความรู้เพื่อปรับปรุงคุณภาพสมองเยอะดีครับ แฮ่แฮ่ tongue.gif
warut
ขอบคุณมากครับพี่หมอ
ความรู้ทั้งนั้นเลย thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif
IronBird
ขอบคุณมากครับพี่หมอ..ผมซื้อเลนส์มาโครมาใช้ไปแค่ 3 บาท.ถ่ายให้ชัดถ่ายง่าย.ถ่ายให้สวยถ่ายยาก
ได้อ่านเทคนิคของพี่หมอแล้วมีความหวังขึ้น..
IronBird
ขอบคุณมากครับพี่หมอ..ผมซื้อเลนส์มาโครมาใช้ไปแค่ 3 บาท.ถ่ายให้ชัดถ่ายง่าย.ถ่ายให้สวยถ่ายยาก
ได้อ่านเทคนิคของพี่หมอแล้วมีความหวังขึ้น..
ing-pha
ขอบคุณมากครับ thumbsup.gif

อ่านสบาย เข้าใจง่ายครับ biggrin.gif
JIBII
ขอบคุณพี่ Mor นะคะสำหรับ ความรู้เรื่องกล้อง
มีให้เล่นเยอะแยะเลยนะคะนี่
ไว้นู๋มีรูปที่ถ่าย มาโคร แล้วดูเข้าตาบ้าง จะเอามาอวด นะคะ
ขอบคุณพี่ Mor อีกครั้งในเรื่องราวกับกล้องตัวน้อยคะ
*** รูปลูกปัดดูน่ารัก สดใสดีจังคะ
เล้ง
turned.gif
เล้ง
QUOTE
การถ่ายภาพมาโครด้วยกล้องคอมแพ็คซึ่งเราตั้งค่าอื่นๆ เป็นอัตโนมัติหรืออยู่ใน Mode Auto


จดๆความรู้อิอิ
ผมชอบถ่ายsuper Macro แบบ Auto only
(แต่ใช้ไฟฉายยิงช่วยแบบยิงออกข้างๆเอาแสง ไม่ได้ยิงใส่ตรงๆมันเยอะไป)
สงสัยต้องไปหัดถ่ายบ้างละ

กล้องผม fuji s7000เลนส์เปลี่ยนไม่ได้ sweat.gif
ดีนะมีถ่ายMacro และsuper macroได้ woot.gif

แต่ถ่ายใช้แสงช่วยมันดูไม่เป็นธรรมชาติเลยครับ(เอารูปถ่ายน้องมุกฟันหลอที่อัพไว้มา)
แต่ถ้าไม่ใช้มันก็เบลอไปหมด สงสัยต้องหาฉากสะท้อนแสงช่วยซะแล้ว

แต่ก็เห็นรอยกระดาษทรายเยอะดี

Nittpan9
สวยมากครับพี่หมอ.....อยาก..........
Dick
พี่หมอถ่ายรูปดีจริงๆ thumbsup.gif
ชัชวาลย์
QUOTE (Dick @ 6 March 2011, 10:09 AM) *
พี่หมอถ่ายรูปดีจริงๆ thumbsup.gif



....เห็นด้วยครับ thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif
Big G.
พี่ผมเองครับ whistling.gif
penn965
ขอบคุณครับพี่ thumbsup.gif
Mor
ขอบคุณทุกๆ ท่านครับ แต่เท่าทีดูชื่อนี่แต่ละท่านก็โปรถ่ายภาพกันทั้งนั้นเลยนี่....... laugh.gif

กำลังคิดจะเขียนต่อเกี่ยวกับเรื่องถ่ายภาพอีกนิดหน่อย
แต่ก็มาจากสิ่งละเล็กละน้อยที่ตัวเองเก็บเกี่ยวได้ ไม่มีวิชาการหรือหลักอะไร
เพราะผมเองก็ยังถ่ายภาพไม่เอาไหนอยู่เลยครับ sweat.gif
bkk123
จะมารอที่นี่ ตรงนี้

ทุกวัน
Rabbit in the Moon
คุณหมอ
บุ้มไม่ใช่เมือproเลยนะ ติดตามอ่านอยู่ค่ะ เพราะไม่ชอบใช่กล้องที่หนักและมีอุปกรณ์มากมาย (จริงๆคือใช้ไม่เป็นและไม่มีใช้ค่ะ)
lunatic_67
มาเก็บเกี่ยวความรู้ใส่สมองน้อยๆด้วยคนครับพี่

teehee.gif
Mor
คุณบุ้มกับหมอ lunatic อุตส่าห์มาอ่านกับเขาด้วย
ผมว่าจะขอให้คุณหมอ lunatic ช่วยเขียนอยู่ทีเดียวเชียว laugh.gif


มาต่อเรื่องการถ่ายภาพตามที่ได้บอกล่าวไว้
ผมว่าเราซื้อกล้องมาสิ่งแรกที่เป็นเหตุผลให้ซื้อกล้องก็คือการถ่ายคนที่เรารัก
เราเห็นภาพสวยๆ ในหนังสือก็นึกว่า เขาถ่ายได้สวยเพราะมีอุปกรณ์ดีดีราคาแสนแพง
เรามีแค่กล้องคอมแพคตัวจิ๋วราคาถูกที่สุดที่พอมีปัญญาซื้อ
ก็คงทำได้กดชัทเตอร์เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น
บางครั้งก็บังเอิญออกมาสวยเช้ง แต่บ่อยครั้งที่ภาพออกมาไม่มืดไป ก็สว่างไป
รึถ่ายภาพคนแต่ไปชัดที่ต้นไม้ด้านหลัง โดยเฉพาะตอนถ่ายภาพคนที่รู้ใจ
สร้างอารมณ์งอนให้เราต้องง้ออยู่เสียเรื่อย
ผมมาคิดถึงปัญหาในการถ่ายภาพด้วยกล้องคอมแพคเท่าที่เคยโดนมา
เลยนึกอยากจะเอามาลองเล่าสู่กันฟัง น่าจะช่วยมือใหม่ๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย
ที่เล่าต่อไปนี้ ผมตั้งสมมุติฐานว่า เป็นมือใหม่ที่ใช้กล้องคอมแพค
แถมขี้เกียจอ่านคู่มือใช้กล้อง กดปุ่ม Power On แล้วตั้ง Auto มันทุกอย่าง
รอกดชัทเตอร์อย่างเดียวพอ แต่อยากได้ภาพสวยๆ แบบที่เขาถ่ายกัน sweat.gif


Mor
เริ่มจากถ่ายภาพให้ชัดกันก่อนดีไหม................. woot.gif

อย่างที่เกริ่นนำไว้ ภาพถ่ายที่ไม่ชัดสร้างความสูญเสียให้กับตากล้องเป็นอันดับต้นๆ เสมอ (ทั้งร่างกายและจิตใจ)
ทีนี้ทำอย่างไรจะได้ภาพถ่ายที่ชัดในจุดที่อยากให้ชัด
ก็โฟกัสในจุดที่อยากให้ชัดซิครบไม่เห็นจะยาก
ลองดูในช่องมองภาพ หรือ หน้าจอด้านหลังกล้องคอมแพคตัวเก่งของเรา
เมื่อเราเอาเจ้ากรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตรงกลางไปจี้วัตถุที่เราอยากจะถ่าย
กดปุ่มชัทเตอร์ลงไปช้าๆ ยังไม่สุด กล้องจะยังไม่ลั่นชัทเตอร์
แต่จะมีเสียงมอเตอร์ทำงานแล้วจุดที่จี้ไว้ก็ชัดพร้อมกรอบเปลี่ยนเป็นสีเขียวขึ้นมา
นั่นคือการโฟกัสโดยอัตโนมัติของกล้อง เมื่อเรากดปุ่มชัทเตอร์ต่อไปจนชัทเตอร์ลั่นก็จะได้ภาพชัดสมใจ
ทีนี้เราเกิดอยากถ่ายภาพคนสองคน คนหนึ่งอยู่ทางซ้าย อีกคนอยู่ทางขวา
ไอ้เจ้ากรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ดันอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างช่องเว้นวรรคของคนสองคนพอดี
พอกดปุ่มชัทเตอร์ลงไป กล้องดันไปโฟกัสที่ต้นไม้ด้านหลังไปโน่นจะทำยังไง
เทคนิคหนึ่งสำหรับกล้องที่โฟกัสอัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นคอมแพคหรือ DSLR ก็คือ การล็อคโฟกัส
การล็อคโฟกัสจะทำให้ระยะโฟกัสของเราอยู่ที่ระยะเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าเราจะขยับกรอบโฟกัสไปที่จุดใดก็ตาม
คงเคยได้ยินที่เขาบอกว่าให้กดชัทเตอร์ครึ่งเดียว ซึ่งหมายถึงให้กดปุ่มชัทเตอร์ลงมาในระดับที่ชัทเตอร์ยังไม่ทำงาน
แค่ให้ระบบโฟกัสอัตโนมัติทำงานก่อน แล้วกดแช่ไว้อย่างนั้น
กล้องจะจำค่าแสงและระยะโฟกัสไว้ตราบเท่าที่เรายังไม่ปล่อยนิ้วที่กดไว้อยู่ ไม่ว่าเราจะหันกล้องไปทางไหนก็ตาม
สิ่งนี้ก็คือการล็อคโฟกัสที่พูดถึงกันนั่นเองครับ

กลับมาที่กรณีปัญหาของเรา สิ่งแรกที่ผมมักจะทำก่อนก็คือการลองจัดองค์ประกอบของภาพโดยรวม
ก็คือลองดูก่อนว่าอยากได้ภาพออกมาอย่างไร ถ่ายครึ่งตัว ถ่ายเต็มตัว จะเห็นอะไรในภาพบ้าง
ลองดูภาพ ทำการซูมเข้าซูมออก เดินเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา ให้สิ่งต่างๆ อยู่ในภาพอย่างที่ต้องการ
หลังจากนั้นจึงทำการโฟกัสโดยเลือกเอากรอบสี่เหลี่ยมไปโฟกัสที่คนใดคนหนึ่ง
โดยยังไม่ต้องไปสนใจสิ่งที่อยู่ในภาพที่ดูไว้ก่อนหน้านี้
จะเลือกโฟกัสคนทางซ้ายหรือทางขวาก็ได้ (โดยส่วนตัวผมเลือกคนที่มีความสำคัญต่อผมมากที่สุดก่อนเพื่อความปลอดภัยทางจิตใจ)
กดปุ่มชัทเตอร์ค้างไว้ในระดับครึ่งๆ กลางๆ แล้วแพนกล้องมายังมุมมองที่เราเลือกไว้แต่แรก
อย่าปล่อยปุ่มชัทเตอร์หรือกดจนชัทเตอร์ลั่น รักษาระดับการกดครึ่งๆ กลางแบบนั้นไว้
พอจัดทุกอย่างได้ตามที่ต้องการก็ออกแรกกดปุ่มชัทเตอร์ลงต่อไปจนชัทเตอร์ลั่นเป็นอันเสร็จพิธี
การล็อคโฟกัสนี้ยังใช้กับการถ่ายภาพที่ตัวนางแบบอยู่ด้านข้างของภาพแล้วอีกด้านเป็นวิวสวยๆ ได้อีกด้วย
โดยเราล็อคโฟกัสที่ตัวนางแบบก่อนแพนกล้องมายังมุมที่เราเลือกไว้เช่นเดียวกัน
แต่ทั้งนี้ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่เดี๋ยวนี้มีระบบ Face Focus มาให้แทบทุกตัว
เจ้าระบบนี้จะทำการหาสิ่งที่มันคิดว่าเป็นหน้าคนไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของเฟรม
แล้วทำการโฟกัสให้ชัดที่ใบหน้าที่กล้องมันเลือกให้นั้น ง่ายขึ้นเยอะเลยใช่ไหมครับ
แต่ก็อย่าลืมดูด้วยว่ากรอบเล็กๆ ที่อยู่ที่หน้านั้นเป็นสีเขียวหรือเปล่า
เพราะถ้าเป็นสีแดงแสดงว่าเจอหน้าแล้ว แต่ยังโฟกัสไม่ได้ ลองปล่อยชัทเตอร์แล้วกดปุ่มครึ่งหนึ่งใหม่อีกครั้งครับ


Mor
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพจากกล้องคอมแพคของมือใหม่ไม่ชัดคืออาการเบลอ
อาการเบลอในที่นี้ไม่ใช่เกิดจากการโฟกัส แต่เป็นการเบลอจากการสั่นไหวของกล้อง
ผมเห็นหลายๆ คนถ่ายภาพเหมือนจะรีบไปตลาด
บางคนยกกล้องขึ้นเล็งจัดองค์ประกอบหันซ้ายหันขวาซูมเข้าซูมออกอยู่เป็นนานสองนาน
แต่พอได้กดชัทเตอร์ฉับแล้วรีบเอากล้องลงทันที
สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของการสั่นไหวของกล้องได้เสมอ
ถ้าสภาพแสงดีดี ระบบออโตก็จะปรับความเร็วชัทเตอร์ให้ค่อนข้างเร็ว ภาพก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าแสงน้อย ความเร็วชัทเตอร์ก็จะช้า การเคลื่อนไหวของกล้องอาจทำให้ภาพเบลอได้
ที่จริงถ้าพูดถึงการถือกล้องถ่ายภาพ ผมถูกสอนมาให้ถือกล้องโดยให้ข้อศอกแนบชิดลำตัวจะเป็นท่าถือกล้องที่มั่นคงที่สุด
แต่สำหรับกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ น้ำหนักเบาอาจไม่ต้องถือขนาดนั้น
อีกอย่างการที่ดูภาพจากจอหลังกล้องทำให้ไม่สามารถเอาข้อศอกมาแนบชิดลำตัวได้เพราะจะมองจอไม่ถนัด
เอาแค่ว่าถือกล้องให้มั่นคงและถนัดที่สุดก่อนแล้วกันครับ

องค์ประกอบที่สองต่อมาคือการกดชัทเตอร์ เอาเป็นว่าต่อจากที่เรารู้วิธีล็อคโฟกัสกันแล้ว
เมื่อถือกล้องได้นิ่งผมอยากจะให้เรากดชัทเตอร์แบบแช่มช้าและนุ่มนวล ค่อยๆ เพิ่มแรงกดจนชัทเตอร์ลั่นเองแบบไม่ตั้งใจ
(ตอนแรกจะบอกว่าให้เหมือนการลากไกปืน มานึกขึ้นได้ว่าคนยิงปืนไม่เป็นมีอีกเยอะเดี๋ยวก็ต้องมาสอนวิธีลากไกปืนกันอีก)
ไอ้เรื่องนับ หนึ่ง สอง สาม กดแชะ! อยากให้เป็นว่าเริ่มลงน้ำหนักตั้งแต่นับหนึ่ง อาจแชะที่สอง หรือ สี่ ก็ช่างมันครับ
มีใครเคยสังเกตข้อมูลที่กล้องอุตส่าห์บอกเราไว้ในช่องมองภาพหรือจอด้านหลังกันบ้างหรือเปล่า
ข้อมูลเหล่านั้นส่วนหนึ่งบอกเราว่า กล้องได้เลือกขนาดความกว้างของรูรับแสงเท่าไร
เลือกความเร็วชัทเตอร์ที่เท่าไร และเลือกความไวแสงแค่ไหน
ทั้งสามส่วนผมได้แนะนำในตอนแรกๆ แล้วว่ามันสำคัญและสัมพันธ์กันอย่างไร
ในการตั้ง Mode Auto กล้องจะทำหน้าคิดแทนเราว่าภาพที่เราจะถ่ายด้วยสภาพแสงแบบนี้
ควรใช้รูรับแสง ความเร็วชัทเตอร์ และความไวแสงแค่ไหน เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตคิดว่าน่าจะให้ผลดีที่สุดคือถ่ายภาพออกมาได้
ความเร็วชัทเตอร์ที่สามารถใช้มือถือกล้องแล้วถ่ายโดยไม่สั่นไหว สำหรับกล้องคอมแพคผมคิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 1/30 วินาที
ดังนั้นถ้ามีโอกาสสังเกตดูค่าความเร็วชัทเตอร์ที่กล้องเลือกให้เราด้วยว่าเป็นเท่าไร
โดยทั่วไปค่ารูรับแสงจะแสดงเป็นค่า f ค่าความเร็วชัทเตอร์จะเป็นค่า S และค่าความไวแสงจะเป็นค่า ISO
เมื่อเราไม่มั่นใจว่าความเร็วชัทเตอร์แค่ไหนที่เราจะถือกล้องให้นิ่งได้ ผมแนะนำทริปเล็กๆ ของผม
เวลาสอนให้ลูกๆ ถ่ายภาพ ผมจะบอกให้เขาค่อยๆ กดชัทเตอร์ พร้อมกับนับไปเรื่อยๆ
หนึ่ง...สอง....สาม....โดยปกติชัทเตอร์จะเริ่มทำงานที่ประมาณสามนี่แหละครับ แต่เรายังกดชัทเตอร์แช่ไว้อย่างนั้นแล้วนับต่อ
สี่....ห้า...หก แล้วค่อยถอนนิ้วออกจากชัทเตอร์ แม้ความเร็วชัทเตอร์จะช้า แต่การแช่นิ้วพร้อมถือกล้องให้นิ่งก็ลดโอกาสเบลอได้
เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจฝึกถือกล้องให้นิ่งๆ กดชัทเตอร์ให้นุ่มนวล แช่ไว้สักพัก ไม่ต้องรีบลดกล้องลงหลังจากกดชัทเตอร์
แค่นี้ก็คงพอสำหรับมือใหม่แล้วล่ะครับ


Mor
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพที่ได้มาไม่สวยสดใสอย่างที่เราอยากได้ ภาพแบบนี้จะมีสีมัวๆ เม็ดสีดูใหญ่น่าเกลียด
มักเกิดจากภาพที่เราถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย หรือถ่ายในตอนกลางคืน
จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตามคุณไม่เปิดแฟลชแต่ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย
กล้องจะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ เกรนภาพจะหยาบเห็นเม็ดสีได้ชัดเจน
วิธีแก้มีสองวิธี คือ หนึ่ง เปิดแฟลช อีกวิธีหนึ่ง คือ เปิดไฟ สรุปคือสองวิธีนี้เป็นการเพิ่มแสงนั่นเอง

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ ต่อไปถ้ามีเวลาเราค่อยมาว่ากันเกี่ยวกับเทคนิคอื่นๆ
หรือหากมีท่านใดนึกอะไรได้ลองเอามาคุยกัน บอกกล่าวกันก็น่าจะดีนะครับ



bkk123
thumbsup.gif
ooTIMoo
ปูเสื่อ นอนรอตอนต่อไปครับพี่ ^_^ .. อ่านแล้วเพลิน .. พี่หมอบรรยายได้แจ่มมากครับ thumbsup.gif
LEE
......กระทู้นี้ของคุณหมอจ๋าเป็นประโยชน์มากเหมือนกับเปิดมาเพื่อสอนผมโดยตรง thumbsup.gif
Mor
QUOTE (LEE @ 15 March 2011, 09:13 PM) *
......กระทู้นี้ของคุณหมอจ๋าเป็นประโยชน์มากเหมือนกับเปิดมาเพื่อสอนผมโดยตรง thumbsup.gif




เท่าที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ผมเห็นพี่ LEE ชอบถ่ายภาพเก็บไว้อยู่เสมอ
ทั้งในลักษณะของการเก็บภาพเหตุการณ์ สถานที่ บุคคล กิจกรรมต่างๆ
รวมถึงภาพทีเผลอในรูปแบบ Snapshot ด้วย
ดังนั้นถ้าจะบอกว่าพี่ LEE มีประสพการณ์ในการใช้กล้องคอมแพคถ่ายภาพมามากคงไม่ผิด
และพี่ก็คงจะเจอกับปัญหาการได้ภาพแบบไม่ถูกใจมามากด้วยเช่นกัน
ถ้าพี่จะช่วยตั้งคำถามจากปัญหาที่เจอมา อาจมีรูปตัวอย่างที่ถ่ายแล้วไม่ถูกใจมาถาม
ผมว่าจะช่วยให้ผมโม้ได้ถนัดกว่านี้นะครับ........ฮิฮิฮิ tongue.gif
Rabbit in the Moon
มีรูปที่มีปัญหา อยากถามคุณหมออยู่ค่ะ แต่โหลดรูปลงในนี้ไม่เป็นค่ะ ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ
Mor
QUOTE (Rabbit in the Moon @ 16 March 2011, 10:45 AM) *
มีรูปที่มีปัญหา อยากถามคุณหมออยู่ค่ะ แต่โหลดรูปลงในนี้ไม่เป็นค่ะ ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ



คนที่บ้านคงยุ่งกับตีมีดเลยไม่มีเวลาช่วยแนะนำ....... tongue.gif
ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าใช้เวปฝากภาพของคนรักมีดก็แล้วกันง่ายดี
ทำตามภาพเหล่านี้นะครับ........ biggrin.gif


ก่อนอื่น...ภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่เราถ่ายไว้จะมีขนาดไฟล์ใหญ่มาก
ลองลดขนาดให้เหลือขนาดประมาณ 800x600 จะทำให้ upload เร็ว
และขนาดที่โชว์พอเหมาะกับการใช้ในเวปด้วยครับ teehee.gif














Mor






ขอโทษครับ tongue.gif ....มาดูภาพขั้นตอนแล้วผมลืมไปขั้นตอนหนึ่ง
พอกด open เลือกภาพได้ตามที่ต้องการ (1-8 ภาพ) ต้องเลือกสั่ง upload ที่ปุ่มล่างซ้ายมือด้วยครับ














ลองดูนะครับ ไม่ยาก thumbsup.gif
Mor
มาต่อเรื่องการถ่ายภาพกันดีกว่า........ biggrin.gif

การถ่ายภาพบุคคลในวงการถ่ายภาพเรียกกันว่า การถ่าย Portrait
ในความเข้าใจของผมภาพในสไตล์ Portrait จะเป็นภาพที่เน้นบุคคลในภาพเป็นจุดเด่นสำคัญ
ฉากหน้าและฉากหลังเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
มีการตั้งคำถามกันอยู่เหมือนกันว่า Portrait จะต้องถ่ายครึ่งตัว หรือเต็มตัว
สำหรับผม จะครึ่งตัวหรือเต็มตัวไม่สำคัญ แต่ต้องให้คนที่อยู่ในภาพเป็นจุดเด่นของภาพก็น่าจะพอ
พวกที่ใช้กล้องแบบ DSLR หรือกล้องที่ปรับค่ารูรับแสงได้จะมีเทคนิคยอดฮิตที่ถูกสอนกันมาอย่างหนึ่ง
เรียกกันว่าถ่ายแบบ “หน้าชัดหลังเบลอ” หมายถึง ให้ตัวแบบชัดแต่ให้ฉากหลังเบลอ เพื่อให้ตัวแบบเด่น
เทคนิคที่ใช้ก็คือการเปิดรูรับแสงกว้างๆ จะเห็นว่าช่างภาพ Portrait จะแสวงหาเลนส์ที่สามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุด
เช่นเลนส์ทางยาวโฟกัสประมาณ 50-135 มม. ที่รูรับแสงเปิดได้กว้างถึง f 1.4
ซึ่งเมื่อเปิดรูรับแสงกว้างๆ แล้วจะทำให้ระยะชัดจะตื้น (อธิบายไว้ที่ตอนแรกแล้ว) ซึ่งก็ทำให้ฉากหลังเบลอ
ยิ่งถ้าฉากหลังมีแหล่งแสงแบบเป็นจุดๆ เช่น แสงที่ส่องลอดผ่านใบไม้ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงสะท้อนผืนน้ำ
จะทำให้เกิดวงแสงที่เรียกกันว่า โบเก้ จนบางภาพมีการวัดกันด้วยซ้ำว่าโบเก้ใครสวยกว่ากัน


Mor
ทีนี้มาว่าถึงตากล้องคอมแพคแบบเราๆ ที่ตั้งค่าทุกอย่างเป็น Auto จะถ่ายภาพ Portrait หน้าชัดหลังเบลอกับเขาได้ไหม
ได้ครับและไม่ยากด้วย เอาแบบง่ายๆ ก็คือการเปลี่ยน Mode หรือ Sense ถ่ายภาพไปที่การถ่ายแบบ Portrait
ลองหาดูครับหาที่ปรับ Mode ไปที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปศรีษะคน (ที่จริงเป็นภาพระดับไหล่ถึงหัว)



กล้องบางรุ่นเป็นแบบที่หมุนปรับ บางรุ่นอาจต้องเข้าเมนูไปปรับ ถ้าหาไม่เจอก็หาคู่มือมาดูครับ (ยังอยู่หรือเปล่าไม่รู้)
การปรับเป็น Mode ถ่ายภาพ Portrait กล้องจะปรับค่าไปใช้รูรับแสงที่กว้างที่สุดที่จะทำให้แสงพอดี
โดยอาจเพิ่มความเร็วชัทเตอร์ให้สูง หรืออะไรก็แล้วแต่ละยี่ห้อที่จะกำหนดลงไปซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเรา
เราแค่รอกดชัทเตอร์แล้วดูภาพสวยๆ ให้ภาคภูมิใจก็พอ
ง่ายดีไหมครับ แต่ผมว่าถ้าทำแค่นี้อาจยังไม่ได้ภาพหน้าชัดหลังเบลอก็เป็นได้
เพราะที่จริงการที่จะได้ภาพหน้าชัดหลังเบลอยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกสองส่วนนอกจากเปิดรูรับแสงกว้างๆ
สิ่งแรกคือ ทางยาวโฟกัสของเลนส์ อย่างที่สองคือ ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับฉากหลัง




เลนส์ที่ทางยาวโฟกัสมากถ้าเปิดรูรับแสงเท่ากัน ฉากหลังจะเบลอมากกว่าเลนส์ที่ทางยาวโฟกัสน้อย
ทีนี้ไอ้เจ้าคอมแพคตัวเก่งในมือเปลี่ยนมันเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้จะทำอย่างไร
ก็ซูมซิครับ การซูมสำหรับกล้องคอมแพคที่มี optical zoom ก็คือการเปลี่ยนทางยาวโฟกัสของเลนส์
จาก wide ที่เป็นมุมกว้าง มาสู่ tele ที่เป็นมุมแคบ ซึ่งกล้องคอมแพคสมัยนี้ส่วนใหญ่ทำได้อยู่แล้ว
การใช้เลนส์ tele ถ่ายภาพบุคคลจะช่วยในการลดการบิดเบือนของภาพเนื่องจากการใช้เลนส์มุมกว้าง
ลองดูซิครับว่าถ้าเราถ่ายภาพหน้าคนโดยตั้งค่าเลนส์เป็นมุมกว้าง แล้วถ่ายใกล้ๆ ตัวแบบ
เราจะได้ภาพหน้านางแบบบานเป็นกระด้งฝัดข้าว แต่ทีนี้ลองซูมให้เลนส์อยู่ในระยะเทเล
แล้วถ่ายภาพหน้าคนในสัดส่วนที่เท่ากัน (ซึ่งตากล้องอาจต้องถอยออกมาห่างตัวแบบมากขึ้น)
ใบหน้านั้นจะกลับมาเป็นสาวสวยในดวงใจของคุณเหมือนตอนที่จีบใหม่ๆ เชียว
แถมเคล็ดลับให้นิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นซูมของเลนส์ DSLR หรือซูมของกล้องคอมแพค
ระยะทั่วไปที่เลนส์จะให้ภาพดีที่สุดมักอยู่ที่ระยะประมาณจาก 1/3 ถึง 2/3 ของระยะซูมทั้งหมด
กว้างสุด หรือแคบสุดก็ไม่ดี ยกเว้นคุณลงทุนซื้อเลนส์ระดับเทพครับ
ต่อไปเวลาเปิดกล้องคอมแพคตัวเก่งของคุณขึ้นมาถ่ายภาพ ลองซูมสักเล็กน้อยก่อนถ่ายให้ติดเป็นนิสัย
เวลาถ่ายภาพใครบางคนที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อ คุณจะได้ไม่ถูกหาว่าถ่ายภาพไม่ดีเพราะถ่ายแล้วดูอ้วนกว่าตัวจริง
แถมยังได้ภาพคมสวยอีกต่างหาก

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้ฉากหลังเบลอได้ก็คือระยะห่างระหว่างตัวแบบกับฉากหลัง
ง่ายๆ ก็คือยิ่งห่างยิ่งเบลอ ตามความเข้าใจของผมมันไม่มีอะไรซับซ้อน
เพราะเมื่อเราเปิดหน้ากล้องกว้าง ใช้เลนส์ tele ระยะชัดลึกก็น้อย (หรือเรียกได้ว่าชัดตื้น)
ฉากหลังที่อยู่ห่างออกไปก็พ้นระยะชัดมันก็เบลอ

สรุปก็คือถ้าจะถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอด้วยกล้องคอมแพค
ปรับ Mode ถ่ายภาพมาที่รูปหน้าคน ซูมระยะไม่น้อยกว่า 2/3 ของระยะซูมของกล้อง
เลือกจุดที่นางแบบอยู่ห่างจากฉากหลังเยอะๆ ก็แค่นี้แหละครับ

Mor
ต่อไปรายการของแถมครับ

- คนทุกคนมีมุมที่สวยที่สุด ลองมองเธอหลายๆ ด้านแล้วเลือกมุมที่สวยที่สุด
มีคนบอกมาว่าคนเราตาสองข้างมักไม่เท่ากัน ตาข้างที่โตที่สุดมักจะเป็นด้านที่สวยที่สุดของคนนั้น

- เลือกโฟกัสที่ตาข้างที่ใกล้เรามากที่สุด ถ้าถ่ายภาพคนแล้วตาไม่ชัดเป็นอันจบกัน

- ถ้าไม่จำเป็นอย่าถ่ายหน้าตรง ให้หันหน้าเล็กน้อย คนหูกางอย่าถ่ายให้เห็นหูทั้งสองข้าง คนที่คางใหญ่ให้หันข้าง

- ระวังอย่าให้เส้นขอบฟ้า หรือเส้นตัดขวางใดๆ ตัดผ่านตัวแบบที่คอ เอว หรือส่วนที่เป็นข้อต่อต่างๆของร่างกาย
ควรให้อยู่ระหว่างไหล่กับเอว

- ถ้าถ่ายภาพไม่เต็มตัวอย่าตัดส่วนร่างกายในจุดที่เป็นข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อศอก ข้อมือ เอว เข่า หากจะตัดส่วนให้ตัดระหว่างจุดต่อนั้นๆ

- ลองขยับตัวเองเดินหน้า ถอยหลัง นั่งลง หรือเดินวนซ้ายขวา บางทีการเปลี่ยนมุมกล้องเล็กน้อยอาจทำให้เราได้ภาพสวยแปลกตาก็เป็นได้








ที่เอามาเล่าให้ฟังนี่ก็จำๆ เขามาทั้งนั้นไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่จำไม่ได้ว่าฟังหรืออ่านมาจากที่ไหนบ้าง
บางอย่างมันสั่งสมมาโดยไม่รู้ตัว หลายอย่างที่ถูกสอนสั่งบอกกล่าวมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง
ก็แค่จำขี้ปากคนอื่นมาโม้....ก็เท่านั้นครับ tongue.gif
LEE
QUOTE (Mor @ 16 March 2011, 10:19 AM) *
เท่าที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ผมเห็นพี่ LEE ชอบถ่ายภาพเก็บไว้อยู่เสมอ
ทั้งในลักษณะของการเก็บภาพเหตุการณ์ สถานที่ บุคคล กิจกรรมต่างๆ
รวมถึงภาพทีเผลอในรูปแบบ Snapshot ด้วย
ดังนั้นถ้าจะบอกว่าพี่ LEE มีประสพการณ์ในการใช้กล้องคอมแพคถ่ายภาพมามากคงไม่ผิด
และพี่ก็คงจะเจอกับปัญหาการได้ภาพแบบไม่ถูกใจมามากด้วยเช่นกัน
ถ้าพี่จะช่วยตั้งคำถามจากปัญหาที่เจอมา อาจมีรูปตัวอย่างที่ถ่ายแล้วไม่ถูกใจมาถาม
ผมว่าจะช่วยให้ผมโม้ได้ถนัดกว่านี้นะครับ........ฮิฮิฮิ tongue.gif

.....ขอบคุณมากครับคุณหมอ ขอถามจากภาพของจริงเลย biggrin.gif



......ภาพนี้ผมตั้งใจจะถ่ายให้เห็นภาพคนบนถนนซึ่งอยู่กลางแจ้งแต่ป๋าๆพวกเราอยู่ในร่มถ้าผมต้องการให้ทุกท่านในภาพสว่าง
หมดต้องทำอย่างไรครับ?
LEE
อีกคำถามครับคราวนี้กลับกัน ถ้าผมอยู่กลางแดดแต่ต้องการถ่ายภาพที่อยู่ในร่มให้แสงงามต้องทำอย่างไรครับ?

Mor
QUOTE (LEE @ 16 March 2011, 10:12 PM) *
.....ขอบคุณมากครับคุณหมอ ขอถามจากภาพของจริงเลย biggrin.gif



......ภาพนี้ผมตั้งใจจะถ่ายให้เห็นภาพคนบนถนนซึ่งอยู่กลางแจ้งแต่ป๋าๆพวกเราอยู่ในร่มถ้าผมต้องการให้ทุกท่านในภาพสว่าง
หมดต้องทำอย่างไรครับ?



ดีจังมีแบบนี้โม้ได้มากหน่อย....ขอบคุณครับพี่ LEE thumbsup.gif biggrin.gif


ภาพนี้เป็นสภาพของแสงที่แตกต่างกันมาก ในที่นี้ผมอยากจะเดาว่าพี่อยากถ่ายภาพพี่หมาป่า แต่จุดโฟกัสและวัดแสงดันอยู่กลางภาพ
พอพี่กดชัทเตอร์แสงที่ด้านนอกซึ่งสว่างกว่าจึงทำให้ค่าแสงที่วัดได้สว่างเกินไป แสงในจุดที่มืดกว่าก็จะดูมืดไปด้วย
วิธีแก้ไขก็คือทำให้สภาพแสงนั้นสว่างหรือมืดพอๆ กัน ไอ้ครั้นจะให้เจ้าเสียวมาเอาร่มออกพี่หมาป่าก็คงบ่นร้อน ไอ้จะเอาร่มไปกางที่ถนนก็ทำไม่ได้
เทคนิคง่ายๆ ที่ใช้กันเรียกว่าการ Fill Flash คือการเปิดแฟลชถ่ายภาพครับ ถ่ายทั้งที่มันดูสว่างโต้งๆ นี่แหละ
การเติมแฟลชเข้าไปจะเป็นการเพิ่มแสงให้ส่วนที่มืด แล้วส่วนที่สว่างก็ถูกเซนเซอร์เก็บภาพออกมาเอง
หลายคนตั้งแฟลชแบบ Auto แต่ถ้าจะ Fill Flash ต้องตั้งแฟลชแบบเปิดตลอด จะตั้งแบบเต็มที่ (รูปสายฟ้า) หรือจะตั้งแบบแก้ตาแดง (รูปดวงตา) ก็ได้
ทริคหนึ่งสำหรับภาพนี้ จะเห็นว่าพี่ Dick อยู่ใกล้กับกล้องมาก การเปิดแฟลชอาจทำให้พี่ Dick สว่างมากเกินไป
ถ้าพี่ LEE ถอยมาสักนิดให้ระยะจากตัวแบบถึงกล้องอยู่ห่างสักเล็กน้อยแล้วใช้การซูมเข้าไปจัดภาพแบบเดิม
แสงของไฟแฟลชจะกระจายทำให้ภาพที่ได้ไม่ดูแข็งเกินไป อีกเทคนิคหนึ่งคือใช้อุปกรณ์ในการกระจายแสงปิดทับไว้ที่ไฟแฟลช
ทีนี้ถ้าต้องหาอุปกรณ์จะดูวุ่นวายกับภาพถ่ายใบเดียว ลองเอากระดาษขาวบางๆ (หรือใช้กระดาษทิชชู) มาบังตรงไฟแฟลชก็ใช้ได้แล้วครับ

ที่จริงยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกโดยเฉพาะการตั้งค่าวิธีการวัดแสง เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังดีกว่า ตอนนี้เอาวิธีแก้แบบง่ายๆ ก่อน
การใช้เทคนิค Fill Flash นี้ยังใช้ลบเงาที่ใบหน้าเวลาเราถ่ายภาพย้อนแสง หรือถ่ายในที่แสงจัดๆ ตอนเที่ยงวัน
ภาพถ่ายแสงสวยๆ ยามพระอาทิตย์ตกน้ำทะเลป๋อมแป๋ม เราถ่ายมาแล้วคนในภาพดำปื๋อ ฟ้าสวยแต่คนในภาพไม่พอใจก็ Fill Flash เข้าไปครับ
ถ่ายภาพตอนแดดแรงๆ เช่นเที่ยงวัน เงาของผม เงาของหมวก มาบังใบหน้า หน้าคนมืดตื๋อ Fill Flash ช่วยท่านได้
และถ้ายิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับ Functions แฟลชที่กล้องในมือให้มากขึ้น จะเล่นกับแฟลชได้สวยขึ้นไปอีก
เพราะเดี๋ยวนี้มี Function เปิดแฟลชแบบซอล์ฟ หรืออื่นๆ ให้เล่นอีกเยอะ
ใครเอาคู่มือกล้องทิ้งไปแล้วรีบไปหามาอ่านนะครับ ถ้าหาไม่เจอก็ถามหาที่อากู๋ (google) ดูครับหาไม่ยาก


ภาพนี้แสงข้างนอกสว่างมากเช่นกัน ผมก็ Fill Flash เข้าไปครับ

This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2019 Invision Power Services, Inc.