IPB

Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
> ไปเข้าคอร์สล้างพิษตับมาครับ
นายสาราพัด
post 1 July 2013, 01:45 PM
Post #1


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนายฮ้อยต่อที่ได้มาชักชวนผมไปร่วมเข้าคอร์สล้างพิษตับนี้

เริ่มมาจากคุณแม่ของนายฮ้อยต่อ ซึ่งมีอายุได้ 82 ปี ได้ไปเข้าร่วมคอร์สมาแล้วถึง 3 รอบ และพบว่ามีสุขภาพที่ดีขึ้น จึงได้จองคอร์สให้นายฮ้อยต่อไปเข้าร่วมที่จันทบุรี ซึ่งผู้ดำเนินการจัดคอร์สได้ไปทำการศึกษาวิธีการอย่างละเอียดจากที่สำนักศรีษะอโศก และมำมาเปิดดำเนินการที่จันทบุรีไปแล้วหลายรุ่น รุ่นที่นายฮ้อยต่อกับผมไปเข้าร่วมเป็นรุ่นที่ 12 แล้ว

ขอบอกว่าทั้งผมและนายฮ้อยต่อก่อนไปก็ไม่ได้ศรัทธาเท่าไรนัก แต่เมือคุณแม่นายฮ้อยต่อได้ดำเนินการให้ก็เลยขอไปลองดูให้เห็นกับตา คอร์สนี้เป็นคอร์ส 3 วัน 2 คืน(ศุกร์-อาทิตย์) จัดที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งมี่จันทบุรี พักห้องละ 2 คน

เราเดินทางกันแต่เช้าวันศุกร์ และไปลงทะเบียนกันประมาณเทียงวันศุกร์ จากนั้นก็รับเอกสาร





ผู้จัดได้เน้นย้ำให้เราปฏิบัติตามเวลาอย่างเคร่งครัด เพราะจะมีผลต่อการเข้าคอร์สอย่างมาก


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 1 July 2013, 02:16 PM
Post #2


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



มาต่อครับ
หลังจากนั้นก็เอาของไปเก็บที่ห้อง

ห้องพักดีมากครับ เตียงเดียว 2 เตียง ห้องน้ำสะอาด มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ วิวมองออกไปเห็นบึงน้ำสวยงามเลย ทำให้จิตใจสงบ สบาย

หลังจากนั้นก็ลงมานั่งฟังคำอธิบาย ในรายละเอียด บ่าย3 จึงเริ่มขั้นตอนการล้างพิษ
จะเห็นว่ามีการกินลิดท๊อกซ์ บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักว่าลืดท๊อกซ์คืออะไร
ลิดท๊อกซ์คือสมุนไฟรตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นไฟเบอร์และขยายตัวได้ในน้ำถึง 20 เท่า ของตัวมันเอง(คล้ายเม็ดมังลัก คล้ายบุก ) การรับทาน ให้ชงใส่ในเครื่องดืม คนให้ทั่วแล้วรีบดื่มก่อนที่จะขยายตัว หากรอจนขยายตัวจะดื่มยาก ในคอร์สผู้จัดให้ชงดืมในน้ำมะขาม กับน้ำฟันช์ผลไม้รวม(โดยส่วนตัว ผมกับนายฮ้อยต่อ ชอบน้ำมะขามมากกว่า)

จากนั้นก็ให้ดื่ม ดีเกลือ รสชาดของดีเกลือจะคล้ายๆ รสมะขามดิบ ออกเผื่อนๆ และขมเล็กน้อย คุณสมบัติของดีเกลือคือยาถ่าย ทั้งนี้เพื่อขับถ่ายเศษอาหารที่ตกค้างในกระเพาะอาหารออกไปให้หมด เพื่อหยุดการทำงานของตับและถุงน้ำดีชั่วคราว (การทำงานของกระเพาะอาหารหลังย่อยอาหารแล้วจะส่งเศษอาหารไปยังลำใส้เล็กระหว่างที่ส่งผ่านหูรูดกระเพาะอาหารส่วนล่างเข้าสู่ลำใส้เล็ก ตับจะส่งน้ำดีจากตับและจากถุงน้ำดีออกมาพร้อมกัน เมื่อไม่มีอาหารตับก็จะไม่ส่งน้ำดีออกมานั่นเอง)

จากนั้นเป็นการดีท๊อกซ์ด้วยน้ำกาแฟ ครั้งที่ 1 การดีท๊อกซ์คือการสวนลำใส้ใหญ่ด้วยน้ำ เพื่อให้เข้าไปชะล้างสื่งตกค้างให้ออกจากลำใส้ใหญ่ออกมา
ลำใส้ของคนเราแบ่งเป็น ลำใส้เล็ก มีความยาวประมาณ 7 เมตร จากนั้นต่อด้วยลำใส้ใหญ่ที่ยาวประมาณ 1 เมตร ระหว่างลำใส้เล็กกับลำใส้ใหญ่กั้นไว้ด้วยหูรูดแห่งหนึ่ง เพื่อกันไม่ให้เศษอาหารที่ย่อยแล้วเตรียมขับถ่ายจากลำใส้ใหญ่ย้อนกลับนั่นเอง

สำหรับน้ำที่ใช้สวนสำหรับผู้ชายจะมีปริมาณ 1400 สำหรับผู้หญิงจะปริมาณ 1300 การสอดท่อยางไม่ยากเลย โดยการสอดจะมีน้ำมันมะพร้าวให้ท่าที่ปลายสาย วางปลายสายให้ตรงช่อง แล้วดันเบาๆ จากนั้นตอนสอดจะลื่นเข้าไปเอง สอดเข้าไปประมาณ 1 นิ้วพอ

และจะมีท่าสำหรับสวนอยู่ 3 ท่า
1.ยืน
2.นั่ง
3.นอน
ผู้ที่ไม่เคยทำมาก่อนแนะนำท่านอนเป็นหลักครับ สำหรับผู้ที่เคยทำมาแล้วพบว่าท่ายื่นจะสะดวกสุดครับ

ผมทำมาหลายครั้งแล้วเลยเฉยๆ แต่นายฮ้อยต่อเพิ่งทำครั้งแรกครับ

หลังทำเสร็จออกมาคุยกัน นายฮ้อยต่อบอกติดใจแล้ว ไม่ยุ่งยากเลย ง่ายๆ ทำแล้วสบายท้องดี เบา

ที่สำคัญหลังจากสวนน้ำเข้าไปให้พยายามกลั้นไว้สักพักค่อยปล่อยออก


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
warlock
post 1 July 2013, 02:20 PM
Post #3





Group: ฝ่ายโครงการ
Posts: 2,127
Joined: 22 September 2010
From: Thailand
Member No.: 21,874



แม่กับพ่อผมก็เคยไปมาครับ...บอกว่าดีมากๆ
...ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง ไปรอบเดียวกันกับที่รายการคนค้นคนไปทำรายการ แต่เป็นที่จังหวัดอื่นครับ

แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นหลักสูตรของศีรษะอโศก หรือ สันติอโศก ที่พ่อกับแม่ผมไปมา

...แต่ที่พอจะทราบคร่าวๆ ประมาณ 5 วันนี่ เค้าให้งดอาหารหนักครับ
ดื่มแต่น้ำที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เป็นหลัก

...ไขมันที่ตกค้างในลำไส้ของแต่ละคน ออกมากันเป็นถังเป็นถังเลยครับ smile.gif


--------------------
โพธิ์ร่มสะสมใบ
ประชาได้อาศัยเงา
เหนื่อยล้าท่านทนเฝ้า
ประเทศฯ เราให้อยู่ดี

ร่มเย็นสิใดเปรียบ
ฤ.จะเทียบพระทัยนี้
ชนทั่วสยามมี
สุขอยู่ทั่วถิ่นแดนไทย


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สมาธิ
post 1 July 2013, 02:38 PM
Post #4


Co-Webmaster


Group: ผู้ช่วยผู้ดูแลชุมชน
Posts: 2,718
Joined: 10 December 2007
From: กทม.
Member No.: 3,341



รอติดตามต่อครับ... วันสุดท้ายหิ้วถัง..มาส่งการบ้านด้วย biggrin.gif


--------------------
"สิ่งวิเศษคอยหนุนนำผู้ประพฤติดี"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Dick
post 1 July 2013, 02:44 PM
Post #5





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 22,364
Joined: 8 January 2007
From: ชาวชุมชนคนรักมีด กทม.
Member No.: 2



รีดออกทางทางทวารหนักอย่างเดียวเหรอ ?
แล้วทวารเบาล่ะพิษไม่ใช่น้อย ? biggrin.gif


อิอิ ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ
ทวารเบาก็มีพวกนิ่วอ่ะ biggrin.gif


--------------------
มัจฉาร่วมข้อง
KRM Performance Mob. Tel. 0860113399
Line ID : krmp01
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 1 July 2013, 02:57 PM
Post #6


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



หลังจากนั้นตอนเย็นก็ลงมานั้งฟังวิทยากรพูดต่อ

มีการทานลิดท๊อกซ์ รอบที่ 2

จากการสังเกตุ ไม่มีอาหารหิวเลย

แล้วจึงพักผ่อน นอน

วันที่ 2 ตื่นแต่เช้า 6 โมง
ลงมาวัดค่าน้ำลาย ของผมกับนายฮ้อยต่อได้ 6.5 เท่ากัน
การวัดค่าPh ของน้ำลายจะบ่งบอกว่าในร่างกายคนเรามีค่าความเป็นกรด-ด่าง เพียงใด ค่าที่ 7 จะเป็นกลาง ต่ำกว่า 7 จะมีฤทธิ์เป็นกรด มากกว่า 7 จะมีฤทธิเป็นด่าง มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าหากร่างกายมีความเป็นกรดสูง บ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดี แต่หากเป็นด่าง เซลล์มะเร็งจะหยุดการเจริญเติบโต

จากนั้นมีการกลั้วปากด้วยน้ำมันมะพร้าว อันนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื่อโรคภายในปากได้ และยังเคลือบฟัน ดับกลิ่นปากได้ ถนอมเหงือกอีกด้วย

ต่อด้วยการออกกำลังกายเบาๆ มีการยืดเส้น นวดกล้ามเนื้อ พอได้เหงื่อนิดๆ

แล้วจึงไปแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรอุ่นร้อน และใช้สมุนไพรพอกหน้า ระหว่างนั้นก็ให้ดื่มน้ำชาข้าวกล้องงอก อีก 5 แก้ว
การแช่เท้าด้วยน้ำร้อนจะเป็นการกระตุ้นการทำงานทุกส่วนของร่างกาย เป็นที่ทราบกันว่าที่เท้าจะมีปลายประสาททุกส่วนของร่างกายอยู่(จากที่มีการนวดเท้า) การกระตุ้นที่ปลายประสาทนี้จะส่งผลให้ระบบของร่างกายเริ่มทำงานสอดคล้องกับระบบนาฬิกาชีวิต (ไว้จะนำภาพระบบนาฬิกาชีวิตมาลงอีกทีครับ) ส่งผลให้ระบบ การกินอาหาร การย่อยอาหาร การดูดซึมอาหาร การขับถ่ายอาหาร การพักผ่อน เข้าสู่ระบบนาฬิกาชีวิต เพื่อความสมบูรณ์แบบของระบบร่างกาย

ภาพนาฬิกาชีวิตครับ



การพอกหน้า เป็นการใช้สมุนไพรขัดเซลล์ที่ตายแล้วบนหน้าออกมา ดูดซึ้มของเสียที่ร่างกายสะสมที่เซลล์ผิวหนังออกมาทิ้ง ลดขนาดรูขุมขนให้เล็กลง เพิ่มความชุ่มชื่นบนผิวหน้าอีกด้วย นายฮ้อยต่อบอก หลังพอกหน้าเด็กลงอีกเยอะเลย

การดื่มน้ำชาข้าวกล่องงอก 5 แก้ว เป็นน้ำที่มีประโยช์นสูงได้รับการยอมรับ ดื่ม 5 แก้วเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ น้ำอร่อยจนอยากดื่มเพื่มอีก แต่ท้องไม่มีที่ว่างแล้วครับ

จากนั้นไปทำดีท๊อกซ์รอบ 2 รอบนี้นายฮ้อยต่อขอลองใช้ท่ายืนดูบ้าง ผลปรากฏ ติดใจ บอกง่ายดีครับ

แล้วจึงลงมาทานลิดท๊อกซ์ และนั่งฟังบรรยาย ปรากฏว่าสับงกกันหลายคน สงสัยเพราะตื่นเช้า วิทยากรเลยให้ไปนอนพักผ่อน และมาเจอกันตอนเทียง

เทียงวันที่ 2 มีการทานลิดทํอกซ์เป็นครั้งที่ 4 หลังจากนั้นให้ดื่มน้ำแอปเปิ้ลปั้นแยกกาก (อร่อยมาก ผมกับนานฮ้อยต่อสัดไปคนละ 2 แก้ว)

การสังเกตุไม่มีอาการหิวเลยครับ อิ่มๆ ท้อง

บ่าย3 ทานลิดท๊อกอีกรอบ แลั้วพักผ่อน

5 โมงเย็นดืมดีเกลือรอบ2 พอ 5 โมงครึ่ง จึงไปทำดีท๊อกซ์ และเริ่มเก็บสิ่งที่ขับถ่ายออกมาใส่ถัง ไว้ตรวจสอบ

2 ทุ่ม ทานดีเกลือ รอบ 3 (รอบนี้เริ่มมีคนเบื่อดีเกลือและไม่อยากทานบ้างแล้ว แต่พอวิทยากรบอกว่าเป็นรอบสุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ดื่มจนหมด)

4 ทุ่ม ดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ก่อนดื่มให้เขย่าแรงๆ ก่อน มีรสชาดมันๆ เปรี้ยวๆ อร่อยดีครับ ไม่น่ากลัวอย่างที่ได้ยินมาเลย ทานเสร็จวิทยากรให้เดินสักพัก อย่านั่ง อย่านอน เพราะน้ำมันมะกอก เมือเข้าสู่ร่างกายในปริมาณเยอะๆ จะรู้สึกพะอึด พะอม การเดินจะช่วยลดอาการได้ สักพักจึงไปนอนพักผ่อน


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 1 July 2013, 03:12 PM
Post #7


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



QUOTE (warlock @ 1 July 2013, 02:20 PM) *
แม่กับพ่อผมก็เคยไปมาครับ...บอกว่าดีมากๆ
...ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง ไปรอบเดียวกันกับที่รายการคนค้นคนไปทำรายการ แต่เป็นที่จังหวัดอื่นครับ

แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นหลักสูตรของศีรษะอโศก หรือ สันติอโศก ที่พ่อกับแม่ผมไปมา

...แต่ที่พอจะทราบคร่าวๆ ประมาณ 5 วันนี่ เค้าให้งดอาหารหนักครับ
ดื่มแต่น้ำที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เป็นหลัก

...ไขมันที่ตกค้างในลำไส้ของแต่ละคน ออกมากันเป็นถังเป็นถังเลยครับ smile.gif

น่าจะเป็นคนจัดที่ผ่านการอบรมจากศรีษะอโศกครับ เพราะเป็นคนเริ่มทำคอร์สล้างพิษตับนี้ ส่วนสันติอโศกตอนนี้ขายสมุนไพรในการล้างครับ


QUOTE (สมาธิ @ 1 July 2013, 02:38 PM) *
รอติดตามต่อครับ... วันสุดท้ายหิ้วถัง..มาส่งการบ้านด้วย biggrin.gif

ครับหิ้วมาทุกคน เพื่อดูว่ามีอะไรออกมาบ้าง

QUOTE (Dick @ 1 July 2013, 02:44 PM) *
รีดออกทางทางทวารหนักอย่างเดียวเหรอ ?
แล้วทวารเบาล่ะพิษไม่ใช่น้อย ? biggrin.gif


อิอิ ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ
ทวารเบาก็มีพวกนิ่วอ่ะ biggrin.gif

ครับพี่ คือของเสียในร่างกายจะแยกเป็น น้ำ กับ น้ำมัน
ในส่วนของน้ำ จะเป็นไต ที่เป็นตัวกรองและขจัดของเสียทิ้ง โดยส่วนใหญ่แคลเชียมจะอยู่ในน้ำ เมือไปถึงไต ไตจะขจัดแคลเซียมทิ้งไปพร้อมกับน้ำส่วนเกิน ทั้งทางผิวหนัง ทั้งทางปัสสาวะ แต่ทางผิวหนังถ้าเราไม่ออกกำลังกายให้เหงื่อออก การขจัดก็ทำได้น้อยทำให้มีตกค้างที่ไตเยอะ เช่นเดียวกันหากเราดื่มน้ำน้อยการขับที่ไตมีน้ำออกมาทางปัสสาวะน้อยก็ตกค้างที่ไต ที่ไตเมื่อมีการสะสมของแคลเชียมมากๆ ก็รวมกัน้เกิดเป็นก้อนนิ่วในไตครับ

ในส่วนของน้ำมัน จะเป็นถุงน้ำดี กับตับเป็นตัวกรองและขจัดของเสียทิ้ง หากระบบทำงานไม่เต็มที่หรือของเสียมีมาก ก็จะเิกิดตกค้างที่ตับและถุงน้ำดี เกิดเป็นก้อนนิ่วไขมันในถุงน้ำดี(ก้อนสีเหลื่องๆ ) หรือไขมันพอกตับ หรือนิ่วไขมันในตับ(ก้อนสีเขียว) นิ่วนี้เป็นก้อนไขมัน มีหลายขนาด มีลักษณะแข็ง แต่หากใช้แรงบีด แรงๆ จะแบนได้แต่ไม่แตก เหนียวๆ ครับ


ไว้มาต่อพรุ่งนี้นะครับ ขอไปทำธุระก่อน


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:24 AM
Post #8


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



มาต่อครับ

วันที่ 3 ตื่น 6 โมงเช้า ให้ทำดีท๊อกซ์ทันที และเก็บสิ่งที่ขับถ่ายออกมาใส่ถัง

จากนั้นลงไปกลั้วปากด้วยน้ำมันมะพร้าว และออกกำลังยืดเส้น ยืดสาย

แล้วจึงไปแช่เท้า กับพอกหน้า และดื่มน้ำธัญพืชร้อนๆ อีก 5 แก้ว

วันนี้สารภาพเลยว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากกินของอร่อยๆทั้งหลาย แต่ท้องไม้หิว เป็นแค่ความอยากเฉยๆ ครับ

พอ 10 โมงเช้า ก็ทำดีท๊อกซ์อีกรอบ เป็นรอบสุดท้าย และเก็บสิ่งที่ขับถ่ายออกมาใส่ถัง

จากนั้นเก็บของทั้งหมด ใส่รถรอเดินทางกลับ

ก่อนกลับทางคอร์สจัดอาหารเทียงให้ทาน 1 มื้อเป็นข้าวต้มข้าวกล้อง ทานกับไข่เจียว ผัดผักบุ้ง และปลาตัวเล็กทอดกรอบๆ
เมืออิ่มจึงมารอวิเคราห์ผล ของที่ร่างกายปล่อยออกมา ของผม มีนิ่วไขมันจากตับเม็ดสีเขียว นิ่วไขมันจากถุงน้ำดีเม็ดสีเหลือง ทั้งหมดมีขนาดเท่าหัวไม้ขีด ไขมันข้นๆจากตับ ตะกรั้นลำใส้นิดหน่อย ของนายฮ้อยต่อ มีนิ้วเม็ดทราย และตะกรั้นลำใส้ค่อนข้างเยอะ และมีแผ่นเซลล์เนื้อเยื้อนิดหน่อย (ซึ่งแผ่นเซลล์เนื้อเยื่อหากมีเยอะอาจจะรวมกันเป็นเซลล์ที่ผิดปกติและเป็นบ่อเกิดของเซลล์มะเร็งได้) คนอื่นบางคนมีพยาธิติดออกมากับตะกรั้นลำใส้ด้วย บางคนมีนิ้วไขมันเม็ดขนาดปลายนิ้วกลางออกมาประมาณ15 เม็ด มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งตัวเล็กนิดเดียวมีตะกรั้นลำใส้ออกมาเป็นเส้นยาวประมาณ1ฟุต 2-3 เส้นเลย

ทางคอร์สแนะนำว่าต้องกลับไปทำดีท๊อก เช้า-เย็น ต่ออีกอย่างน้อย5-7 วัน เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกมาให้หมด และทานยาคูลส์ กับแอคทีเวีย อีกอย่างน้อย 2-3 ครั้งเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในลำใส้

สรุป ตามความคิดของผมกับนายฮ้อยต่อ การไปเข้าตอร์สล้างพิษตับนี้ให้ประโยช์นมาก อยากแนะนำให้เพื่อนๆ ไปครับ


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:25 AM
Post #9


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



เอาข้อมูลมาให้อ่านเพิ่มเติมครับ

โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
สำหรับผมแล้วการถกเถียงกันเรื่องล้างพิษตับด้วยน้ำมันมะกอกนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันทั่วโลก และก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนบทความการล้างพิษตับนั้น ก็ได้ค้นหาข้อมูลในต่างประเทศที่โต้แย้งมาแล้วทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนช่วงเวลานี้จากเดิมที่มีกระแสค่อนข้างแรงตามลำดับแล้ว เมื่อรายการ "คน ค้น คน" ได้ออกอากาศเผยแพร่การล้างพิษตับของศีรษะอโศกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ที่มีการสัมภาษณ์ทั้ง อ.แก่นฟ้า แสนเมือง และ อ.ขวัญดิน สิงห์คำ ผู้บุกเบิกหลักสูตรนี้จนได้รับการตอบสนองเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้กระแสนี้แรงขึ้นไปอีกและเป็นไปตามคาด เรื่องที่กระแสแรงก็มักจะมีคนเข้ามาตรวจสอบเพื่อหาความจริงหรือจับผิดเป็นธรรมดา บ้างก็ตรวจสอบเพราะหวังดีกับประชาชน บ้างก็ไม่ได้รู้จริง บ้างก็ลองวิชา บ้างก็ต้องการโหนกระแสสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราน่าจะศึกษาหาคำตอบนี้ด้วย "ความจริง" ที่ไม่ใช่ "ความเชื่อ" ในทำนองเดียวกันคนที่สนับสนุนการล้างพิษตับเองก็ไม่ใช่ว่าจะหาคำตอบได้ทุกอย่าง
ความจริงแล้วในเรื่องสุขภาพในแพทย์ทางเลือกหลายอย่างดูจะเหมือนเป็นความเชื่อ (เช่นเดียวกับฝ่ายที่ต่อต้าน) แต่ผู้ที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับจำนวนมากมีรายงานที่มีผลตรวจทางการแพทย์ว่าได้รับผลดีเป็นที่ประจักษ์หลายด้าน ย่อมแสดงว่าการล้างพิษตับย่อมมีผลดีที่คนสามารถเลือกดูแลตัวเองได้ไม่น้อย และเมื่อมีคนได้ผลมากจึงทำให้มีการบอกต่อถึงความสัมฤทธิ์ผล หลายคนจึงเสนอให้ผู้ที่จัดหลักสูตรล้างพิษหรือในทางธรรมชาติบำบัดในเวลานี้รวบรวมสถิติข้อมูลที่เกิดขึ้นไปแล้ว เพื่อต่อยอดหาคำตอบให้ได้ในทางวิทยาศาสตร์ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพื่อช่วยให้คนได้สร้างบุญให้คนป่วยไม่เสียโอกาสล้างพิษตับเพียงเพราะหลงเชื่อข้อมูลหรือการจั่วหัวของผู้ต่อต้านที่ใช้ความเชื่อของตัวเองมาคัดค้านในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และพิสูจน์ไม่ได้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้หลายคนน่าจะสนใจและติดตามในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น จึงขออนุญาตรวบรวมผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบจากศูนย์ล้างพิษหลายแห่งเพื่อมาประกอบการพิจารณาเพื่อมาช่วยหาความจริงในการล้างพิษตับว่าอะไรคือผลดี อะไรคือผลร้าย อะไรคือความจริง และอะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอ ซึ่งคงใช้เวลามากกว่า 1 ตอนในการนำเสนอชุดนี้

เพื่อเป็นการยืนยันว่าผมเองตระหนักในเรื่องเหล่านี้ดี ผมขอเริ่มจากบทความที่ผมได้เขียนเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2555 แล้ว ในบทความที่ชื่อว่า "ตามหาความจริง...อะไรกันแน่ที่ออกมาจากการล้างพิษตับ !?" ซึ่งปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือที่ผมเขียนชื่อ "ปฏิวัติสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด กิน-ดื่มด่าง ล้างพิษตับ" ดังนี้ "ตามปกติแล้วเมื่อดูวิธีการในต่างประเทศ พบว่า การล้างลำไส้จะใช้เวลาอดอาหารนานกว่าการล้างพิษออกจากตับ แต่เมื่อมาผนวกกันจึงทำให้การล้างพิษตับต้องอดอาหารนานเพิ่มขึ้นไปด้วย แต่ข้อดีสำหรับผู้ที่เข้าหลักสูตรครั้งนี้จะมีความเข้าใจเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นว่าเมื่อล้างลำไส้จนสะอาดแล้วไม่เหลืออะไรแล้ว จึงทำให้มั่นใจว่าคืนสุดท้ายที่ล้างพิษตับจะมีผลิตภัณฑ์อีกชุดหนึ่งที่ออกมาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ออกมาจากลำไส้ ซึ่งก็ย่อมออกมาจาก ตับ หรือ ถุงน้ำดี และบางส่วนก็ต้องออกมาจากสิ่งที่เราดื่มเข้าไปในคืนสุดท้ายของหลักสูตรนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาคืนสุดท้ายที่มีการดื่มน้ำมันมะกอก 150 ซีซี ที่ผสมเขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำมะนาวอีก 150 ซีซี ในเวลา 22.00 น. - 22.30 น. ซึ่งความจริงแล้วตามตำราแพทย์อายุรเวทระบุแค่ว่าให้ดื่มน้ำมันพืชผสมกับน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ว่าน้ำมันมะกอกที่ผสมเขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำมะนาวนั้น เข้าไปทำอะไรกับร่างกายเรากันแน่?
ความเชื่อแรก เชื่อว่าน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ได้เข้าไปในท่อน้ำดี(ในช่วงเวลาที่ท่อน้ำดีเปิดกว้างที่สุดตามนาฬิกาชีวิต) แล้วเข้าไปดึงสิ่งตกค้างในถุงน้ำดีและตับออกมา เสมือนคราบน้ำมันในตับและถุงน้ำดีต้องล้างด้วยน้ำมันจึงจะสามารถเอาออกได้
ความเชื่อที่สอง เชื่อว่าน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ไม่ได้เข้าไปในตับและถุงน้ำดี แต่เชื่อว่าน้ำมันมะกอกเป็นลิพิดซึ่งกระตุ้นทำให้ตับและถุงน้ำดีซึ่งหยุดพักจากการย่อยอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง ได้ผลิตน้ำดีออกมาเพื่อย่อยน้ำมันมะกอกพร้อมๆกันจำนวนมาก จึงเป็นผลทำให้สิ่งตกค้างในตับและถุงน้ำดีจึงหลุดออกมาด้วย
ความเชื่อที่สาม เชื่อว่าน้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมะนาว เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วน้ำดีจะออกมาทำปฏิกิริยาเคมีที่มีลักษณะเป็นสบู่ที่เรียกว่า “Saponification” ที่เกิดจากไขมันหรือน้ำมันทำปฏิกิริยากับน้ำดีซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง

พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ 2 ความเชื่อแรกเชื่อว่า สูตร น้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมะนาวช่วยล้างพิษออกจากตับได้จริง แต่ความเชื่อที่สามกลับไม่เชื่อแต่เชื่อว่าเป็นสิ่งหลอกลวงและไม่น่าเชื่อถือ ความจริงแล้วการทำ"สบู่ก้อน"ที่ทำจากน้ำมันมะกอกนั้นต้องใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ซึ่งมีค่าเป็นด่าง (Alkaline) เข้มข้นสูงสุดถึง pH 14 ในอัตราส่วนน้ำมันมะกอก 100 กรัม และใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 12.46 กรัม จึงจะมีโอกาสทำเป็นสบู่ก้อนได้ แต่ความเป็นจริงน้ำดีของมนุษย์มีค่าความเป็นด่าง (Alkaline) ที่มีค่า pH เพียงแค่ 7.5 ถึง 8.8 ซึ่งห่างไกลจากค่าความเป็นด่างที่จะทำสบู่ก้อนที่ต้องมีค่า pH สูงถึง 14 จึงไม่น่าจะมีความสามารถพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาการทำเสมือนสบู่ก้อนได้ หากสมมุติทำได้อย่างมากก็เป็นแค่สบู่เหลวเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์ก้อนสีเขียว ที่มีการถ่ายออกมจากาการล้างพิษตับ จริงอยู่ที่ว่าที่มีการเรียกกันว่า "นิ่ว" นั้นอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะ"นิ่ว"ที่เป็นเหมือนก้อนหินนั้นต้องจมน้ำและไม่สามารถลอยน้ำได้ แต่ก้อนสีเขียวที่ลอยน้ำได้นั้นแท้ที่จริงแล้วน่าจะเป็น"ก้อนไขมัน"มากกว่าที่อาจมีการผสมทั้งน้ำดี (จึงทำให้เป็นสีเขียว) และบางส่วนอาจมาจากสิ่งที่ดื่มเข้าไป (น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว) และบางส่วนอาจผสมกับเป็นก้อนไขมันและผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ออกมาจากตับหรือถุงน้ำดีได้ด้วย ซึ่งก้อนเหล่านี้หากทิ้งไว้ในอากาศก็จะพบว่าจะค่อยๆละลายจนเป็นของเหลวได้จนหมด เพราะอย่างไรเสียเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เราดื่มเข้าไปนั้นคงต้องออกมาจากร่างกายในการขับถ่ายอย่างแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีสิ่งอื่นที่ออกมาด้วยหรือไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า

แม้ว่าจะยังความน่าสงสัยสำหรับคนที่ช่างสงสัยว่าสิ่งที่เป็นผลิตภัณฑ์ออกมานั้น เป็นเพียงการทำปฏิกิริยาระหว่างน้ำดีกับน้ำมันมะกอกที่ผสมกับน้ำมะนาวหรือไม่ แต่ก็มีเรื่องให้น่าคิดอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ดังนี้
1. ถ้าเป็นเพียงการทำปฏิกิริยาจากสิ่งที่ดื่มเข้าไปในคืนที่ดื่มน้ำมันมะกอกกับน้ำมะนาวแล้ว เหตุใดการล้างพิษตับในแต่ละครั้งจึงมีผลิตภัณฑ์ออกมาของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน และเหตุใดคนๆเดียวกันในการล้างพิษตับในแต่ละครั้งก็ได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น ก้อนสีเขียว วุ้นสีขาว แผ่นไขมันสีน้ำตาล หรือแม้แต่ไม่มีอะไรออกมาเลย ฯลฯ ?
2. ถ้าสิ่งที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีเฉพาะการทำปฏิกิริยากระหว่างน้ำมันมะกอกกับน้ำมะนาว แล้วเหตุใดในหลายกรณีจึงเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ที่ต้องผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีแต่เมื่อเข้าหลักสูตรล้างพิษแล้วกลับมีนิ่วจริงๆออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด โดยบางกรณีพบก้อนไขมันที่ลอยน้ำแต่เคลือบไว้ด้วยนิ่วที่เป็นก้อนหิน และเหตุใดในบางกรณีจึงมีกลิ่นเหม็นเน่า ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ได้มีการล้างลำไส้หมดแล้ว ในขณะที่หลายคนไม่มีกลิ่นใด และเหตุใดจึงมีบางคนได้มีผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นไขมันสีน้ำตาลหรือดำจำนวนมากเป็นนับเป็นกิโลกรัมซึ่งมากกว่าน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวที่ดื่มเข้าไป?
3. เหตุใดในกรณีจึงเกิดเหตุผู้ที่ป่วยในโรคตับ โดยเฉพาะโรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี จึงหายจากโรคนี้ได้เป็นจำนวนหลายคนโดยอาศัยการเข้าหลักสูตรล้างพิษอย่างเดียว โดยเฉพาะกรณีล่าสุด นายชัชชัย คาวีสุทธิกร ได้เข้าตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2554 พบไวรัสตับอักเสบ บีสูงถึง 18,100,000 IU/mL ต่อมาเข้าหลักสูตร 8 อ. (ล้างพิษตับ)ของชาวสันติอโศกไป 4 ครั้งเป็นเวลา 4 เดือน ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554 พบไวรัสตับอักเสบ บีลดลงเหลือ 20,400 IU/mL หลังจากนั้นจึงเข้าหลักสูตรล้างพิษตับอีก 5 ครั้ง ในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555 พบไวรัสตับบีลดลงเหลือเพียงแค่ 111 IU/mL ต่อมาจึงเข้าหลักสูตรล้างพิษเป็นครั้งที่ 12 พบว่าไวรัสตับอักเสบชนิด บี ลดลงเหลือเพียง 22 IU/mL เท่านั้น

แต่ที่น่าสนใจมีหลายคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษแล้ว มีผลตรวจทางการแพทย์ที่แสดงถึงดัชนีชี้วัดว่ามีสุขภาพที่ดีขึ้น !?"
ผมแปลกใจมากคนที่เรียกตัวเองว่านักวิทยาศาสตร์กลับตัดตอนบทความผมข้างต้นที่พูดถึงเรื่องที่ว่าก้อนสีเขียวที่ลอยน้ำไม่ควรเรียกว่านิ่วเท่านั้น แต่กลับมาใช้อ้างอิงเรื่องเล็กๆนี้เพื่อโจมตีในเรื่องใหญ่ว่าล้างพิษตับเป็นเรื่องหลอกลวง ทั้งๆที่เป็นสาระสำคัญในเรื่องนี้คือคนที่เคยเข้าหลักสูตรได้รับผลดีขึ้นอย่างไร และดีขึ้นจริงหรือไม่? และคนที่อ้างตนว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์กลับไม่ยอมอ้างอิงในส่วนที่ผมกล่าวถึงและตั้งข้อสังเกตว่าการเกิด "สบู่ก้อน"ทำไม่ได้เพราะน้ำดีมีค่าความเข้มข้นของด่างเพียงแค่ pH 7.5 - 8.8 และหลีกเลี่ยงข้อสังเกตุของผมที่ได้ตั้งคำถามเอาไว้ทั้ง 3 ประการข้างต้น ผมจึงเห็นว่าการโต้แย้งลักษณะนี้ไม่ใช่การโต้แย้งแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการเลือกใช้บางข้อมูลที่ไม่ครบในการนำเสนอเพื่อสนองอัตตาและอคติส่วนตัวเท่านั้น ไม่สมควรเป็นวิสัยของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี
นี่ขนาดยังไม่นับเลยว่าการล้างพิษตับน้ำมันมะกอกนั้นไม่ได้มีน้ำมันมะกอกอย่างเดียว ยังมีน้ำมะนาวอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นกรดซิตริกที่มีความเป็นกรดรุนแรงด้วย คำถามจึงตามมาด้วยว่าคำว่า “สบู่ก้อน”จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หากทำได้นั้นมีค่า pH เท่าไหร่ และหากเป็นสบู่จริงเมื่อถูแล้วเป็นฟองจริงหรือไม่?
ผมได้สอบถาม อ.แก่นฟ้า แสนเมือง ที่ริเริ่มหลักสูตรนี้และเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการทำสบู่ก้อนว่า ทำไมจึงไม่เคยเห็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต่อต้านในเรื่องนี้ได้แต่เขียนและพูด แต่ไม่ยอมพิสูจน์ให้สาธารณชนได้เห็นด้วยการทดสอบเอา NaOH ที่เจือจางจนใกล้น้ำดีคือ pH 7.5 -8.8 มาผสมกับน้ำมันมะกอก และมะนาว และ ดีเกลือ เพื่อมาทำ "สบู่ก้อน" ให้เราทดลองถูสบู่ก้อนนี้ให้ฟองกันให้สนุกไปเลย ดีเสียอีกร่างกายผลิตสบู่ก้อนเองได้ ไม่ต้องซื้อหาจากไหน? อ.แก่นฟ้า แสนเมือง ไม่ตอบอะไรมากได้แต่ ขำๆ เพราะที่จริงเราต่างรู้อยู่แก่ใจว่า ที่นักวิทยาศาสตร์ที่โจมตีในเรื่องนี้หากไม่มีความรู้และไม่เคยทำเรื่องการทำสบู่ก้อนมาก่อนเมื่อทดสอบแล้วคงรู้ผลแล้วว่าเป็นอย่างไรจึงมักจะเงียบไป และหากมีความรู้เรื่องทำสบู่ก้อนจริงก็คงไม่อยากทดสอบเพราะรู้อยู่แก่ใจเช่นกันว่ามันเกิดสบู่ก้อนไม่ได้เช่นกัน !!!!


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:26 AM
Post #10


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



จากผู้ที่ไปทำมาครับ

ผู้ที่ได้นำไปทำ : ได้ศึกษาจากตำราของ Andre Moritz และ คำบรรยายของคุณแก่นฟ้า-ขวัญดิน ใน youtube แล้วก็นำเอาวิธีการ มาลองปฏิบัติด้วยตัวเอง...โดยตรวจเช็คเลือดทุกๆ 3 เดือน ขณะนี้ได้ทำไปแล้ว 8 ครั้ง
สรุปผล
* ค่าใขมันในเส้นเลือดลดลง 15-20% และ SGOT & GPT ลดลง 10-12%
* น้ำหนักตัวลดลง 15-20 lbs
* อาการภูมิแพ้ (ที่เริ่มจะเป็นมากขึ้นในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา) ก่อนหน้านี้ หายไปเป็นปลิดทิ้ง อย่างน่ามหัศจรรย์

ปล. ตามปกติ ผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จะต้องมีการตรวจสอบ-ทดสอบให้เป็นที่แน่ใจก่อนที่จะเชื่อ
ตถตา

ผู้ที่ได้นำไปทำ : จากประสบการณ์ล้างพิษตับสองรอบ
รอบแรก ได้ ก้อนนิ่วขนาดประมาณ 0.2-0.3 มม. ประมาณไม่เห็น 20 ก้อน เมื่อกลับมา ดีท๊อกซ์ที่บ้านอีก 7 วัน เห็นว่า3วันแรกมีนิ่วออกมาอีกแต่ไม่สามารถนับได้ เพียงแต่มีความรู้สึกสบายตัวมากขึ้น จึงรู้สึกอยากทำการล้างพิษตับอีก โดยหวังว่าถ้าไปทำอีก อาการปวดหลังปวดขาปวดข้อกระดูกจากการกินยาเบาหวานมา 6-7 ปีคงทุเลาลง

เดือนถัดมา (เดือน เมษา 56).จึงมาล้างพิษตับรอบสอง
ผลการล้างพิษตับรอบสอง มี นิ่ว ขนาด เกือบ 2 ซม. ออกมาทั้งหมดเกิน 60 ลูก แผ่นวุ้นสีขาว (หมอนาที่ตรวจดู บอกว่า คือ เซลมะเร็ง) เกิน 50 ชิ้น
ซึ่งผมเองก็บอกไม่ได้หรอกว่า สิ่งที่ได้ออกมาจากล้างพิษตับคืออะไร แต่ดูแล้ว .สิ่งที่ได้จากการล้างพิษตับมีหลากหลายจนไม่น่าจะเป็นเพียง การที่น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวผสมกับน้ำดีเท่านั้น .ที่สำคัญ! สิ่งที่ได้ จากการล้างพิษตับของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ซึ่ง ถ้าหากสิ่งที่ได้นั้นคือ น้ำดี บวก น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวจริง ก็ควรออกมาเหมือนกันทุกคน แต่นี่กลับไม่ใช่! แต่เหนืออื่นใด ผมกลับได้รับผลดีอย่างสุดแสนวืเศษจากการที่อาการที่ผมได้รับจากการกินยาเบาหวานมา 6-7 ปี กลับหายเป็นปลิดทิ้งจากการล้างพิษตับรอบที่สองนี้เท่านั้นเอง (ตอนแรกผมแค่หวังว่า ล้างพิษตับ อีกหลายๆ ร้อยแก้ว ทุเลา อาการจากการกินยาเบาหวานได้เอง แต่นี่เกินคาด หายเหมือน 'ปลิดทิ้ง' เพียงจากการ ล้างพิษตับ รอบที่สองนี่เอง).ผมจึงตั้งใจจะ ล้างพิษตับ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีอะไรผิดปกติออกมา แล้วค่อยลดการล้างพิษลงเหลือปีละครั้ง
ตา


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:28 AM
Post #11


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



พอดีได้คุยแลกเปลี่ยนกับพี่ ในเรื่องเกี่ยวกับการยืนยันการล้างพิษด้วยผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ จึงขอนำมาลงให้อ่านกันครับ


รศ.นพ.อนัน คณะแพทย์ ม.ขอนแก่น โชว์หลักฐานไว้ชัด : เป็นภาพถ่ายการทำอัลตร้าซาวน์ ก่อนเข้าคอร์สล้างพิษ เห็นนิ่วในถุงน้ำดีชัดเจน หลังทำก้อนนิ่งหายไป
กรุณาเปิดดูนะครับ จะได้ทราบข้อมูลมากขึ้น จะได้ไม่ถูกคนไม่รู้ใส่ไฟให้เข้าใจผิดอีก รายการ ..คน ค้น ฅน.. ตอนที่ 2 (ออกอากาศวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556)
http://www.youtube.com/watch?v=ESX04BmVtXIm
ภายหลังจากที่มีผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตรล้างพิษตับได้มีสุขภาพที่ดีขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว ตามมาด้วยผลการสำรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ในผู้ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ 108 คน ของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ.2556 พบว่าผู้ที่มีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ, เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils สูงผิดปกติ, เกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ หลังเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพบว่า "ส่วนใหญ่"กลับมาเป็นปกติ ส่วนคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีพบว่าหลังรับเข้าการอบรมเชิงปฏิบัติการส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมีอาการดีขึ้น โดยเกือบครึ่งหนึ่งนิ่วในถุงน้ำดีหายไปทั้งหมด ส่วนที่เหลือที่มีอาการดีขึ้นก็พบว่านิ่วมีจำนวนน้อยลงหรือเล็กลง และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีนิ่วไม่เปลี่ยนแปลง (ซึ่งผลสำรวจเฉพาะประเด็นในเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีหายไปหรือลดน้อยหรือลดขนาดลงไปนั้น มีสถิติที่ใกล้เคียงกับการสำรวจในต่างประเทศ)

สาระสำคัญของการล้างพิษตับนั้นที่มีผลต่อสุขภาพผู้ที่เข้าหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการน่าจะอยู่ใน 4 หัวข้อ สำคัญคือ
1. อดอาหาร หรือ ลดปริมาณแคลอรี่ให้น้อยลงโดยปราศจากการย่อยกากอาหารในระยะเวลาที่กำหนด
2. ทำความสะอาดล้างลำไส้ ดึงสิ่งที่ตกค้างและหมักหมมออกมาให้มากด้วยการขับถ่ายให้มากกว่าปกติ
3. ดื่มน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวเพื่อ "ล่อ" ให้ "น้ำดี" ออกมาช่วยย่อยน้ำมันมะกอกมากๆ พร้อมกับนำสิ่งตกค้างในถุงน้ำดีและตับออกมาให้มาก แล้วขับ "น้ำดี" และสิ่งที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดีออกจากร่างกายด้วยการขับถ่ายให้มากและเร็วกว่าปกติ
4. ความคิดเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้พฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในการดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น ภายหลังจากที่ได้รับความรู้และข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น
เช่นเดียวกับการดื่มน้ำมันมะกอก 150 ซีซี ผสมกับน้ำมะนาว 150 ซีซี นั้นก็เพื่อใช้น้ำมันมะกอกซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี) มาล่อให้ตับและถุงน้ำดีขับ "น้ำดี" ให้ออกมาผ่านท่อน้ำดีมากๆเพื่อมาช่วยย่อยน้ำมันมะกอก โดยเอนไซม์ไลเปสที่ถูกผลิตออกมาจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ย่อยลิพิดในน้ำมันมะกอกให้แตกตัวกลายเป็นกรดไขมันเพื่อให้สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้ แต่เมื่อเราทานดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต)ไปล่วงหน้า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ดื่มน้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมะนาว ทำให้การดูดกลับของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ที่จะดูดน้ำดีกลับทำได้น้อยลงกว่าปกติ การดำเนินการดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการ "ขับน้ำดี"ออกให้มากกว่าปกตินั่นเอง

ก็มักจะเกิดคำถามมาว่าการขับน้ำดีออกให้มากมันดีตรงไหน !?
ก็ต้องมาดูองค์ประกอบของ "น้ำดี" ให้ชัดว่าคืออะไร ซึ่งก็คือ 1. คอเลสเตอรอลในเลือดและเซลล์ตับที่สะสมเอาไว้ 2. เกลือน้ำดี ซึ่งก็คือ Sodium Glycocholate และ Sodium Taurocholate ซึ่งก็ผลิตมาจากคอเลสเตอรอลอีกเหมือนกัน 3. รงควัตถุ (Bilie Pigment)ซึ่งผลิตมาจากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว ซึ่งส่งมาจากม้าม 4. ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) ซึ่งก็เป็นไขมันพวกเลซิติน ช่วยสลายนิ่วที่เกิดจากคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีและป้องกันไม่ให้เกิดนิ่ว 5. ไบคาร์บอเนต ไออน 6. น้ำ

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า องค์ประกอบของ "น้ำดี" ที่สำคัญก็คือไขมัน "คอเลสเตอรอล" ที่มาจาก "ตับ" และ "ถุงน้ำดี" นั่นเอง ดังนั้นเมื่อดูองค์ประกอบในเชิง "ไขมัน" แล้ว การขับ "น้ำดี" ออกให้มากจึงน่าจะเกิดประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการที่น่าจะทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น กล่าวคือ
1. เป็นการลดไขมันออกจากตับให้ลดลงโดยการขับน้ำดีออกให้มาก ซึ่งก็เป็นหลักการที่สอดคล้องกับการอดอาหารในการอบรมเชิงปฏิบัติการในการล้างพิษตับครั้งนี้
2. อาจทำให้ "ตะกอนหรือสิ่งที่ตกค้าง" ในตับและถุงน้ำดี หรือสารละลายที่อยู่ในรูปของไขมันออกมาได้ด้วย ในระหว่างการขับน้ำดีออกมาจำนวนมากกว่าปกติ ซึ่งในบางกรณีอาจรวมถึงนิ่วในถุงน้ำดีขนาดเล็กออกมาได้ด้วย
3. การที่ "น้ำดี" ออกมามากๆในระหว่างการอดอาหารและดื่มแต่น้ำผลไม้อาจทำให้คุณภาพน้ำดีในตับเปลี่ยนไป เมื่อตับขับน้ำดีออกมามากๆไปยังถุงน้ำดีอาจทำให้นิ่วคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีถูกละลายให้มีขนาดเล็กลงได้ จึงเกิดเหตุการณ์ที่ ศูนย์ล้างพิษบุญคณา จังหวัดขอนแก่น ตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์พบว่า มีอยู่กรณีหนึ่งมีนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งมีขนาด 3.7 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าท่อน้ำดีมากนั้น ก็สามารถหายไปได้หลังการเสร็จสิ้นกระบวนการล้างพิษตับ
เพื่อให้เรื่องการล้างพิษตับเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนาต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มที่จัดทำหลักสูตรล้างพิษตับที่ จังหวัดขอนแก่น ชื่อ "กลุ่มบุญคณา" นำโดย คุณณิชาภา พงศานรากุล ได้จัดหลักสูตรล้างพิษตับขึ้น และได้ทำการตรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ก่อนล้างพิษและหลังล้างพิษเพื่อเก็บสถิติ โดยได้รับการตรวจจาก รศ.นพ.อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์จาก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ผ่าตัดตับมามากที่สุดคนหนึ่งในลำดับต้นๆของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการสำรวจที่ทำให้เราได้เข้าใจได้มากขึ้นว่ามีคนหายป่วยจำนวนมากจริงหรือไม่และด้วยเหตุผลใด?

จากการจัดหลักสูตรผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับจำนวน 108 ราย ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน (สูตร อ.ขวัญดิน สิงห์คำ) โดยกลุ่มบุญคณา ได้จัดหลักสูตรมาแล้ว 4 รุ่น การตรวจวัดครั้งนี้ รศ.นพ.อนัน ศรีพนัสกุล ได้ตรวจพบคนที่มีความผิดปกติแล้วกลับมาเป็นปกติในการตรวจดังนี้

1. เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils ซึ่งสร้างจากไขกระดูก สามารถเคลื่อนที่ไปยังเนื้อเยื่อที่เกิดการอักเสบอีกด้วยโดยปกติ Eosinophil มีหน้าที่เกี่ยวข้องการตอบสนองต่อการติดเชื้อพยาธิ การแพ้ หรือ การอักเสบ โดยภาวะที่พบ Eosinophil สูงนั้น อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ เช่น ร่างกายเกิดอาการแพ้ (Allergic disorders) การติดเชื้อพยาธิ โรคผิวหนังบางชนิด เป็นต้น
Eosinophil มีหน้าที่ขจัดฤทธิ์ Histamine ในเลือด ซึ่ง Histamine นี้มักจะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับสารที่แพ้เข้าไปในคนที่เป็นภูมิแพ้ หรือเมื่อพยาธิเดินผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อทำให้มีHistamine ออกมามากในบริเวณเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย ค่าปกติอยู่ที่ 1% - 5% ถ้าสูงกว่าเกณฑ์ปกติหมายถึงเป็นพยาธิหรืออาจเกิดอาการแพ้
ผลปรากฏว่าในจำนวนผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับจำนวน 108 ราย มีอยู่ 19 ราย ที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อเข้าหลักสูตรแล้วจากจำนวน 19 รายนี้ได้ผลการวัดค่า Eosinophil ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติถึง 18 ราย และมี 1 รายเท่าเดิม

2. จำนวนเม็ดเลือดขาว (W.B.C.) เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญ คือ ต่อต้านการติดเชื้อ และกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายถ้าจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติจะบอกถึงภาวะการติดเชื้อการอักเสบในร่างกาย หรือถ้าสูงมากๆ จะตรวจพบในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว สำหรับจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ต่ำกว่าปกติ อาจพบได้ในภาวะการติดเชื้อในร่างกาย จำนวนเม็ดเลือดขาว ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะอยู่ในช่วง 4,000-12,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
ผลปรากฏว่าในจำนวนผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับจำนวน 108 ราย มีอยู่ 8 ราย ที่มีเม็ดเลือดข่าวต่ำกว่าปกติ แต่เมื่อเข้าคอร์สแล้วผลปรากฏว่าจากจำนวน 8 คน ที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกตินั้นได้มีจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนมากขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ปกติถึง 7 ราย และมีจำนวน 1 รายเท่าเดิม

3. เกล็ดเลือด (Platelet) เป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือด (ในกระแสเลือดมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด) มีหน้าที่สำคัญทำให้เลือดอยู่ในภาวะปกติ ถ้าเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติจะหมายถึงว่าเลือดหยุดยาก แต่ถ้าเกล็ดเลือดสูงกว่าปกติจะหมายถึงเลือดแข็งตัวง่าย แต่ถ้าแข็งตัวง่ายไปก็อาจเป็นสาเหตุการอุดตันของเส้นเลือดได้ ทั้งนี้ค่าปกติของเกล็ดเลือดคือ 150,000 ถึง 450,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เมื่อเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร จะมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก โอกาสที่เลือดจะออกได้เองโดยไม่มีบาดแผล เกิดเมื่อเกล็ดเลือดเหลือน้อยกว่า 20,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
ผลปรากฏว่าในจำนวนผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับจำนวน 108 ราย มีอยู่ 9 ราย ที่มีเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ แต่เมื่อเข้าคอร์สแล้วผลปรากฏว่าจากจำนวน 9 ราย ที่มีเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกตินั้นได้มีจำนวนเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นจนกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติถึง 6 ราย และมีเกล็ดเลือดดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่าปกติอยู่ 2 ราย และลดลงเล็กน้อย 1 ราย

4. นิ่วถุงน้ำดี อัลตร้าซาวด์จากจำนวน 108 ราย พบนิ่วในถุงน้ำดีจำนวน 15 ราย หลังเข้าคอร์ส นิ่วหายไป 7 ราย (โดยเฉพาะเม็ดเล็กๆ) แต่ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่าในจำนวนนี้มีนิ่วขนาด 3.7 เซนติเมตรหายไป 1 ราย นิ่วมีขนาดเล็กลงและหรือลดจำนวนลง 5 ราย และในจำนวนนี้มีนิ่วขนาด 2.2 เซนติเมตรลดลงเหลือ 1.2 เซนติเมตร จำนวน 1 ราย และมี 3 รายมีจำนวนนิ่วและขนาดเท่าเดิม

ดังนั้นการล้างพิษตับในหลักสูตรนั้น นอกจากจะพิสูจน์ได้ด้วยประจักษ์พยานมากมายที่ได้ผลต่อสุขภาพร่างกายตนเองแล้ว ยังสามารถพิสูจน์ได้ด้วยผลทางการแพทย์อีกด้วย
การ "เริ่มต้น" สำรวจการตรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ของผู้ที่เข้าหลักสูตรล้างพิษทั้งก่อนและหลังจำนวน 108 คนระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2556 โดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อนัน ศรีพนัสกุล ซึ่งสรุปได้ว่ามีคนที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ คนที่มีเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil สูงผิดปกติ เกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมีอาการดีขึ้นหลังล้างพิษตับ และคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง นิ่วในถุงน้ำดีหายไปเมื่อล้างพิษตับ และส่วนที่เหลืออีกจำนวนมากมีนิ่วที่เล็กลงหรือมีจำนวนน้อยลง และมีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีสภาพนิ่วในถุงน้ำดีเหมือนเดิม

เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏข้างต้นจึงต้องให้แพทย์อธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้มีคนเหล่านี้และรวมถึงคนอีกจำนวนมากมีอาการเจ็บป่วยน้อยลงหรือหายจากอาการเจ็บป่วย ก็ได้อ้างอิงคำอธิบายจากแพทย์แผนปัจจุบัน 3 คน ดังนี้คือ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ สำเริง รัตนระพี อาจารย์แพทย์จากภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, นายแพทย์ คณิณ ไตรพิพิธสิริวัฒน์ ผู้อำนวยการ Holistic Medical Center, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรองศาสตราจารย์นายแพทย์อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์และมีประสบการณ์สูงจากการผ่าตัดตับและถุงน้ำดีจาก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถือว่าเป็นแพทย์ที่มีจิตใจเปิดกว้างกับแพทย์ทางเลือก ยากที่จะหาได้ในยุคนี้

แพทย์แผนปัจจุบัน 3 คน ต่างยืนยันตรงกันว่าการที่ใช้น้ำมันมะกอกในหลักสูตรล้างพิษตับนั้น คือการล่อ"น้ำดี"ออกมาเป็นจำนวนมากและสามารถนำพาสิ่งที่ตกค้างอยู่ในตับและถุงน้ำดีออกมาด้วยการขับถ่ายได้ นอกจากนี้ การขับ"น้ำดี" ได้ก็ยังมีประโยชน์อีกด้านเพราะ "น้ำดี"มีองค์ประกอบสำคัญคือไขมันและคอเลสเตอรอลชั้นเลว Low Density Lipoprotein (LDL) ด้วยหลักการเพียงแค่นี้ก็เป็นคำอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้คนที่เข้าหลักสูตรมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แล้ว


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:29 AM
Post #12


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



สาเหตุที่ทำให้ตับ และถุงน้ำดีมีปัญหา
1. กินอิ่มมากเกินไป
2. กินอาหารรสจัด
3. กินไขมันมากเกินไป
4. กินเนื้อสัตว์หรือโปรตีนจากผลิตภัณฑ์อื่น มากเกินไป
5. ดื่มเหล้า สูบบุหรี่
6. กินอาหารสุกๆดิบๆ เช่น ปลาร้าดิบ ลาบดิบ ก้อยดิบ เนื้อส้ม ปลาส้ม กุ้งเต้น เป็นต้น
7. ดื่มน้ำน้อย

อาการที่บ่งบองว่ามีนิ่วในตับและถุงน้ำดี
สารพิษต่างๆ ที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ทั้งจากการรับประทานอาหาร (สารกันบูด สารปรุงรส ยาฆ่าแมลง เชื่อรา) การสูดดม การซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้แต่สารพิษที่ร่างกายผลิตเอง สารพิษทั้งหมดนี้จะถูกส่่งไปที่ตับ เพื่อทำการขจัดสารพิษ ถ้าตับทำงานไม่ทัน สารพิษเหล่านี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดและเคลื่อนที่ไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายทำให้ เราเกิดโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆมากมายตามมา

ผู้มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก อาจจะมีอาการบ่งบอกได้บางอย่าง...ดังต่อไปนี้
1. ไม่อยากอาหาร ไม่หิวอาหาร (Low appetite)
2. หิวตลอดเวลา (Food cravings)
3. ภาวะการย่อยอาหารผิดปกติ (Digestive disorders)
4. ท้องร่วง (Diarrhea)
5. ท้องผูก (Constipation)
6. อุจจาระมีสีโคลน (Clay-colored stool)
7. ไส้เลื่อน (Hernia)
8. ท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร (Flatulence)
9. รีดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)
10. ชาทางด้านซีกขวาของร่างกาย (Dull pain on the right side)
11. หายใจลำบาก (Difficulty breathing)
12. โรคตับแข็ง (Liver cirrhosis)
13. โรคตับอักเสบ (Hepatitis)
14. ภาวะติดเชื้อง่าย (Most infections)
15. โคเลสเตอรอลในเลือดสูง (High cholesterol)
16. โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)
17. โรคหัวใจ (Heart disease)
18. ผิดปกติทางสมอง (Brain disorders)
19. แผลที่ปลายลำไส้เล็ก (Duodenal ulcers)
20. คลื่นเหียน อาเจียน (Nausea and vomiting)
21. เป็นคนอารมณ์ร้าย โมโหฉุนเฉียวง่าย (A “bilious”or angry personality)
22. มีแต่ความหดหู่ เก็บกด (Depression)
23. หย่อนสมรรถภาพ ทางเพศและอื่นๆ (Impotence)
24. มีปัญหาทางเพศศักยภาพอื่นๆ (Other sexual problems)
25. โรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostate diseases)
26. ปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะ (Uninary problems)
27. ภาวะการขาดสมดุลทางฮอร์โมน (Hormonal imbalances)
28. ประจำเดือนผิดปกติ (Menstrual and menopausal disorders)
29. มีปัญหาในการมองเห็น (Problems with vision)
30. ตาบวม มีถุงน้ำใต้ตา (Puffy eyes)
31. มีความผิดปกติทางผิวหนัง (Any skin disorders)
32. ดำช้ำบริเวณหลังมือและใบหน้า/มีฝ้า กระและจุดด่างดำต่างๆ (Liver spots, especially those on back hands and facial area)
33. วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม (Dizziness and fainting spells)
34. กล้ามเนื้อหย่อนยาน (Lose of muscle tone)
35. น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ (Excessive weight or wasting)
36. ปวดบริเวณไหล่และหลังอย่างแรง (Strong shoulder and back pain)
37. ปวดในกระดูกหัวไหล่และหรือบริเวณกระดูกหัวไหล่ (Pain at the top of a shoulder blade and/or between the shoulder blades)
38. ใต้ตามีสีดำคล้ำ (Dark color under the eyes)
39. เป็นโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติทางสีผิว (Morbid complexion)
40. ลิ้นขาววาวหรือเหลือง (Tongue that is glossy or coated in white or yellow)
41. โรคกระดูกสันหลังคด (Scoliosis)
42. โรคเกาต์ (Gout)
43. ชาบริเวณไหล่ (Frozen shoulder)
44. คอแข็ง (Stiff neck)
45. โรคหอบหืด (Asthma)
46. ปวดศีรษะ และอาการปวดศีรษะข้างเดียว (Headaches and migraines)
47. มีปัญหาทางเหงือกและฟัน (Tooth and gum problems)
48. ตาเหลือง ผิวเหลือง (Yellow of the eyes and skin)
49. อาการปวดร้าวไปตามขา ชาตามเส้นประสาท (Sciatica)
50. ชา อัมพาตตามขา (Numbness and paralysis of the legs)
51. โรคข้อต่ออักเสบ (Jiont diseases)
52. โรคปวดเข่า (Knee problems)
53. โรคภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)
54. ภาวะอ้วนเกิน อ้วนผิดปกติ (Obesity)
55. เหนื่อยอ่อนเรื้อรัง (Chronic fatigue)
56. โรคเกี่ยวกับไต (Kidney diseases)
57. โรคมะเร็ง (Cancer)
58. อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อตามร่างกาย เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ ภาวะสมองกระด้าง โรคหนังแข็ง (Multiple Sclerosis and fibromayalgia)
59. โรคอัลไซเมอร์ (หลงๆลืมๆ) (Alzheimer’s diseases)
60. เย็นตามแขนขา (Cold extremities)
61. เนื้อตัวร้อนเกินปกติและมีเหงื่อออกบริเวณร่างกายท่อนบน (Excessive heat and perspiration in the upper part of the body)
62. ขนเป็นมันและร่วง (Very greasy hair and loss)
63. แผลหายช้า (Cuts or wounds and keep bleeding and don’t want to heal)
64. นอนไม่หลับ นอนหลับยาก (Difficulty sleeping, insomnia)
65. ฝันร้าย (Nightmares)
66. ขัดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Stiffness of joints and muscles)
67. มีอาการร้อน (Hot and cold flashes)

อาการดังกล่าวเหล่านี้ แสดงว่าตับทำงานเฉื่อยลง มีการคั่งของสารพิษที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายภายในตับ สารพิษเหล่านี้จะทยอยไหลผ่านไปตามเส้นเลือด และส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ... การล้างพิษตับ ขับสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในตับออกมา เมื่อตับสะอาดขึ้น การทำงานของตับก็จะดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยส่งผลทำให้อาการของโรคดังกล่าวข้างต้น สามารถทุเลาเบาบางลงหรือหายดีขึ้นได้


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 2 July 2013, 10:31 AM
Post #13


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



จบแล้วครับ ยาวนิดนึงนะครับ tongue.gif tongue.gif tongue.gif

เพียงแต่คิดอยากมอบสิ่งดีดีให้กับเพื่อนครับ

สรุปอีกที
การล้างพิษตับ ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นกระบวนการกรรมวิธีในการขับสารพิษที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย (ในตับ ในถุงน้ำดี ในท่อน้ำดีตับ ในลำไส้) นั้นออกมา ซึ่งพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายของเรานี้เอง ที่มักจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งถือเป็นการดูแลสุขภาพของเราทางหนึ่ง ให้ฟื้นฟูกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิมหรือดีเท่าที่ควรจะเป็น

ประโยชน์จากการล้างพิษตับ
สรุปภาพรวมคร่าวๆสำหรับประโยชน์ในการล้างพิษตับ ...
- ช่วยลดน้ำหนัก เพราะหนึ่งในขั้นตอนการล้างพิษตับนั้นคือต้องอดอาหาร
- ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น เพราะตับสะอาดขึ้น
- ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย
- ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง
- ช่วยบรรเทาความรุนแรงของหวัด หรืออาการภูมิแพ้
- เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
- ช่วยลดการสะสมของไขมันที่พอกตับ และลดการเกาะตัวของไขมันที่บริเวณผนังหลอดเลือด
- ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง
- ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น ปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง

ขอบคุณมากครับ


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mor
post 2 July 2013, 11:01 AM
Post #14





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 6,666
Joined: 17 April 2009
From: หนองคาย
Member No.: 8,994



อาจไม่เกี่ยวกับการคอร์สล้างพิษนี้ แค่เล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟังกัน.....

ในสมัยผมเด็กๆ จำได้ว่าที่วัดตาลล้อม หนองมน มียาที่ท่านเจ้าอาวาสสมัยนั้นทำไว้ เรียกว่า "ยาอายุวัฒนะ หรือยาลุ"
"ยาลุ" เป็นยาน้ำตำรับสมุนไพรที่ให้ผลในทางยาระบาย กินตอนก่อนนอนแล้วตื่นเช้ามาก็ถ่ายหนักตามปกติ
ผู้ใหญ่จะให้กินทุกเดือน โดยกินต่อเนื่องกันสองสามวัน
ความเชื่อก็คือว่าสมุนไพรเหล่านั้นจะช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีที่ตกค้างอยู่ในร่างกายให้ออกมา
หลังถ่ายหนักออกไปแล้ว ร่างกายจะสดชื่นขึ้น และสร้างสิ่งดีดีขึ้นมาทดแทน
ตอนโตขึ้นมาอีกหน่อย ผู้ใหญ่จะบอกให้ไปกิน "ยาน้ำระดมพล"
ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน และก็ให้ผลเช่นเดียวกัน
ที่บอกมาเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
แม้ผมจะไม่มีปัญหาในการถ่ายหนักในแต่ละวัน
แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตุเห็นคือเดี๋ยวนี้จะเหมือนถ่ายไม่หมดท้อง
อาจเป็นที่สุขภาพของเราเอง หรืออาหารที่กินเข้าไปก็ตาม
ทำให้เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมนึกถึง "ยาน้ำระดมพล" และได้ไปซื้อมาไว้กินอีกครั้ง laugh.gif


--------------------
*********************************

มิตรภาพได้มาง่าย แต่ดูแลยากฉะมัด!!!!
www.siamancient.com
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สมาธิ
post 2 July 2013, 11:59 AM
Post #15


Co-Webmaster


Group: ผู้ช่วยผู้ดูแลชุมชน
Posts: 2,718
Joined: 10 December 2007
From: กทม.
Member No.: 3,341



thumbsup.gif thumbsup.gif

หลายครั้งเรารับเข้า แต่ไม่ได้เอาออก...หรือเอาออกแต่ไม่หมด
ไป คอร์ส อย่างนี้ นานทีปีหน ถือว่าไปให้เวลาดูแลตัวเอง เล็กๆน้อยๆ...

หาเวลาไปบ้างดีกว่า... ทำงานประจำมาไม่มีเวลาเข้า คอร์สอย่างนี้เลย...


--------------------
"สิ่งวิเศษคอยหนุนนำผู้ประพฤติดี"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 3 July 2013, 09:12 AM
Post #16


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,534
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



กำลังคุยกับนายฮ้อยต่อครับ ว่าอยากจัดเป็นของกลุ่มพวกเราเองสักครั้ง รับประมาณ 40 คน(20ห้อง) เวลาว่างเราก็นั่งคุยกัน เหมือนไปพักผ่อน ไปล้างสารพิษด้วยกัน วิชาการก็มีบ้างแต่ไม่ต้องมาก เน้นเฮฮาครับ ใครสนใจลงชื่อไว้ก่อนก้ได้ครับ
smile.gif smile.gif smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
จุ๊จิ๊
post 4 July 2013, 05:11 PM
Post #17





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 628
Joined: 11 November 2011
Member No.: 69,316



ผมลองล้างลำไส้ที่บ้านไปรอบนึง ยังไม่อาจหาญถึงล้างพิษตับ เพราะอ่านเจอมาว่าเรื่องนิ่วอาจคาท่อได้ เด๋วจะงานเข้า

กลัวจริง ๆ ครับเคยปวดท้องเพราะนิ่วมาแล้ว อาการหนักมากช่วยตัวเองไม่ได้ ใช้จิบชาหญ้าหนวดแมวนาน ๆ ที

เหมือนจะช่วยได้ดีในเรื่องนิ่ว ๆ ไม่รู้ช่วยนิ่วในตับได้บ้างรึเปล่า confused.gif


--------------------
ปลากระดี่...ได้น้ำ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Dick
post 4 July 2013, 09:25 PM
Post #18





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 22,364
Joined: 8 January 2007
From: ชาวชุมชนคนรักมีด กทม.
Member No.: 2



QUOTE (จุ๊จิ๊ @ 4 July 2013, 05:11 PM) *
ผมลองล้างลำไส้ที่บ้านไปรอบนึง ยังไม่อาจหาญถึงล้างพิษตับ เพราะอ่านเจอมาว่าเรื่องนิ่วอาจคาท่อได้ เด๋วจะงานเข้า

กลัวจริง ๆ ครับเคยปวดท้องเพราะนิ่วมาแล้ว อาการหนักมากช่วยตัวเองไม่ได้ ใช้จิบชาหญ้าหนวดแมวนาน ๆ ที

เหมือนจะช่วยได้ดีในเรื่องนิ่ว ๆ ไม่รู้ช่วยนิ่วในตับได้บ้างรึเปล่า confused.gif




น่าเห็นใจอ่ะครับ biggrin.gif


--------------------
มัจฉาร่วมข้อง
KRM Performance Mob. Tel. 0860113399
Line ID : krmp01
Go to the top of the page
 
+Quote Post
จุ๊จิ๊
post 5 July 2013, 01:43 PM
Post #19





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 628
Joined: 11 November 2011
Member No.: 69,316



laugh.gif


--------------------
ปลากระดี่...ได้น้ำ
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 31 July 2014, 02:11 AM
Mocha v1.2 Skin © Bytech Web Design