IPB

Welcome Guest ( Log In | Register )

3 Pages V   1 2 3 >  
Reply to this topicStart new topic
> พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู หนังสือของที่ผู้มีใจรักกีฬากลางแจ้งของลูกผู้ชาย, มาลงเพิ่มเติมแล้วครับ ตอนที่ 36 " สตูว์เต่า ขึ้นราคา "
นายสาราพัด
post 20 September 2011, 09:25 PM
Post #1


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



ใกล้จบแล้วครับ ทั้งหมดมี 38 ตอน

เอามาลงเพิ่มเติมแล้วครับ ตั้งใจมาลงเพิ่ม สัปดาห์ละ 1 ตอน ติดตามกันได้ครับ


ด้วยความตั้งใจที่จะให้ชุมชนคนรักมีด เป็นเหมือนหนังสือ หรือนิตยสารเล่มหนึ่ง ที่จะมีเรื่องราวต่างๆ บรรจุอยู่ หลากหลายรสชาด
ทั้งสาระ บันเทิง วรรณกรรม และเรื่องหน้ารู้ต่างๆ
ผมจึงได้ค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจ เอามาบรรจุลงไว้
ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ บรรดาท่านผู้รู้ที่ได้เขียนเรื่องราว บทความ ตลอดจนท่านผู้แต่ง ผู้แปล ที่ทำให้เราได้มีเรื่องราว หนังสือ และบทความดีๆอ่าน
ขอขอบคุณครับ
นายสาราพัด

วันนี้หลังจากเสร็จงาน ผมรีบกลับมาบ้านเพื่อจัดเตรียมเรื่องราวให้เพื่อนๆ ได้อ่าน ดูเวลาแล้วเลยตัดสินใจ ตั้งกระทู้เลยดีกว่า

พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู
'ใครที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะรู้ซึ้งเชียวว่า
วัยเยาว์ของผมนั้นงดงามนัก'
โรเบิร์ต รูอาร์ค

หนังสือเก่าที่...หยิบขึ้นมาอ่านอีกทีไรก็ให้ทั้งความรื่นรมย์
และความอิ่มเอมใจไปพร้อมกันทีนั้น...
เป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างผู้เฒ่ากับเด็กน้อย...
กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว...
เป็นความผูกพันอันลึกซึ้งที่ไม่มีช่องว่างใด ๆ มาขวางกั้น...
แม้กระทั่งความตาย...

ส่วนหนึ่งจากคำนำค่ะ
'...โรเบิร์ต รูอาร์ค เขียนเรื่องนี้ได้อย่างละเมียดละไมน่าอ่าน
ถึงชีวิตในวัยเด็กกับคุณตาผู้เฒ่า
ผู้ได้ประจงสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแก่เขา
ทั้งจริยธรรม มโนธรรม คุณค่าของความเป็นมนุษย์นานัปการ
อีกทั้งการล่าสัตว์ ซึ่งจะล่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการล่าอย่างแท้จริง...'
คำแนะนำจาก บล๊อคของคุณแม่ไก่

ผมเองก็มีความเห็นไม่แตกต่างไปจากคุณแม่ไก่เลย

หนังสือเล่มนี้ ผมจะหยิบขึ้นมาอ่านทุกครั้งที่ จิตใจอยู่ในภาวะอ่อนล้า ไม่อยากทำอะไร
หลังจากได้อ่านแล้ว เหมือนเป่าลมให้หัวใจพองโต จากนั้นหัวใจของผมก็พร้อมออกเดินทางอีกครั้ง
ขอเชิญติดตามกันเลยครับ smile.gif smile.gif smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 20 September 2011, 09:26 PM
Post #2


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



คำนำ

เรื่องพ่อเฒ่ากับเจ้าหนูเป็นเรื่องทำนองชีวประวัติของนายพราน นักประพันธ์ชาวอเมริกัน โรเบิร์ต รูอาร์ค เขียนเรื่องนี้ได้อย่างละเมียดละไมน่าอ่านถึงชีวิตในวัยเด็กกับคุณตาผู้เฒ่า ผู้ใดประสงสอนทุกสิ่งทุกอ่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแก่เขา ทั้งจริยธรรม มโนธรรม คุณค่าขอความเป็นมนุษย์นานัปการ อีกทั้งการล่าสัตว์ซึ่งจะล่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการล่าอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันนั้นผู้เขียนก็บรรยายถึงธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งอ่อนโยนและสวยงามยิ่งนัก
สำนักพิมพ์ดวงตา หวังว่า ท่านคงจะอ่านหนังสือเล่นนี้ด้วยความประทับใจ และอย่าลืมให้บุตรหลานของท่านอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อเขาถึงวัยที่พอจะอ่านได้แล้วด้วย เพื่อเด็กๆของท่านจะได้เติบโตเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตาธรรม เป็นพลเมืองดีของชาติสืบไป

สำนักพิมพ์ดวงตา


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 20 September 2011, 09:51 PM
Post #3


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 1

สภาพบุรุษตัวน้อย

พ่อเฒ่ารู้อะไรเจนจบแทบทุกอย่างแต่ก็ไม่ทำอมภูมิให้คนรำคาญ ผมหมายความว่าพ่อเฒ่าไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เคยไปเที่ยวอัฟริกามาหนหนึ่งเมื่อยังเด็ก เคยไปยิงเสือในอินเดียมาแล้วตัวสองตัว เคยไปรบทัพจับศึกกับเขาก็หลายหนหลายแห่งอยู่ แต่พ่อเฒ่าก็ยังเล่าให้หลานฟังได้ถึงเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เป็นต้นว่าเพราะอะไรนกคุ่ม (QUAIL) จึงจับกลุ่มหลับเบียดกันเป็นวงกลมทุกคืน หรือเพราะอะไรไก่งวงจึงบินขึ้นเขาอยู่เสมอ

รูปร่างหน้าตาพ่อเฒ่าไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก หูใหญ่กาง มีหนวดสั้นหร็มแหร็มเป็นคราบสีเหลืองจาก เพราะควันยาสูบรม สูบกล้องก้านโค้งและยิงปืนแบบเก่าซึ่งมีลักษณะคร่ำคร่าเหมือนตัวพ่อเฒ่าเอง พ่อเฒ่าสวมกางเกงยับย่นและถ่มน้ำลายได้ทั้งตรงทั้งไกลตามแบบที่เขาถ่มข่มกันในสมัยนั้น สมัยที่ชายฉกรรจ์ยังเคี้ยวยาสูบแอ๊ปเปิ้ลกันเป็นว่าเล่น

ผมชอบพ่อเฒ่ามากตรงที่ว่า พ่อเฒ่าเต็มใจเล่าให้ฟังทุกอย่างที่พ่อเฒ่ารู้ และไม่เคยคิดจะวางก้ามทำใหญ่กับเด็ก คือตัวผม ซึ่งอยากรู้อยากเห็นไปทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่อยู่มานานจนแก่อย่างพ่อเฒ่านั้น ผ่านชีวิต รู้อะไรมามาก รู้มาเสียจนลืมว่าเคยรู้ เพราะความรู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตลอดระยะเวลายาวนาน คนแก่มักจะลืมไปว่าเด็กนั้นยังอ่อนนัก ยังไม่รู้ว่าทันโลกเท่าคนแก่ คนแก่จึงคร้านที่จะบอกเล่าอะไรต่ออะไรที่ได้เรียนรู้มา ลืมนึกไปว่ายังมีคนอีกมากอยากรู้ในสิ่งที่ตนรู้มาแล้ว จนลืมเสียสนิทว่าความจริงมันก็เป็นเรื่องน่ารู้สำหรับคนไม่เคย

อย่างวันนั้น พ่อเฒ่ากับผมเรียกหมาให้ตามมา แล้วเราก็บุกไปในป่าละเมาะกันสองคน เผื่อว่าจะมีนกคุ่มหลงเหลืออยู่บ้าง มีนกคุ่มอยู่จริงๆ ไอ้พีทหมาที่ฝึกไว้สำหรับชี้เหยื่อให้นายยิง เรียกกันว่าพอยน์เตอร์หมุนจี๋ไปรอบตัวราวกับบ้า แล้วก็ยกหางชี้ฟ้าลงนั่งมุมไร่ถั่ว ทำท่าเหมือนจะปักรากลงตรงนั้นจนตลอดฤดูหนาว
“ตาไม่ค่อยได้ลงมือเองหมู่นี้” พ่อเฒ่าบอกผม “แกน่ะ เจ้าหนู ยิงให้ตาที เอาปืนของตานี่แหล่ะ เดินเลยไอ้พีทเข้าไป เดินเบาๆนะ ให้นกมันตื่นถลาขึ้น แต่ระวังอย่าให้หมาตกใจ ดูซิว่าแกจะได้นกสักตัวไหม อย่าไปห่วงเรื่องยิงตัวที่สอง ตั้งสมาธิยิงตัวแรกตัวเดียวพอ ยิงตัวแรกอยู่มือแล้วจึงค่อยคิดอ่านยิงตัวที่สองต่อไป นี่แหละที่เราเรียกว่า กฎหัวแม่มือ ลองดูซิว่าแกจะทำได้เรื่องไหม”

ผมเดินสวบๆ ผ่านไอ้พีทเข้าไป นกทั้งฝูงบินถลาขึ้นพร้อมกันราวกับพลุไฟที่เขาจุดฉลองวันชาติ ผมก็ทำอย่างที่มือใหม่เขาทำกันส่วนมาก คือพยายามยิงมันทุกตัวในขณะเดียวกัน ยิงหมดทั้งสองลำกล้อง ไม่มีอะไรล่วงมาเลย ไม่มีจริงๆ

ผมมองหน้าพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าก็มองผม แววตาบอกว่าเสียใจด้วย พ่อเฒ่าสั่นศรีษะช้าๆ แล้วหยิบกล่องยาเส้นออกมา วุ่นวายกับการยัดยาเส้นลงกล้องแล้วจุดไม้ขีดจ่อเส้นยา
“เจ้าหนู” พ่อเฒ่าปรารภ “ตาเคยยิงนกผิดมาหลายหน ต่อไปหากยังยิงอีกก็คงมีพลาดเหมือนกันเป็นธรรมดา แต่แกควรเรียนรู้เสียแต่เดี๋ยวนี้เลยว่าคนเราต่อให้เก่งวิเศษยังไงก็ไม่มีทางจะยิงนกทั้งฝูงได้พร้อมกัน ต่อให้นกมันลงมาวิ่งเรียงแถวอยู่กลางดินในไร่ข้าวโพดด้วยเอ้า จะยิงให้ถูกมันต้องเลือกยิงเพียงทีละตัว”

พ่อเฒ่าบอกว่าเราต้องให้เวลาหมาเสาะเหยื่อใหม่เพราะเมื่อนกบินกลับลงมานั้นจะไม่แตกฝูงโดยทันที กลิ่นของมันก็มักจะลอยค้างอยู่บนอากาศ หมาสูดไม่พบ พ่อเฒ่าจึงชวนผมนั่งคุยระหว่างพ่อเฒ่าสูบกล้องไปพลางๆ รอเวลาที่จะออกไปเก็บนกหลงฝูง พ่อเฒ่าบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะโตขึ้นเป็นอะไร และก็ไม่สนใจใคร่รู้เท่าไรนัก แต่พ่อเฒ่าคิดว่าผมควรหัดให้เกียรตินกคุ่มไว้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการฝึกหัดตนไว้ เพื่อเตรียมให้เกียรติแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันตามควรต่อไป

พ่อเฒ่าสอนผมว่า นกคุ่มเป็นนกสุภาพบุรุษเมื่อเราจะล่ามัน ก็ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงสุภาพบุรุษกับสุภาพบุรุษด้วยกัน ต้องคอยทนุถนอมดูแลให้มันมีความสำคัญในตัวของมันเองบ้าง เพราะมันมีจำนวนลดน้อยลงเต็มทีแล้ว มันเป็นนกที่มีค่าคุ้มกับการยิงด้วยความคารวะในเกียรติของมัน ทำกับนกคุ่มอย่างไรก็เหมือนส่อนิสัยตัวเองอย่างนั้น

พ่อเฒ่าสอนว่า ฝูงนกคุ่มที่มาอาศัยอยู่ในละแวกบ้านนั้นควรถือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หากเราคอยดูแลมันดีๆ มันก็อยู่ไปจนถึงที่สุดแห่งชีวิตของเรา มันบินไปๆ มาๆ อยู่ในสวน ช่วยเก็บกินแมลง ตกเย็นก็ร้องเพลงหวีดหวิวเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้คนอยู่ใกล้สบายอารมณ์ แม้กระทั่งหมาก็มีความสุขเพราะได้นกเป็นเพื่อนเล่น เมื่อจะยิงนกคุ่ม ให้ยิงเฉพาะจำนวนที่นึกกำหนดไว้ แล้วงดยิงตลอดปี เพื่อเหลือพันธ์เอาไว้เกิดเป็นนกฝูงใหม่ในปีหน้า พ่อเฒ่าบอกว่าไม่มีอะไรจะครึ้มใจไปกว่าการเดินไปหยิบปืนข้างฝา เรียกหมาให้ออกตาม แล้วเดินท่อมๆ หาฝูงนกคุ่มซึ่งรู้อยู่ว่ามี ตัวมันเล็กนิดเดียว น้ำหนักประมาณสักห้าออนซ์เห็นจะได้ แต่ทุกออนซ์ก็บอกภูมิผู้ดีเยี่ยงศกุนตชาติแท้ พ่อเฒ่าบอกว่ามันฉลาดเฉียบคมนัก คนที่ออกไปล่านกคุ่มมักจะพิสูจน์ธาตุแท้ของตนเองได้หลายแง่มุมอยู่เหมือนกัน

พ่อเฒ่าบอกว่า ยังไม่เคยพบใครสักคนที่ได้มีโอกาสไปล่านกคุ่มมาแล้วจะไม่มีมรรยาทสุภาพอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม แสดงว่าการคบหาสมาคมกับสุภาพชนนั้นไม่เคยให้โทษกับใคร คนที่สนใจจะออกล่านกคุ่มต้องหัดจดจำอะไรต่ออะไรไว้ให้มั่น เป็นต้นว่า ห้ามยิงกระต่ายต่อหน้าหมา เพราะจะทำให้หมาวอกแวกไปจากนก

หมานั้นเราก็ต้องคอยดูอยู่เหมือนกัน หมาที่ไม่ยอมชี้แหล่งสัตว์ให้นาย...เขาเรียกว่า "ให้เกียรติ" แหล่งนั้น....และหมาที่ไม่ยอมลงให้หมาอื่นในบางโอกาสถือเป็นหมาไร้ประโยชน์ ควรยิงทิ้งเสียจะเหมาะว่า โลกนี้มีปัญหาวุ่นวายพออยู่แล้วตรงที่ผู้คนต่างแก่งแย่งกัน เบียดเสียดกัน ผลักไสกัน เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน หมาตัวไหนขาดมรรยาทมันก็ไม่ควรมีสิทธิ์อยู่เป็นหมาอีกต่อไป

หมาที่ชอบไล่กระต่ายก็อีก หากมันเป็นหมาไล่เนื้อ มันจะอยากกวดกระต่ายเล่นบ้างก็ตามใจมัน แต่หมาที่ฝึกอบรมมาให้ตามกลิ่นเหยื่อแล้วคอยชี้บอกแหล่งแห่งที่ให้นายนั้น ไม่มีสิทธิ์จะตามใจตัวมันเองด้วยการวิ่งไล่กระต่ายเล่น เสียนิสัย อย่างที่วงการวอชิงตันเขาเรียกว่า สิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าหมาหรือคนเกิดมาแล้วต้องทำงานให้คุ้มค่าข้าวสุก และต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราวด้วย ไม่ใช่ว่าทำชุ่ยๆพอให้พ้นตัวไป

พ่อเฒ่ายิ้มพลางดูดกล้องแรงๆเล่าว่า “ตาเคยเห็นหมาเล็กๆตัวหนึ่งชื่อ นังลู นายของมัน ชื่อ โจ เฮสเคธ เป็นเพื่อนกับตา นังหมาตัวนี้โง่อย่างดำดิน ตาไม่เคยเห็นหมาตัวไหนโง่เท่ามัน เต่เรื่องงานละมันแน่ มันไม่เคยทิ้งหน้าที่ ชี้หมับเข้าตรงไหนไม่เคยถอยเลย”

“หมาตัวที่เสาะหานกให้โจจริงๆ นั้นมีอีกตัวหนึ่งเป็นหมากอร์ดอนเซตเตอร์ตัวใหญ่ แก่แล้ว ขนดำปี๋เหมือนหมวกของแกใบนี้ มันชื่อไอ้นิล (เจ็ต) เวลามันหยุดชี้นกลักษณะของมันหมือนตอไม้เกรียมไฟรูปร่างก็เหมือนตอ ดำยังงั้นด้วย ก็ตอไฟลนเราดีๆนี่เอง นังลูก็เลยกลายเป็นหมาชี้ตอมาตลอดชีวิตของมัน บางทีเราก็บุกเข้าไปในดงหญ้าไม้กวาดกลางทุ่ง เจอนังลูยืนตัวแข็งทื่อชี้ตอไม้เกรียมอยู่ มันทำอะไรไม่เป็นเลยนังหมาตัวนี้ แต่มันมีหน้าที่คอยเสาะหานกแล้วหยุดยืนชี้ให้นายยิง มันก็ชี้ของมันยันไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันไม่เคยเบื่อหรือคิดหลบเลี่ยงหน้าที่ ที่หลังมันแก่ตัวลง หูตาฝ้าฟาง ก็เลยมีอันเป็นถึงตาย มันไปหยุดยืนจังก้ากลางถนนรถจอแจ ตั้งท่าชี้ไปที่ก๊อกน้ำดับเพลิงเห็นรถยนต์วิ่งมามันก็ไม่หลบ จะว่ามันรักษาหน้าที่จนตัวตายก็ได้”

พ่อเฒ่ายิ้มอีกตามแบบฉบับ อ่อนโยนและแกมโกงนิดๆ
“คนเราอาจจะเรียนรู้อะไรได้หลายอย่างจากชีวิตเพียงแต่สังเกตดูหมา” พ่อเฒ่าพูด “เหมือนอย่างงูกับเต่า หมาล่านกที่ดีที่สุดจะอดชี้เต่าไม่ได้ มันจะชี้งูด้วยเหมือนกัน ทั้งๆที่มันรู้ว่าไม่ใช่นก มันไม่ถอยหลังเวลาชี้เต่า แต่เวลาชี้งูมันจะถอยหลังห่างออกไปทีละก้าว หมามันคงคิดว่ามันกำลังให้บริการเป็นสาธารณประโยชน์ มันไม่คิดว่ามันทำความผิด แต่หากหมาล่านกไปหยุดยืนชี้กระต่าย มันจะทำหูตั้งๆพิกล แล้วแอบเหลียงชำเลืองมองนายด้วยท่าทางเปิ่นและมีพิรุธเหมือนกำลังจะขโมยแอ๊ปเปิ้ลจากแผงขายผลไม้ เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บเลยว่า มันกลัวอยู่เหมือนกับที่มันรู้ตัวว่าผิด เวลามันตื่นเต้นจนเกินไปแล้ววิ่งผ่าเข้าไปในฝูงนกหรือเวลามันคาบนกตายในปากหนักเกินไปจนเนื้อนกช้ำ มันรู้ตัวว่ามันผิด อย่าได้คิดดูถูกหมาว่าไม่รู้อะไร หากมันฉลาดพอที่จะให้คนฝึกฝนได้จนมีจมูกไวเป็นพิเศษและมีมารยาทดีอย่างหมามีการอบรม เราจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆไม่ได้ เวลามันทำอะไรผิด ขืนปล่อยก็กลายเป็นว่าเราเองนั่นแหละผิด”

พ่อเฒ่าบอกว่าออกจะไถลนอกเรื่องนกคุ่มไปมากเป็นเชิงอธิบายว่าบางทีคนแก่ก็พล่ามมากเหมือนกันแล้วจึงวกมาพูดถึงเรื่องเดิม พ่อเฒ่ากล่าวว่าคนที่มีสมองย่อมไม่คิดจะขับไล่ไสส่งนกคุ่มไปจากผืนดินดั้งเดิมที่มันมาตั้งหลักแหล่งเป็นที่อาศัย

พ่อเฒ่าพูดย้ำอีกว่า นกคุ่มเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวก็ว่าได้ มันก็หวังจะให้หัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงเหมือนคนอื่นๆในครอบครัวเหมือนกัน ถ้าเราอยากให้มันอยู่กับเรา ต้องปลูกถั่วปลูกงาทิ้งๆไว้บ้างให้มันได้เก็บกินตามประสา ต้องเลือกปลูกพืชเหล่านี้ใกล้สุมทุมพุ่มไม้พอที่มันจะบินเข้าไปซ่อนตัวได้เมื่อภัยมา นกคุ่มทำอะไรเป็นแบบแผนอยู่เสมอ มันเดินออกจากรังได้ก็จริง แต่มันชอบบินกลับรัง พ่อเฒ่าบ่นว่าเสียดายที่มนุษยชาติไม่ยึดถือระเบียบปฏิบัติของนกคุ่มเยี่ยงไว้เป็นตัวอย่าง

พ่อเฒ่าบอกด้วยว่า นกคุ่มก็มีนิสัยโง่ๆ เหมือนมนุษย์อยู่เช่นกันเป็นบางอย่าง คืออยู่เฉยๆสบายดีแล้วไม่ชอบ จะต้องหาเรื่องกันตีกันจนตายกันไปมากๆเหมือนคนที่ชอบทำสงคราม นิสัยแบบนี้ทำให้คนเราต้องผจญภัยกับภัยสงครามและทุพภิกขภัย ต้องมีกฎหมายบังคับแม้ในเรื่องล่าสัตว์ พ่อเฒ่าเองก็เห็นด้วยกับกฏดังกล่าว บอกว่ามีอยู่ก็ดี ทำให้ทั้งคนและสัตว์รู้จักระวังตัว หากเราไม่เอากฎเศรษศาสตร์มาดัดแปลงใช้กับนกคุ่ม มันก็จะเริ่มหาเรื่องตีกันในครอบครัวแล้วก็ผสมสายพันธุ์สายเลือดเดียวกันจนถึงแก่กาลสูญพันธุ์ในระยะต่อมา ตัวผู้เอาแต่จิกตีกัน ตัวเมียออกไข่มาแล้วก็กินเองเสียหมด เผลอเดี๋ยวเดียวนกทั้งฝูงก็จะไม่เหลือหลอ

ภาวะพิบัติถึงขั้นนกหมดฝูงนี้ ไม่เป็นการดีแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นนก แมลงหรือว่าตัวเราเอง แม้กระทั่งหมาก็คงเหงา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องยิงนกคุ่มเสียทุกปีให้เหลือเพียงจำนวนน้อย ตีเสียว่าฝูงหนึ่งมียี่สิบตัว ถูกยิงทิ้งเสียครึ่งหนึ่ง ที่เหลือนั้นก็จะตกเป็นเหยื่อหมาจิ้งจอกบ้าง แมวบ้านที่ชอบล่านกบ้าง ลูกอ่อนที่ฟักออกจากไข่ปีนั้นก็จะสู้ดินฟ้าอากาศไม่ไหวตายไปครึ่งต่อครึ่ง แต่ถ้าจะทนุทนอมมันสักหน่อยไม่โลภมากเลือกยิงแต่เพียงพอสมพอควรเราก็มีนกคุ่มไว้ดูเล่นภายในบริเวณบ้านตลอดไป

พ่อเฒ่าเล่าว่า ก่อนที่พ่อเฒ่าจะได้มาแต่งงานอยู่กินกับยาย พ่อเฒ่ามีภูมิลำเนาอยู่ทางใต้และสนใจการเลี้ยงสุนัข พ่อเฒ่าอยู่ทางใต้มาสามสิบปีฝึกหมาทุกตัวโดยให้มันออกปฏิบัติหน้าที่กับนกฝูงเดียวกันในแหล่งท้ายไร่แหล่งเดียวกับที่นกมาอาศัยอยู่ชั่วนาตาปี พ่อเฒ่าฝึกหมาและฝึกเด็กไปพร้อมๆกันด้วยซ้ำ

พ่อเฒ่าบอกว่า วิธีการแบบนี้ พวกฝรั่งเศสเขาชอบเรียกกันว่า เลเซ-แฟร์ คือ ปล่อยให้เป็นไปเองพ่อเฒ่าฝึกนกไม่ให้บินไกลบ้าน ฝึกหมาให้มีมรรยาทไม่รบกวนในฤดูทำรัง ฝึกเด็กให้มีมรรยาทไม่รังแกหมาขณะที่หมาแสดงมรรยาทไม่รังแกนก พ่อเฒ่าไม่เคยยิงนกเกินปีละสามครั้ง แต่ละครั้งไม่เคยยิงเกินสามตัว พ่อเฒ่าไม่เคยยิงนกจนเหลือน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนเดิม นอกจากนั้นพ่อเฒ่าก็ปลูกพืชทิ้งไว้เป็นอาการของนกอยู่เสมอ ถือเสียว่านกเป็นแขกประจำบ้าน

พ่อเฒ่าปรารถว่า พ่อเฒ่าอาจจะเล่าเรื่องนกให้ผมฟังได้อีกยืดยาว แต่รู้สึกว่าวันนี้อาจะพูดมากไปเสียหน่อยแล้ว พ่อเฒ่าสอนว่า หากผมจะจำติดหัวไว้เพียงว่า ควรทำใจเย็นๆ ไม่พยายามยิงนกทั้งฝูงพร้อมกัน หาอาหารทิ้งไว้ให้มันกินบ้าน และสอนหมาให้รู้จักให้เกียรตินก เท่านี้ก็เหลือพอ พ่อเฒ่าออกตัวว่าเผลอไปเทศนาเรื่องเกียรติเข้าให้แล้ว แต่ก็เห็นว่าเป็นหลักมูลฐานซึ่งจะนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นนกคุ่ม หมา หรือ คน


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ชัชวาลย์
post 20 September 2011, 10:05 PM
Post #4


มังกรซ่อนกายแห่งเมืองสามหมอก


Group: ฝ่ายโครงการ
Posts: 2,455
Joined: 25 May 2007
From: แม่ฮ่องสอน
Member No.: 984



..ผมเป็นสาวกของ โรเบิร์ต รูอาร์ค คนหนึ่ง

หนังสือ...พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู ที่คุณใหญ่หามาฝาก

เป็นอีกเล่ม ที่ผมอ่านได้ไม่เบื่อ

อ่านทีไร...เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กทุกครั้ง biggrin.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 20 September 2011, 10:35 PM
Post #5


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



ขอบคุณครับพี่ชัชวาลย์ smile.gif

เคยคุยเรื่องนี้กับตาเกิ้น ตาเกิ้นก็ชอบเหมือนกันครับพี่

เลยเอามาลงให้เพื่อนๆ อ่านกันครับ


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Werewolf
post 21 September 2011, 12:23 AM
Post #6





Group: กรรมการชุมชน
Posts: 7,943
Joined: 8 January 2007
From: Home
Member No.: 3



จำได้ว่าเคยมีครับเล่มนี้
อ่านสนุกเพลิดเพลินดีครับ thumbsup.gif
ว่าแต่ในไอแพดมีไม๊ครับคุณใหญ่พัด smile.gif


--------------------
Live to ride...Ride to live...
Go to the top of the page
 
+Quote Post
walker
post 21 September 2011, 06:38 AM
Post #7





Group: ฝ่ายโครงการ
Posts: 912
Joined: 10 July 2009
From: เมืองนนท์
Member No.: 9,712



ชอบมากครับ
thumbsup.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 21 September 2011, 07:39 AM
Post #8





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



เรื่องนี้ ตาเกิ้น นำมาให้ laugh.gif

อ่านสนุกโดยเฉพาะเด็กผุ้ชายพลาดไม่ได้ thumbsup.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mor
post 21 September 2011, 08:40 AM
Post #9





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 6,684
Joined: 17 April 2009
From: หนองคาย
Member No.: 8,994



เสนอให้เอาไปรวมไว้ที่ "หอมกลิ่นป่า" ครับ thumbsup.gif biggrin.gif


--------------------
*********************************

มิตรภาพได้มาง่าย แต่ดูแลยากฉะมัด!!!!
www.siamancient.com
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 21 September 2011, 09:39 AM
Post #10


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 2
ประสบการณ์เรื่องปีน


“ปืนกระบอกนี้ก็ไม่มีราค่างวดมากนักหรอก” พ่อเฒ่าบอกว่า “ไม่ใช่ปืนทำด้วยมือ ไม่มีลวดลายแกะสลักพิสดาร แต่แกหยิบมาถือแล้วมันยิงได้ แล้วหากแกถือมือเที่ยงๆหน่อยมันก็ฆ่าเป้าที่แกเล็งอยู่ได้เหมือนกัน สักวันหนึ่ง เมื่อแกโตเป็นหนุ่ม ออกทำงาน หาเงินเหลือเฟือ แกจะไปเที่ยวอังกฤษก็ได้ ซื้อปืนแฝดเข้าชุดกันมาสักสองกระบอก หรือจะสั่งทำพิเศษที่บ้านเรานี่ก็ได้ แกะรูปหมาล่านกเป็นลายทองให้สวยทีเดียว แต่เวลานี้แกยังเด็กเพิ่งจะหัดยิงปืน ปืนขนาดนี้ก็เหมาะกับตัวแกดีอยู่แล้ว”

ปืนกระบอกนั้นเป็นปืนที่สวยวิเศษที่สุดในทัศนะของเด็กชายซึ่งเพิ่งจะมีอายุได้เพียงแปดขวบ และพ่อเฒ่าก็ลงความเห็นว่าหลานชายโตพอที่จะจับอาวุธอันตรายอย่างปืนได้แล้ว ปืนเล็กขนาด ๒๐- เกจนี้ราคา เพียงยี่สิบดอลล่าร์ แต่ยี่สิบดอลล่าร์สมัยนั้นก็เป็นเงินมากพอดู ซื้ออะไรได้ตั้งหลายอย่าง

พ่อเฒ่ายัดยาเส้นลงกล้อง ยัดกล้องเสียบเข้าใต้หนวด เอียงศรีษะทำหูกางมองผม ท่าทางไม่ผิดอะไรกับหมาล่านกที่ไปยืนจ้องชี้กระต่ายซึ่งตนไม่มีหน้าที่จะคบหาสมาคมด้วย

“อีกสักหนึ่งนาที” พ่อเฒ่าบอกว่า “ตาจะผิวปากเรียกหมา แกจะได้แสดงฝีมือปืนให้ดูสักที แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปในป่า ตาอยากบอกอะไรแกสักอย่าง เวลานี้ ชื่อเสียงของตาอยู่ในกำมือแกคนเดียว แม่ของแกก็เห็นพ่อเป็นตาแก่หน้าโง่ ซื้อปืนให้หลานเล่น ปืนกับตัวเด็กสูงเท่ากัน ตาบอกแม่แกว่าตาจะรับผิดชอบทุกอย่าง ดูแลทั้งตัวแก ทั้งปืน และวิธีที่แกใช้ปืน ตาบอกแม่แกว่า เมื่อถึงเวลาที่เด็กผู้ชายจะใช้ปืนก็หมายความว่าเด็กพร้อมแล้ว จะอายุเท่าไหร่ไม่สำคัญ หัดให้เสียแต่เด็กๆยิ่งดี จะได้รู้จักระวัง ปืนในมือแกน่ะเป็นอาวุธอันตรายมาก มันอาจฆ่าแก ฆ่าตา หรือฆ่าหมาเราเสียเมื่อไหร่ก็ได้ แกต้องจำไว้เสมอนะว่าปืนที่บรรจุลูกพร้อมแล้วนั้นอาจทำให้คนถือปืนกลายสภาพเป็นฆาตกรไปได้ง่ายๆ อย่าได้ลืมข้อนี้เป็นขาด”

ผมบอกพ่อเฒ่าว่าผมจะไม่ลืม และผมก็ไม่เคยลืมเลย

พ่อเฒ่าสวมหมวกแล้วผิวปากเรียกไอ้แฟรงค์กับไอ้แซนดี้ เราเดินกันออกไปทางหลังบ้าน ซึ่งฝูงนกคุ่มมาอาศัยพักอยู่ประจำ วันนั้นอากาศดีมาก ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน แดดอุ่น ลมไม่แรงเกินไปนัก ใบไม้ตามต้นยังมีสีทองและสีแดงแต่งแต้มไว้งดงาม เรากันมาถึงรั้วลวดหนามเตี้ยๆ ผมก็ปืนข้ามรั้วเอาง่ายๆ มือหนึ่งถือปืนชูไว้สูง อีกมือหนึ่งเกร็งจบเสารั้ว ข้ามไปได้ครึ่งตัวลวดหนามก็เกี่ยวติดเป้ากางเกงขยับไปทางไหนก็ติด พ่อเฒ่าก็ส่งเสียงขรม

“เดี๋ยวก่อน หยุดก่อน” พ่อเฒ่าร้อง “สารรูปแกมันน่าขันสิ้นดี ขะเย้อแขย่งติดอยู่บนรั้วลวดหนาม มือถือปืนแกว่งลอยอยู่กลางอากาศ ตีนหนึ่งตะกุยลม อีกตีนหนึ่งเหยียบลวด เฮ้อ ! ”

“ครับ ก็คงน่าขันจริงๆอย่างคุณตาว่า” ผมรับ

“ตาต้องขอเทศนาอบรมแกหนักข้อหน่อยระยะนี้” พ่อเฒ่าบอกล่วงหนา “ว่าแกทำอะไรผิด ตาจะต้องท้วงทันที จะปล่อยผ่านเลยไปไม่ได้ ตารู้ว่าปืนนั้นยังไม่ได้บรรจุกระสุน ฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังคงไม่มีใครถูกยิงตาย เพราะแกสะเพร่าปืนรั้วทั้งๆที่ถือปืนไว้ในมือ แต่อย่าทำอีกให้ติดเป็นนิสัย มิฉะนั้น ก็คงมีสักวันที่แกจะปีนรั้วทั้งๆที่มือถือปืนบรรจุกระสุนแกอาจเหยียบพาด เสียหลัก ไกปืนไปเกี่ยวเข้ากับลวดหนาม ปืนมันก็จะลั่นออกมาถูกตัวแกเอง ถูกตาหรือใครสักคนที่ยังบังเอิญอยู่ใกล้ๆ เมื่อมันเกิดเรื่องร้ายแรงถึงอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งเสียใจ”

“ป่าละเมาะ บ้านไร่ และทุ่งน่าลักษณะนี้ มีรั้วลวดหนามกั้นอยู่ทั่วไป” พ่อเฒ่าชี้แจงอย่างละเอียด “แกก็คงต้องปีนรั้วไปตลอดชีวิต เมื่อรักจะล่าสัตว์แบบนี้ไหนๆจะปีนกันแล้วก็หัดปีนให้ถูกวิธีเสียเดี๋ยวนี้เลยเมื่อจะต้องปีนข้ามรั้ว แกวางปืนลงก่อน วางกับดิน วางใต้รั้ว ให้ห่างรั้วตรงที่แกตั้งใจจะปีนข้ามสักสิบฟุตกดเซฟไว้ด้วย หันปากกระบอกปืนไปในทิศตรงข้ามกับที่แกกำลังจะปีนข้ามไป เมื่อข้ามไปได้เรียบร้อยแล้ว ค่อยเดินกลับมาหยิบปืน ดูเสียทันทีที่หยิบขึ้นมานั่นแหละว่ายังเซฟอยู่หรือเปล่า อันนี้แกควรฝึกเสียให้เป็นนิสัยด้วย ถือปืนอยู่ในมือแล้ว ว่างๆก็มองดูเสียหน่อยยังเซฟอยู่หรือเปล่า มันไม่เสียเวลามากมายอะไรนักเลย”

เราเดินกันต่อไปจนถึงหัวมุมไร่ข้าวโพด ไอ้แซนดี้หมาเซตเตอร์แก่สีเหลืองมะขามกับขาว กำลังเดินชูจมูกร่อนอยู่ริมนอกไร่ ไอ้แฟรงค์ซึ่งแก่มากแล้วและอุ้ยอ้ายมากก็เอาจมูกสูดดินฟุดฟิดอยู่ สักหนึ่งนาทีต่อมา ไอ้แซนดี้ก็จับแหล่งได้ ห้อเหยียดออกไปทันทีประเดี๋ยวมันก็ห้ามล้อหยุดกะทันหัน ยืนแข็งชี้อยู่ข้างพุ่มกอลเบอรี่ ไอ้แฟรงค์ขยับฝีตีนตามไปจนทัน เงยหัวขึ้นจากท่าจมูกสูดดิน เห็นไอ้แซนดี้ชี้แหล่งนิ่งอยู่อย่างนั้นก็หยุดชี้ไอ้แซนดี้บอกทางเรา ท่ามันสวยน่าดูแท้ๆ คุณผู้อ่านอาจจะเคยเห็นภาพที่สวยถูกตากว่านี้ แต่ผมนั้นขอรับว่าไม่เคยพบอะไรน่าดูเท่า

“ผมยิงได้หรือยังครับ คุณตา” ผมถาม

“บรรจุกระสุนเสียซี” พ่อเฒ่าสั่ง “แล้วเดินเข้าไปพอนกบินขึ้นก็เล็งเข้าตัวหนึ่ง ยิงตัวนั้น”

ผมบรรจุกระสุนแล้วเดินเข้าไปตรงที่หมายืนชี้กันนิ่งอยู่ ผมปลดเซฟ เสียงกริ๊กนิดเดียวแทบไม่ได้ยินแต่พ่อเฒ่าได้ยิน

“หยุดก่อน” พ่อเฒ่า “ส่งปีนมานี่”

ผมงง รู้สึกเจ็บใจนิดๆ ก็มันปืนของผม พ่อเฒ่าให้ผมแล้ว อยู่ๆก็มาแย่งคืนไป พ่อเฒ่าขยับกล้องไปไว้สุดมุมปกาแล้วเดินอ้อมหลังหมาเข้าไป พ่อเฒ่าไม่มองพื้นดินที่รู้ว่ามีนกซุ่มอยู่เลย นัยน์ตาพ่อเฒ่าจ้องเป๋งออกไปข้างหน้า ถือปืนทำมุม ๔๕ องศากับลำตัว นกบินถลาขึ้น พ่อเฒ่ากระตุกปืนขึ้นสูง ขณะที่กำลังยกปืนขึ้นมานั้น พ่อเฒ่าก็ใช้หัวแม่มือปลดเซฟออก ปืนกระบอกนั้นลอยขึ้นมาอยู่ใต้คางพ่อเฒ่าอย่างนุ่มนวล ดูเหมือนพ่อเฒ่าจะยิงวินาทีเดียวกันกับที่ปืนเข้าที่นั้นเอง นกตัวหนึ่งร่วงลงมาเห็นขนกระจุยห่างออกไปประมาณยี่สิบห้าหลา

“ไปเก็บมา” พ่อเฒ่าสั่ง ถอดกระสุดอีกนัดหนึ่งออกจากปืน

“คุณตามาแย่งปืนของผมทำไม” ผมร้องประท้วงสุดเสียง โมโหแทบคลั่ง “บ้าริยำ! ปืนของผมไม่ใช่ปืนของคุณตา”

“เจ้าหนู แกยังโตไม่พอที่จะพล่อยปากสบถสาบานได้แบบนี้” พ่อเฒ่าดุ “ผู้ใหญ่โตเต็มที่แล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิสบถหยาบๆคายๆได้ แกจะต้องพิสูจน์ ตัวว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วเสียก่อนจึงค่อยริสบถ เหมือนกับที่แกจะต้องพิสูจน์ว่ามีความสามารถเสียก่อนจึงจะมีสิทธิทดลองทำอะไรต่ออะไร ผู้ใหญ่เขาสบถกันเพื่อนเน้นน้ำหนักคำพูด แต่หากพูดพล่อยๆ แบบพูดสบถคำมันก็จืดชืดไม่มีความหมาย เอาเถอะ จะบอกให้ว่าตาแย่งปืนแกมาทำไม แกต้องจำไว้นะเจ้าหนู อย่าลืมเป็นอันขาด”

“ไม่ลืมครับ ไม่ลืมแน่” ผมตะเบ็งเสียง โมโหสุดขีดจนน้ำตาแทบร่วง

“ตาบอกแล้วว่ะต้องอบรมแกหนักข้อหน่อยระยะนี้ อย่างน้อยก็เพื่อให้แม่ของแกสบายใจ นี่เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรที่ตาจะสอนแก ต่อไปข้างหน้าเมื่อแกจะเดินเข้าไปยิงนกหรืออะไรก็ตามที แกจะไม่มีวันลืมวันที่ตาแย่งปืนกระบอกใหม่มาจากมือแก”

“ผมไม่ทราบนี่ครับว่าคุณตาแย่งปืนผมเพราะอะไร” ผมโต้ “ทำไมครับ ผมทำอะไรผิดงั้นหรือ”

“แกปลดเซฟปืน” พ่อเฒ่าชี้แจง “ไม่มีเหตุผลอะไรในโลกนี้ที่คนมีปืนจะต้องดุ่มเดินอยู่สวบๆ โดยปลดเซฟปืนทิ้งไว้อย่างที่แกทำ แกไม่รู้หรอกว่านกมันจะบินขึ้นตรงที่หมาชี้ให้จริงหรือเปล่า สมมุติว่านกมันวิ่งหนี หมามันก็หยุดชี้วิ่งออกตาม แกก็วิ่งตามหมาไป แกอาจขาทิ่มลงไปในหลุม หรือะดุดก้อนหินขวางทาง ปืนมันก็ลั่นละซี จบเห่กัน”

“ก็ถ้าเราตั้งใจเอาปืนมายิงอะไรเล่นสักอย่าง มันก็ต้องปลดเซฟไม่ช้าก็เร็วแหละครับ” ผมเถียง

“ความเคยชินเป็นของดี” พ่อเฒ่าบอก “คนเราชอบทำอะไรติดเป็นนิสัยอยู่หลายอย่าง แต่เราก็อาจติดนิสัยดีได้ง่ายเท่ากับติดนิสัยเลว ลงเคยทำเป็นนิสัยเสียแล้วมันก็ติดตัวเป็นความเคยชิน ตาขอบอกว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะปลดเซฟปืนล่วงหน้าจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องใช้ปืน มีเวลาจะปลดเซฟถมไปตอนที่แกยกปืนขึ้นประทับไหล่เมื่อเห็นนกบินขึ้น ปืนลูกซองน่ะ เขายิงกันโดยใช้ระบบประสาทสั่งงานมากกว่าจะคิดกะการณ์ล่วงหน้า”

“วิธีที่แกจะยิงปืนให้ถูกทางก็มีง่ายๆ อย่างนี้ คือแกถือปืนเฉียงผ่านลำตัว หันปากกระบอกไปให้ห่างคนที่ออกมาร่วมยิงกับแก แล้วมองตรงไปข้างหน้า เมื่อนกบินขึ้น แกก็จับตามองนกเข้าตัวหนึ่ง ตอนนี้ละที่ตาบอกว่าเป็นตอนระบบประสาทสั่งงานมือแกจะยกปืนขึ้นมาเข้าที่ใต้นัยน์ตาแกเอง ระหว่างที่มือยกปืนขึ้นนั้น นิ้วหัวแม่มือก็จะกระดิกปลดเซฟปืน อีกนิ้วเลื่อนเข้ากระชับไก ตาแกมองนก มือแกกดไกปืน ปืนลั่น นกร่วง เห็นไหมล่ะ เจ้าหนูง่ายยังกับอะไรดี หากว่าแกจะเริ่มให้ถูกทางเสียตั้งแต่ต้น ลองดูก็ได้นี่ ยิงเล่นๆแบบไม่มีลูกอย่างนี้แหละเล็งลูกสนหรืออะไรก็ได้ เอาเลย”

ผมยกปืนขึ้นประทับแล้วยิง เสียงปืนลั่นสนั่นก้องแก้วหู ผมตกใจ เสียขวัญเสียจนปืนหลุดมือลงไปแอ้งแม้งอยู่กลางดิน

“นั่นปะไร” พ่อเฒ่าทำเสียงประชดนิดๆ “ตานึกว่าแกจะมีหัวพอที่จะตรวจดูเสียก่อนว่ามีลูกปืนหลงอยู่หรือเปล่าก่อนจะกดไก หากแกรอบคอบ ตรวจดูเสียก่อนยิง จะเห็นว่าตาแอบใส่ลูกเข้าไว้อย่างเดิมเมื่อแกหันไปมองทางอื่น เจ้าหนูเอ๊ย แกเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ตรวจให้เห็นกับตาแบบนี้ แกอาจจะยิงถูกตาหรือหมาของเราตัวใดตัวหนึ่งก็ได้”

เป็นอันจบบทเรียนบทแรก เดี๋ยวนี้ผมอายุมากขึ้นแล้ว แต่ผมไม่เคยลืมประสบการณ์ในวันนั้นเลย เมื่อพ่อเฒ่าแย่งปืนผมไปถอดกระสุนออกให้เห็น แล้วแอบยัดกระสุนเข้าไปใหม่เพื่อสอนให้ผมรู้จักความรอบคอบและระมัดระวัง การจะหาคำพูดทั้งโลกมาบรรยายก็ยังไม่ฝังใจเท่าตัวอย่างภาคปฏิบัติที่พ่อเฒ่าสรรหามาสอนผม พ่อเฒ่าพูดอีกระหว่างเราเดินกลับบ้านด้วยกันว่า “คนเรายิ่งแก่ตัวลง ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น เมื่อแกแก่เท่าตา แกจะกลัวปืนแทบขึ้นสมองทีเดียว แล้วอ้ายหนุ่มหน้าใสทุกคนที่แกคบหาอยู่มันก็จะหัวเราะเยาะว่าแกขี้กลัวยังกับผู้หญิงทึนทึก ใครจะว่ายังไงก็ช่างมันเถอะ แต่ผู้หญิงทึนทึกไม่เคยมีประวัติยิงหัวเพื่อนสมองเละระหว่างซุ่มยิงนกเป็ดน้ำด้วยกัน หรือยิงส่งเดชเข้าไปในกอไม้ที่เห็นกวางหายเข้าไปหยกๆ แล้วก็กลับต้องเข้าไปหามเพื่อนรักที่ถูกกระสุนเจาะทะลุอกออกมา”

เรากลับเข้าบ้านแล้วขึ้นไปในห้องพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าเขี่ยไฟในเตาผิง เปิดตู้หยิบเหล้าข้าวโพดเก่าๆออกมารินใส่แก้วเพียงครึ่งแก้วแล้วยกขึ้นจิบ ทำปากจ๊วบอย่างเอร็ดอร่อย

“ไหนๆ เราก็พูดกันมาหลายเรื่องแล้ว เอาอีกสักเรื่องก็ดี” พ่อเฒ่าว่า “พอแกโตเป็นหนุ่ม แกก็คงริอ่านสูบบุหรี่แล้วก็กินเหล้า ผู้ชายก็อย่างนั้นแหละ แต่แกก็ควรจำใส่หัวไว้ด้วยว่า คนมีปืนในมือจะไม่ทำให้ใครเจ็บตัวโดยไม่จำเป็น หากจะงดเหล้าเอาไว้ดื่มข้างเตาผิง ตอนเย็นหลังจากที่เสร็จกิจล่าสัตว์แล้วและหลังจากที่ทำความสะอาดปืนเก็บเข้าที่ทางของมันเรียบร้อยด้วย ตาเห็นนะว่าแกยังไม่ได้ถอดปืนดูเลย อย่าว่าแต่จะทำความสะอาด แล้วแกก็ทิ้งปืนตั้งไว้มุมห้อง เด็กเดินมาก็คว้าได้ หมาเดินมาก็ชนล้มได้ รีบๆไปทำความสะอาดปืนเสียเถอะ เจ้าหนู แกจะได้รู้แน่ชัดกับตาว่าไม่มีลูกหลงอยู่ในลำกล้อง ปืนก็จะไม่เป็นสนิม อ้อ ! อีกอย่างหนึ่ง ไหนๆแกจะต้องถอดปืนออกมาทำความสะอาดอยู่แล้ว จะเก็บใส่หีบเสียเลยก็ดี”

คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าพ่อเฒ่าปอดลอย จู้จี้จุกจิกเป็นบ้า ตอนนั้นผมก็คิดเหมือนคุณ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่คิดอย่างนั้นอีกแล้ว ผมเคยเห็นมากมากที่เกิดเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะปืน เพื่อนของผมคนหนึ่งชอบยืนถือปืนแบบ แดเนียบ บูน คือเอามือประสานปากลำกล้องปืนลูกซองคู่มือ วันหนึ่งจะเกิดขึ้นอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ แต่ปืนมันลั่นออกมาเฉยๆ เพื่อนผมก็กลายเป็นคนไม่มีมือซึ่งออกจะทำให้อึดอัดขาดความสะดวกไปมิใช่น้อย

ผมเคยเห็นคนขี้เมาเล่นปืน “ไม่มีลูก” ซึ่งลั่นเปรี้ยงออกมาในบ้าน ทำเอาทุกคนหายเมากันหมด ปืนออโตเมติกในมือผมกระบอกหนึ่งเกิดรวนอะไรขึ้นมาไม่ทราบระหว่างผมซุ่มยิงนกเป็ดน้ำกับเพื่อน ลั่นกระสุนทุกนัดจนเกลี้ยงแม็กกาซีน ความเคยชินที่ถูกอบรมมาทำให้ผมถือปืนหันปากกระบอกเบนห่างจากเพื่อน มิฉะนั้นเขาก็คงถูกยิงสมองเละ เพราะไอ้ปืนบ้านั่นมันพยศดิ้นราวกับสายสูบดับเพลิงที่กำลังฉีดน้ำ ผมเคยเห็นคนคนหนึ่งยิงเท้าตัวเองเกือบหลุดทั้งเท้าด้วยปืนเล็กยาวที่เขาคิดว่าได้เอากระสุนออกหมดแล้ว และผมก็เคยเห็นอีกคนหนึ่งออกไปล่ากวาง พอกวางลับเข้าไปหลังพุ่มไม้ก็ยิงตามเข้าไป ผลก็คือ เมียของเพื่อนรักสนิทต้องตกเป็นม่าย

พ่อเฒ่าอบรมผมด้วยวิธีเทศนากึ่งขู่กึ่งปลอบมาสามปีเต็ม หนหนึ่งผมลืมที่พ่อเฒ่าสอนไว้ อารามรีบก็ปีนข้ามรั้วลวดหนามทั้งๆที่มีปืนบรรจุกระสุนอยู่ในมือ พ่อเฒ่าลงไม้เรียวผมเดี๋ยวนั้น

“แกอย่าคิดว่าโตแล้วตาจะเฆี่ยนแกไม่ได้” พ่อเฒ่าเอ็ดผม “ถ้าแกไม่รู้จักจำที่ตาสอนเรื่องปืนเรื่องรั้วแกก็ยังโตเป็นผู้ใหญ่ไม่พอ ตาตีแกหนนี้ แกอาจไม่เจ็บเนื้อหนังเท่าไร แต่แกจะต้องเจ็บใจแล้วจำด้วย”

เมื่อผมอายุสิบเอ็ดปี พ่อเฒ่าก็แอบขโมยปืน ๒๐-เกจของผมไป พ่อเฒ่ายิ้มโกงๆแล้วบอกว่าพ่อเฒ่าเป็นคนเลวประเภทที่ให้ของใครแล้วมักเรียกเอาคืนทีหลัง ผมก็ออกจะงงๆ แต่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก เพราะผมทราบว่าพ่อเฒ่าของผมมีอะไรแปลกๆอยู่เสมอ และมักจะมีแผนลดเลี้ยวหลายวิถี จริงดังคาด เมื่อผมกลับเข้าห้องนอนวันนั้น ก็พบปืนแฝดขนาด ๑๖-เกจ วางอยู่บนเตียง บรรจุอยู่ในกล่องหนังซึ่งสลักชื่อผมอย่างประณีต ข้างปืนเป็นลวดลายเงินรูปนกคุ่มและหมา มีชื่อผมสลักอยู่บนแผ่นเงินของพานท้ายปืน

พ่อเฒ่ากำลังดื่มยาธาตุบำรุงกระเพาะอยู่ในห้อง เมื่อผมวิ่งหน้าเริ่ดเข้าไปพร้อมกับปืนกระบอกใหม่ในมือ พ่อเฒ่าลดแก้วจากปากแล้วยิ้มพราย

“ของขวัญวันจบหลักสูตรของแกไงล่ะ เจ้าหนู” พ่อเฒ่าบอก “แกกับตาเริ่มเรียนเริ่มสอนกันมาครบสามปีเข้านี่แล้วแกยังไม่เคยยิงพลาดโดนตัวเอง โดนตา หรือโดนหมาตัวไหนเลย ตาคิดว่าแต่นี้ไปจะปล่อยเดี่ยวแกได้แล้ว แต่อย่าลืมนะ ตาจะเรียกปืนคืนหากว่าแกทำอวดโตเอาปืนไปควงเล่นไม่รู้จักระวังละก็”

เดี๋ยวนี้ ผมโตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะสบถสาบานได้ตามชอบใจโดยไม่มีใครนึกอยากประท้วงอีกแล้ว ผมได้พบเห็นคนโง่ และบ้าระยำมามากที่ชอบเล่นปืนผิดๆทำเอาคนดีๆ ขวัญหนีดีฝ่อ นั่นแหละครับ คนพวกนั้น ไม่เคยมีอาจารย์ดีอย่างพ่อเฒ่าผมเป็นผู้อบรมสั่งสอน คนบางคนจึงควรภูมิใจที่ตัวมีโชควาสนาดีกว่าคนอื่นอีกหลายร้อยคน


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Dick
post 21 September 2011, 09:43 AM
Post #11





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 22,489
Joined: 8 January 2007
From: ชาวชุมชนคนรักมีด กทม.
Member No.: 2



QUOTE (Mor @ 21 September 2011, 08:40 AM) *
เสนอให้เอาไปรวมไว้ที่ "หอมกลิ่นป่า" ครับ thumbsup.gif biggrin.gif




น่าจะดีครับ thumbsup.gif


--------------------
มัจฉาร่วมข้อง
KRM Performance Mob. Tel. 0860113399
Line ID : krmp01
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 25 September 2011, 08:42 PM
Post #12


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 3
เสน่ห์ป่าละเมาะ


วันอย่างนี้เป็นวันที่เหมาะสำหรับเดินเล่น พ่อเฒ่ากับผมจึงชวนกันเดินไปเข้าป่าละเมาะโดยไม่มีแผนจะทำอะไรกันจริงจัง มันสนุกดีเหมือนกันที่จะเดินเล่นกันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่คิดจะไปไหนเป็นพิเศษหรือถ้าไม่ได้รีบร้อน ซึ่งเราก็ไม่มีอะไรพิเศษและไม่รีบร้อน เราไม่ได้คิดจะมองหาอะไรเป็นพิเศษด้วยซ้ำไป

“มันน่าขันอยู่หรอก” พ่อเฒ่าพูดขึ้นขณะที่เราเดินเลียบริมแม่น้ำไปจนถึงที่ซึ่งเราจะต้องเลือกเอาว่าจะว่ายน้ำข้ามไปฝั่งโน้นหรือตัดตรงขึ้นสูงไปสู่ภูเขาซึ่งเป็นดินทราย “คนบางคนก็ลืมตามองอยู่ตลอดชีวิต แต่ไม่เห็นอะไรสักอย่างเดียว คนส่วนมากก็เป็นอย่างนั้น เดินหกล้มหกลุกลุยมาตามเส้นทางวุ่นวายที่เรียกว่าชีวิต ท่าทางก็ขันแข็งตาใสดีอยู่หรอก แต่พอพ่อเฒ่าบนโน้นหวดเข้าด้วยเคียวเกี่ยวตัวกลับไป ก็ไม่ได้เห็นอะไรมาก ตาคิดว่าจะแบ่งเวลามาให้แกคุ้นกับการได้เห็นอะไรๆจริงๆ เสียบ้างแทนที่จะมองผาดๆ พอเห็นแล้วก็ลืม เหมือนกล้องถ่ายรูปที่ถ่ายฉับเอาไว้ แล้วคนถ่ายก็ลืม เมื่อรูปไปหมกอยู่ไหนก็ไม่รู้”

เราได้ยินเสียงจุ๊กจิ๊กอยู่บนต้นไม้สูง จึงค่อยๆย่องอ้อมต้นไม้ไปบนพื้นที่มีใบสนทับถมอยู่หนา กระรอกสองตัวกำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานบนกิ่งไม้ไม่ได้สนใจคนแปลกหน้าที่โคนไม้เลย

“หยุดเดี๋ยว” พ่อเฒ่าพูด “ตาขอเล็คเชอร์แกนิดหนึ่งเถอะ เรื่องความรักและผลเลวร้ายที่มีต่อสิ่งทั่วไป ข้างบนนั่นแน่ะ ดูซิ กระรอกสาวกับกระรอกหนุ่ม กระรอกที่รักกัน เพราะนี่มันเป็นฤดูของมันพอดี ดูมันกระโดดโลดเต้นซี ถึงฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบไม้หล่นจากต้น ตัวหนึ่งก็คงนอนเงียบอยู่อีกฟากต้นไม้ อีกตัวหนึ่งก็คงโจนไปถิ่นอื่น

“แต่ตอนนี้ ยังหรอก ยังไม่ไป ความรักเยี่ยมหน้าเข้ามาถึงอาณาจักรกระรอกแล้ว มันไม่แย่แสอะไรทั้งนั้นนอกจากอะไรก็ตามที่กระรอก มันสนใจคิดกันเมื่อมันมีความรัก ตาไม่คิดจะยิงหรอก แต่แกอาจยิงมันได้ทั้งคู่ด้วยหนังสติ๊กโดยที่มันไม่รู้ตัวเลยว่าโดนอะไรเข้า เจอเข้าลูกเดียวก็ร่วงผล๊อย ยังงี้ละที่เขาว่าหลงผู้หญิงจนหน้ามืดตามัว อันตรายถึงตายเท่ากันไม่ว่าแกจะเป็นกระรอกหรือเป็นหนุ่มหน้าใส”

“ครับผม” ผมรับคำ

เวลาพ่อเฒ่าเกิดอารมณ์ นักปรัชญาขึ้นมาแบบนี้ เราไม่มีทางทำอะไรอื่นนอกจากจะนิ่งฟังเฉยๆ วันนี้เป็นวันอารมณ์ปรัชญาของพ่อเฒ่า เราจึงนั่งลงเงียบๆและดูกระรอกมันเล่นกัน

พ่อเฒ่าดูดกล้องยาเส้นให้ไฟลุกวาบขึ้นแล้วใช้นิ้วไล้เบาๆไปตามเรียวหนวดที่เปื้อนคราบยาเส้น พ่อเฒ่าบอกว่ากระรอกนั้นเป็นปัญหาน่าสนเท่ห์สำหรับพ่อเฒ่าอยู่เสมอ บางตัวสีแดง บางตัวก็สีเทา บางตัวนั้นเขาเรียกว่ากระรอกแมว แต่ตัวใหญ่สีเทาแกมดำนั่นเขาเรียกว่ากระรอกจิ้งจอก ตัวมันใหญ่เท่าแมวลายตัวโตๆและฟันคมยังกับตัวบีเวอร์

“ตาพยายามคิดนะว่า พระเจ้าท่านคิดยังไงของท่าน” พ่อเฒ่าปรารภต่อ “เมื่อท่านสร้างอะไรแปลกๆขึ้นในโลกน่ะ คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าทำไมท่านสร้างกระรอกหลายสีหลายพันธุ์นัก ไหนๆจะทำกระรอกออกมาแล้วก็ทำให้มันออกมาจากพิมพ์เดียวกันเลยไม่ต้องคิดอะไรมาก นี่ท่านก็ทำออกมาแบบต่างๆ มีคนตัวเล็ก คนตัวใหญ่ คนหลายผิว คนหลายภาษา ท่านก็คงทำกระรอกให้มีหลายแบบเหมือนกัน เพื่อความสมดุลย์ ทุกๆอย่างก็แบบนี้ทั้งนั้น แกดูเอาซีปลาฉลามก็มีหลายพันธุ์ ยังกวาง นกคุ่ม กระต่ายและผู้คนอีกล่ะ ตาละงงทุกที ดูนั่น-”

พ่อเฒ่ากระตุกหัวแม่มือที่ดูเป็นปุ่มโปน ชี้ไปที่กระรอกบนยอดไม้ มีเจ้าหนุ่มอีกตัวโผล่เข้ามาร่วมเป็นกระรอกแมวสีขาวนวลๆดูสกปรก เป็นกระรอกเผือกด้วย มันโดดลงบนกิ่งไม้อย่างคล่องแคล่ว หางพวงแกว่งไปมา และกระรอกสองตัวที่กำลังเล่นกันอยู่ก็หยุดทันที

กระรอกสามตัว คือกระรอกหนุ่มสาวที่เล่นกันอยู่และกระรอกหนุ่มมาจากไหนไม่ทราบอีกตัวหนึ่งต่างพุ่งเข้าใส่เจ้ากระรอกเผือก มันต่างคำรามใส่กันตามภาษากระรอก แล้วเจ้าตัวผู้ตัวใหญ่ก็กัดเจ้าตัวขาวเข้าให้ เจ้าเผือกร้องลั่นแล้วโดดโหยงๆ หนีไปตามยอดไม้ กระรอกอีกสามตัวก็โดดไล่ตามไป ทำเสียงคล้ายขู่คำรามด้วย

“ตายังไม่เคยเห็นเลยแบบนี้” พ่อเฒ่าปรารภ “เห็นมาก็หลายสีแปลกๆ อยู่ในสัตว์หลายพันธุ์ แต่กระรอกเผือกนี่เพิ่งจะเคยเห็น แกเห็นไหมว่าเจ้าตัวอื่นสามตัวนั่นรุมกันไล่มัน รู้ไหมว่าทำไม”

“ไม่ทราบครับ” ผมตอบ

“เพราะมันแปลกกว่าเขาน่ะซี” พ่อเฒ่าว่า “พระเจ้าท่านแกล้งสร้างมันให้ขาวแปลกเพื่อน กระรอกตัวอื่นมันสีแดง สีเทา หรือสีดำกันทั้งนั้น มันก็เลยกลายเป็นตัวพิสดารอยู่ในโลกของกระรอก กระรอกตัวอื่นเห็นมันเข้าก็ต้องคิดว่า ‘ เอ๊ะ นี่อะไร กระรอกสีขาวรึต้องเป็นกระรอกต่างถิ่นแน่เลย’ แล้วมันก็ไล่เจ้ากระรอกเผือกออกไปให้พ้นๆ เป็นกระรอกเผือกนี่ก็คงแย่อยู่เหมือนกัน เพราะกระรอกตัวอื่นเล่นงานมันหมด ตาคิดว่าพอมันวิ่งหนีเสียเหนื่อยแล้ว ถ้าใครไม่ฆ่ามันเสียก่อน มันก็คงนึกอยากเกิดเป็นจระเข้หรือเต่าหรืออะไรสักอย่าง แทนที่จะเกิดเป็นกระรอกโชคร้ายผิดสีไปจากตัวอื่นเขา”

ผมชักเบื่อกระรอกเต็มทีแล้ว ผมอยากให้มีอะไรสนุกๆกว่านี้ ลดเรื่องปรัชญาน้อยหน่อยก็ยิ่งดี

“คุณตาครับ กลับไปเอารถดีกว่า” ผมว่า “แล้วขับไปทางเคสแวล พักค้างคืนที่กระต๊อบที่นั่นสักคืน พระจันทร์ข้างขึ้นอย่างนี้ เต่ามันขึ้นมาไข่กันไม่ใช่หรือครับ”

“คิดว่ายังงั้น” พ่อเฒ่าพูด “ดีเหมือนกัน เต่าทะเลน่ะน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวง แล้วตัวเมียก็ขึ้นมาวางไข่หมกไว้ในทราย แกยังไม่เคยเห็นซีนะ”

“ไม่เคยครับ” ผมตอบ “คุณตาเคยพูดเสมอว่าจะพาผมไปล่าเต่า แต่ยังไม่ได้ไปสักที ไปเดี๋ยวนี้เลยได้ไหมครับ”

“ได้ซี” พ่อเฒ่าพยักหน้า “ไปเอานังลิซออกกันเถอะ”

เรามีกระต๊อบเล็กๆอยู่ที่แคสแวล ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ ไม่ใช่กระต๊อบดีอะไรนัก ห้องเดียวเล็กๆ สร้างด้วยไม้กระดานหยาบๆและกระดาษชุบน้ำมันดิน แต่มันมีครัวโกโรโกโสต่อติดกับห้องใหญ่และมีที่เหนือห้องใหญ่สำหรับให้คนนอนได้สักหมู่หนึ่ง ถ้าไม่รังเกียจว่าจะต้องเบียดกันอยู่ใต้ชายคา กระต๊อบนี้อยู่บนหาดทรายคลื่นซัดเข้ามาถึงประตูเลยทีเดียว ผมชอบไปที่นั่นไม่ว่าจะไปตกปลาหรือแอบยิงกระรอกที่อาศัยอยู่ในเขตสงวนของรัฐบาล บางทีก็ไปนั่งฟังเสียงคลื่นซัดฝั่ง หลายครั้งทีเดียวที่ผมได้เห็นรอยเท้าเต่าเหมือนลายก้างปลา ขณะที่มันขึ้นมาจากทะเลมาวางไข่ แต่ผมยังไม่เคยโชคดีเห็นเต่าออกไข่จริงๆสักที

คนหลายคนไม่ชอบไข่เต่า เพราะไม่ว่าจะต้มนานเท่าใด ไข่ขาวก็ไม่แข็งตัว คงเหลวเละเป็นเมือกลื่นๆอยู่อย่างนั้น แต่ผมชอบกินครับ จะกินไข่เต่าก็ต้องต้มสักห้านาทีจนไข่แดงแข็ง แล้วหยิบตรงเปลือกไข่ที่เหมือนหนังนุ่มๆฉีกตรงหัวออก ใส่เนยหน่อยพริกไทยนิด กับเกลืออีกเล็กน้อย บีบก้นไข่ส่งเนื้อไข่เข้าปาก ตรงนั้นมันมีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้ม จะทำยังไงไข่เต่าก็ไม่หมดรอยบุ๋ม กินแบบที่ผมว่านี่อร่อยดีครับ แต่อย่าไปคิดมากถึงไข่ขาวเมือกๆลื่นๆนั่น

นานๆครั้งพ่อเฒ่าก็ไปได้ไข่เต่านี้มาจากคนที่เผอิญเจอเต่าขึ้นมาวางไข่ และสอนผมไม่ให้กลัวที่จะลองกินของแปลกที่มองดูไม่ชวนกินเท่าเนื้อสเต็คหรือขนมเค้ก พ่อเฒ่าบอกว่ารำคาญคนที่ไม่ยอมกินหอยนางรมหรือหอยทากหรือของแปลกๆเพียงเพราะมันดูผิดธรรมดาไปหน่อยเดียว

เราขับนังลิซไปที่แคสแวล แล้วก็ทำอาหารเย็นง่ายๆกินกัน ระหว่างที่พ่อเฒ่าวุ่นวายอยู่กับเตาน้ำมันก๊าด ผมก็ถอดกางเกงลงไปว่ายน้ำเล่น พอผมขึ้นมาจากมหาสมุทร พ่อเฒ่าก็ทำอาหารเสร็จพอดี พูดอะไรงึมงำอยู่คนเดียว พ่อเฒ่าพูดว่าผู้ชายทำอาหารเก่งกว่าผู้หญิง เพราะไม่เรื่องมาก ทำอะไรอย่างสองอยางก็กินอร่อยไปแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลคิดจัดสำรับเป็นหกเจ็ดจาน ของที่พ่อเฒ่าทำกินวันนี้ก็อย่างเคยละครับ ไข่ดาวกับหมูแฮม พ่อเฒ่าเคยพูดว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างไก่กับหมู่นั้น เลิกสร้างสัตว์อื่นเสียเลย คนก็ไม่เดือดร้อนเพราะหมูแฮม ไข่ไก่กับโฮมินี่ (คือข้าวโพดบดหยาบๆให้แตกแล้วต้มกับน้ำเป็นข้าวต้ม) คืออาหารหลักที่คนเราต้องการเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด

เรากินกันเสร็จก็ออกไปนั่งหน้ากระต๊อบเล็กคอยเฝ้าดูพระจันทร์ขึ้น ไม่นานก็ค่อยเยี่ยมหน้าขึ้นมาจากมหาสมุทร พ่อเฒ่าเอ่ยขึ้นมาว่า ที่ตำนานโบราณเขาเล่ากันว่าเทพีวีนัสโผล่ขึ้นมาจากมหาสมุทรนั้นคงไม่ใช่หรอก คงมีไอ้กรีกขี้เมาที่ไหนสักคนนั่งมองพระจันทร์ขึ้นอย่างเรานี่เอง แต่เอาไปพัวพันไขว้เขวกับผู้หญิง

“ตาจะสอนแกเสียเลย” พ่อเฒ่าพูด “อย่ามาเอ่ยให้ได้ยินชื่อ วีนัส เดอ มิโล เชียวนะ เทพีองค์นั้นชื่อแอโฟรไดทิ มาจากเกาะของพวกกรีกชื่อเกาะมีลอส วีนัสน่ะ เป็นเทพีของพวกโรมัน แล้วมิโลก็อยู่ในอิตาลี คำว่าเดอก็เป็นภาษาฝรั่งเศส มันแปลกพิลึกละว่าอยู่ไปนานๆก็ถ่ายทอดอะไรผิดๆถูกๆ มาให้คนรุ่นหลังรับไว้”

พระจันทร์ขึ้นสูงกว่าเดิมก่อนพ่อเฒ่าจะจบคำบรรยายเรื่องชาวกรีก ชาวโรมันและนักประวัติศาสตร์โดยทั่วๆไป พ่อเฒ่ากำลังเริ่มพูดเรื่องชาวอียิปต์และปิรามิด เมื่อเราคิดว่าได้เวลาออกเดินหาเต่ากันแล้ว ผมเดินเท้าเปล่าไปบนพื้นทรายเปียก เย็น หยาบ และแน่นลงไปจนถึงชายฝั่งที่คลื่นซัดสาดอยู่ไม่ขาดระยะ แสงเดือนสว่างจ้าจนแทบจะเอาหนังสือมาอ่านได้ ผมไม่ได้บอกความคิดอันนี้กับพ่อเฒ่าหรอกครับ เพราะขืนหลุดปากออกไป พ่อเฒ่าก็อาจจะไล่ผมไปหาหนังสือมาเปิดดูจริงๆ เพื่อจะดูว่าผมพูดเกินความจริงไปหรือเปล่า

มันมีอะไรบางอย่างที่เป็นเสน่ห์บนหาดทรายยามราตรี ไม่มีคนมาทำเสียเอะอะ มีแต่เสียงนกนางนวลร้องวิเวก และเสียงคลื่นซัดสดนุ่มนวล ผมเองมองหารอยเท้าเต่าแล้วก็เริ่มคิดไปในแนวเดียวกับพ่อเฒ่าเมื่อพระเจ้าท่านสร้างน้ำสร้างภูเขานี่ ผมคิด ท่านทราบดีเทียวละว่าท่านกำลังทำอะไร

เราเดินกันมาได้ราวไมล์เดียวเมื่อพบรอยเท้าเต่ายังสดๆอยู่เลย ทรายยังร่วนอยู่ตรงรอยนั้น ไม่มีรอยเดินกลับลงทะเล เราเดินตามรอยไป ตามง่ายยังกับรอยตีนตะขาบแทร็คเตอร์ มาถึงตรงที่เริ่มเป็นเนินทรายและไม่มีโอ๊ตทะเลขึ้น ก็เจอเข้าพอดี ตัวมันโตยังกับโต๊ะกินข้าวที่บ้านผม

มันขุดหลุมลึกไว้แล้ว และกำลังปล่อยอะไรคล้ายๆท่อยื่นลงมาจากใต้ตัวให้ไข่มันหลุดออกมาจาก หลุมนี้ข้างล่างกว้างมากแต่ข้างบนแคบ มันปล่อยไข่ลงไปแล้วสักครึ่งหลุมเห็นจะได้ ไข่หลุดออกมาจากตัวมันผล๊อยๆ คิดว่าประมาณนาทีละหกฟอง แม่เต่าตัวนี้มีจมูกใหญ่โค้งทำให้ดูหน้าเหมือนนกแก้ว นัยน์ตาของมันเป็นฝ้าและมีน้ำตาเต็ม ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมเต่าจึงร้องไห้เวลาว่างไข่ มันอาจจะเจ็บปวดมากก็ได้ แต่แม่เต่าวางไข่จะร้องไห้เหมือนเมียที่โกรธผัวจัดๆ แล้วก็อยากให้รู้ชัดว่าโกรธ

เต่ามันเป็นสัตว์แปลกครับ เขาว่าตัวผู้เล็กกว่าตัวเมียหลายเท่า มันไม่เคยขึ้นมาจากทะเลเลย อยู่ในทะเลและผสมพันธุ์ในทะเล พอตัวเมียพร้อมจะวางไข่มันก็ขึ้นมาจากทะเลตัวเดียว คลานอย่างเจ็บปวดมาตามหาดทราย ขุดหลุมได้ที่แล้วก็ปล่อยไข่ออกมาจากท่ออะไรของมัน ว่างไข่เสร็จก็กลบหลุมเรียบร้อย คลานลงทะเลไปอีก ไข่เต่าหมกทรายได้อาศัยความอบอุ่นจากแสงตะวันและฟักเป็นตัว พอลูกเต่าออกมาจากเปลือกไข่ได้ ก็ลิ่วลงทะเลกันทีเดียว ผมเคยคิดว่าแม้กระทั่งเต่าก็น่าจะดูๆอยู่ อย่างน้อยก็เพื่อจะเห็นว่าลูกหน้าตาเป็นยังไง แต่เต่ามันคงไม่อยากรู้อยากเห็นกระมังครับ

ระหว่างที่แอโฟรไดทิ (ผมเรียกแม่เต่าว่าแอโฟรไดทิเพื่อให้พ่อเฒ่าทราบว่า ผมยังไม่ลืมเล็คเชอร์ของพ่อเฒ่าเมื่อครู่นี้) กำลังออกไข่ไปพลางและร้องไห้ไปพลางนั้นผมก็มองมันอย่างละเอียดลออ ตัวมันยาวราวหกฟุตเห็นจะได้ กว้างราวสี่ฟุต นี่ดูจากกระดองนะครับบนหลังกระดองมีเพรียงเกาะแตกๆหักๆ แต่ละอันดูโตขนาดจานซุฟ นอกจากนั้นก็สาหร่ายติดรุงรังเหมือนเสาไม้เก่าๆที่แช่น้ำอยู่นาน ผมถามพ่อเฒ่าว่ามันอายุสักเท่าไร แต่พ่อเฒ่าบอกว่า พ่อเฒ่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ดูลักษณะแล้วเห็นจะแก่กว่าแม่เฒ่าคือคุณยายของผมอย่างแน่ๆ

แม่เต่าวางไข่เสร็จแล้วก็จัดการกลบหลุม แกว่งครีบไปมาเหมือนรถบุลโตเซอร์โกยดินกลบ จากนั้นก็เดินงุ่มง่ามกลับลงทะเลไป

ระหว่างมันกำลังเดินลงทะเลนั้น พ่อเฒ่าก็บอกผมว่า “ขี่มันเลย ขี่ให้เหมือนไอ้เจ้าอะไรในนิทานปรัมปราที่ขี่วัวกระทิงลงทะเลไปแล้วไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย”

ผมก็เลยขี่เต่าอย่างพ่อเฒ่าบอก ปีนขึ้นนั่งบนเบาะหลังให้มันโซเซลงชายน้ำ ผมนั่งอยู่บนหลังมันจนมันเริ่มออกว่ายมุ่งสู่น้ำลึกจึงกลับมาหาพ่อเฒ่า เราคุ้ยทรายเปิดหลุมออกแล้วหยิบไข่ออกมานับทีละฟอง มีถึง ๑๓๗ ฟอง แต่ละฟองโตกว่าลูกวอลนัทขนาดใหญ่หน่อยเดียว มีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้มทุกฟองด้วย

“เอาไปสักยี่สิบกว่าใบก็พอ” พ่อเฒ่าพูด “เหลือไว้ให้มันฟักตัวเป็นลูกเต่าบ้าง เอาไปกินเสียหมดก็สงสารมัน อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเบ่งไข่แทบตาย ไม่มีลูกเหลือเลย ตาจะทำให้กินเป็นอาหารเช้าพรุ่งนี้ เราจะลองแว่บๆ มาดูอีกตอนที่ลูกเต่าเป็นตัว ถ้ามีโชคอาจได้เห็น ตาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ลูกเต่ามันอยู่ในไข่นานไหมกว่าจะเป็นตัว”

เราเดินกลับกันกลางแสงจันทร์ ผมถือหมวกแก๊ปของตัวเอง ซึ่งใส่ไข่เต่าใหม่ๆมาเต็ม เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย คืนนั้น เมื่อเข้านอนแล้ว ฟังเสียงคลื่นซัดฝั่ง ฟังเสียงนกนางนวลร้อง ขณะที่พระจันทร์ยังแขวนสูงอยู่บนฟ้า ผมก็หลับไปกับความคิดที่ว่า ผมอาจจะอยู่บ้านแล้วไปดูหนังเสีย ไม่ออกมากับพ่อเฒ่าก็ยังได้ แล้วผมก็ดีใจว่าผมไม่โง่ไปดูหนังคืนนี้เสียก่อน


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
nunkasho
post 26 September 2011, 05:24 PM
Post #13





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 405
Joined: 20 December 2008
From: 69/31ม.6 ถ.บรมราชชนนี ตลิ่งชัน ตลิ่งชัน กรุงเทพ 10170
Member No.: 7,973



เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ ขอบคุณมากครับ biggrin.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Werewolf
post 27 September 2011, 09:09 PM
Post #14





Group: กรรมการชุมชน
Posts: 7,943
Joined: 8 January 2007
From: Home
Member No.: 3



QUOTE (Werewolf @ 21 September 2011, 12:23 AM) *
จำได้ว่าเคยมีครับเล่มนี้
อ่านสนุกเพลิดเพลินดีครับ thumbsup.gif
ว่าแต่ในไอแพดมีไม๊ครับคุณใหญ่พัด smile.gif



หาเจอแล้วครับ เดี๋ยวเอามาอ่านใหม่ดีกว่าครับ smile.gif


--------------------
Live to ride...Ride to live...
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 30 September 2011, 12:37 PM
Post #15


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 4
ล่านกเป็ดน้ำ


มันก็เป็นสัปดาห์หนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่ฟ้าหม่นมัวซัวและลมแรงเหมือนจะทะลวงตัวเราให้เป็นรู แม้ทางใต้ก็มีอากาศหนาวบอกเค้าหิมะเตือนมาแล้ว เมฆลอยต่ำและแม่น้ำสีเทาก็เป็นระลอกขึ้นๆลงๆ คืนหนึ่งหลังอาหารค่ำพ่อเฒ่าก็ตรวจดูบารอมิเตอร์และบอกว่าปรอทกำลังลด

“ตาว่าแกคงยังไม่รู้เรื่องนกเป็ดน้ำเท่าไรนักหรอก” พ่อเฒ่าพูด “พรุ่งนี้อากาศจะยิ่งแย่มาก มีฝนน้ำแข็งเขละๆ และอาจมีหิมะลงมาบางๆ ด้วยก็ได้ ลมเหนือพัดแรง แม่น้ำเป็นระลอกสูงแบบนี้ นกเป็ดน้ำออกบินแน่ บินต่ำด้วย พรุ่งนี้เราตื่นแต่เช้ากันเถอะ จะได้สอนแกเรื่องนกเป็ดน้ำ ตอนนี้แกเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกคุ่มแล้วนี่”

พ่อเฒ่ายิ้มกับผม และผมก็ยิ้มตอบ ผมกำลังอกผึ่งเต็มที่มาตั้งแต่บ่ายวานนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมยิงนกคุ่มได้เต็มโควตา ทั้งวันนั้นอากาศชื้นแฉะ นกอยู่นิ่งให้หมามันเสาะหาเป็นเป้า พวกตัวเดี่ยวๆก็กระจายออกไปได้ระยะสวยกลางพงหญ้าไม้กวาด ผมยิงด้วยปืนแฝดขนาด ๑๖-เกจที่พ่อเฒ่าให้ ค่อยๆยิงไม่รีบร้อน ยิงปืนแผดได้สองชุดเมื่อฝูงนกบินถาขึ้น และมีหนเดียวเท่านั้นที่พลาดทั้งสองลำกล้อง เมื่อผมยิงนกตัวที่สิบห้าได้ แม้กระทั่งหมาก็ทำท่าว่าปลื้มใจ แต่หมามันก็ยังไม่ปลื้มเท่าผมหรอกครับ

“แกคิดว่าแกรู้เจนจบละเรื่องนกคุ่ม” พ่อเฒ่าพูด “แต่อย่าคิดล่ะว่าจะใช้หลักการเดียวกันได้กับนกเป็ดน้ำ ยิงนกคุ่มน่ะเรายิงด้วยรีเฟล็กซ์ เห็นนกปุ๊บ ประสาทสั่งยิงปั๊บ ไม่มีเวลาจะมาคิดใคร่ครวญคำนวณตัวเลขแต่จะยิงนกเป็ดน้ำ ต้องทำแบบแบลลิสติค”

“แบลลิสติก นี่มันอะไรกันครับ” ผมถาม

พ่อเฒ่ารู้ศัพท์แปลกๆ ยากๆ มากมายที่ชอบปล่อยออกมาโดยไม่อธิบาย ต้องรอผมถาม พ่อเฒ่าบอกว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มพูนปัญญา และความอยากรู้อยากเห็นก็ไม่ได้ทำให้แมวถึงฆาตอย่างคำกล่าวเขาว่ากันมาแต่โบราณ พ่อเฒ่าเองเชื่อว่าแมวเจ้ากรรมตัวนั้นถึงฆาตเพราะความโง่ หรือไม่ก็เพราะสวาปามหนูเข้าไปเกินขนาด

“แบลลิสติคนี่” พ่อเฒ่าพูด “มันอธิบายยากแฮะ ตาจะลองดูซิว่าพอจะพูดให้เข้าใจได้ไหม สมมุติว่า แกก็จดตัวเลขเอาไว้เยอะๆนะ ความเร็วของนก มุมที่มันบิน ความเร็วของลม ทิศทางของลม ความสูงของนกขนาดของผังยิง ความเร็วของกระสุน หรือกำลังของดินปืน เอาตัวเลขทั้งหมดนี่โยนเข้าไปรวมกันแล้วโม่ออกมาก็จะได้คำตอบที่ถูกต้อง ในหนังสือเขาอาจไม่ได้นิยามไว้อย่างนี้หรอก แต่ตานิยามของตาเองอย่างนั้น เอาไว้แกยิงนกเป็ดน้ำพลาดสักสองสามตัว ตาอาจอธิบายให้แกเข้าใจได้ง่ายกว่านี้”

รุ่งขึ้นเราตื่นและออกไปกันแต่ก่อนเช้ามืด มันหนาวขนาดว่าลมหายใจออกมาเห็นเด่นอยู่ต่อหน้าเรา หูก็เย็นเยือกจนรู้สึกว่ามันคงหลุดจากที่ตั้งของมันถ้าใครมาแตะเข้า มันทรมานอย่างร้ายเชียวละครับที่จะต้องลุกจากเตียงอุ่นสบายมานุ่งกางเกงยาวที่เย็นเยือกเหมือนน้ำแข็ง นุ่งกางเกงทับแล้วสวมรองเท้าบู๊ตสูงถึงตะโพก ซึ่งก็เย็นเป็นน้ำแข็งอีกน่ะแหล่ะ

เมื่อผมลงมาข้างล่างนั้น พ่อเฒ่าง่วนอยู่ในครัว ก่อไฟไว้แล้วในเตา เป็นเตาแบบเก่ารูปสี่เหลี่ยมใหญ่เทอะทะที่ใช้ฟืนเผา พอร้อนจัดจะออกสีแดงเรื่อไปทั้งเตา ทั้งห้องก็จะอุ่นไปหมดราวกับใช้เตาหลอม พ่อเฒ่าสูบกล้องพลางต่อยไข่ลงในกระทะ ซึ่งมีชิ้นขนมปังทอดอยู่แล้วเสียงฉู่ฉี่กลางไขมันหมูเค็ม หมูเค็มทอดแล้วหลายชิ้นวางเรียงอยู่ในจานสังกะสี หม้อกาแฟก็กำลังเดือดอยู่บนหลังเตา

“ไม่มีใครจะหนาวได้มากกว่านักล่านกเป็ดน้ำที่กำลังหนาว” พ่อเฒ่าพูด “ยกเว้นแต่จะเป็นนักล่านกเป็ดน้ำที่หนาวด้วยแล้วก็หิวด้วย กินของร้อนๆเข้าไป จะเหมือนก่อไฟในกระเพาะ ความร้อนจะแผ่ไปทั่วตัวข้างในอุ่นถึงแม้หูกับมือจะเย็น ตาเคยพูดเสมอว่า ถ้าเรากินอาหารเช้าให้มันเต็มท้องเข้าไว้ ไม่ต้องห่วงอาหารเย็นยังได้ มากินกันเถอะ”

พ่อเฒ่าตักไข่วางลงบนขนมปังทอด สะกิดไข่แดงให้แตกซึมลงไปในเนื้อขนมปัง ซึ่งไม่กรอบอย่างขนมปังปิ้ง แต่ชุ่มทั้งไข่แดงและน้ำมันหมูเค็ม พ่อเฒ่าตักชิ้นหมูเค็มวางทับบนหนาไข่อีกทีหนึ่ง แล้วจึงรินกาแฟ เรากินไข่กันคนละหกฟอง ผมไม่เคยกินอะไรอร่อยเท่าไข่ทอดกับขนมปังและหมูเค็มแบบนี้ มันหนาวจะบ้า ข้างนอกแต่อุ่นข้างในบ้าน กาแฟชงแบบพ่อเฒ่าชงก็ไม่มีอีกแล้ว พ่อเฒ่าต้มกาแฟในกาสังกะสีจนข้นคลั่กส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั้งบ้าน

กินกันเสร็จแล้ว พ่อเฒ่าก็เดินไปที่โถกระเบื้อง บรรจุขนมคุกกี้ หลิ่วตากับผม แล้วขโมยคุกกี้ที่มิสล็อตตี้เพิ่งอบใหม่ๆ วานนี้มายี่สิบกว่าอัน แถมด้วยแอ๊ปเปิ้ลและส้มอย่างละสองผล ห่อเข้าด้วยกันอย่างรัดกุม พ่อเฒ่าหยิบกระติกเทอร์มอสมาแล้วรินกาแฟที่เหลือลงไป ใช้ขวดนมล้างสะอาดแล้วบรรจุน้ำสะอาดที่ปั้มขึ้นมาใช้จากหลังระเบียงบ้าน สวมเสื้อกันหนาวแม็คกินอว์และหมวกไหมพรมที่มีริมห้อยลงมาปิดหู หยิบปืนคู่มือแล้วก็บอกว่า ทีนี้เราก็พร้อมจะไปล่านกเป็ดน้ำกันละ

เราเดินฝ่าราตรีเยียบเย็น เห็นดาวฉายประกายจ้าจนมองทะลุก้อนเมฆที่ลอยลิ่วไปเห็นได้ พระจันทร์เสี้ยวเล็กกำลังจะหม่นแสง เราเดินไปตามถนนเงียบเป็นตายไปยังแม่น้ำ ไก่เพิ่งจะขัน หมาเพิ่งขยับตัวขลุกขลักแล้วก็เห่าส่งเดชอย่างไม่มีกะใจเท่าใดนัก แถบริมแม่น้ำนั้นหนาวมาก ทังหนาวทั้งมืดทีเดียว

เราตรงไปยังที่ซึ่งพ่อเฒ่าผูกเรือเอาไว้ พ่อเฒ่าให้ผมไต่ไปหัวเรือ แก้เชือกแล้วใสเรือออกห่างตลิ่ง พ่อเฒ่าบอกว่าจะใช้กรรเชียงเพราะมันช่วยให้โลหิตหมุนเวียน พ่อเฒ่าจะให้ผมกรรเชียงขากลับเมื่อเราล่องเรือกลับบ้านกลางแดด หากว่ามีแดดเมื่อเรากลับ ลมตีหลังผมแรงเมื่อพ่อเฒ่ากรรเชียงเรือไปตามแม่น้ำ หัวเรือลอยขึ้นลอยลงตามระลอกคลื่นเล็กๆ สาดน้ำเป็นฝอยกระเซ็นถึงคอผม ฝอยน้ำนี้มันตั้งอยู่ได้เหมือนหยดน้ำค้างบนเส้นขนสัตว์แข็งของเสื้อกันหนาวที่ผมสวม แต่ผมกินอาหารเช้ามาแล้วก็อุ่นข้างในสบายเหมือนอย่างที่พ่อเฒ่าว่า

ผมมองต้นคอของพ่อเฒ่าที่ห่อไหล่ชะโงกตัวไปข้างหน้าเหนือกรรเชียง เห็นหูใหญ่กางออกจากข้างศรีษะ และกล้องยาเส้นคาอยู่กับมุมปาก ปลายหนวดพ่อเฒ่าสะบัดอยู่กลางลมอรุณ พ่อเฒ่ากรรเชียงไปสองไมล์ จึงเลี้ยวเรือเข้าดงหญ้าริมหนองน้ำและพักกรรเชียง

“ส่งถ่อให้ตาซิ” พ่อเฒ่าพูดเมื่อเก็บกรรเชียงแล้วลุกขึ้นยืน

ผมส่งถ่อให้พ่อเฒ่า ถ่ออันนี้ผมช่วยพ่อเฒ่าเหลาและเกลาจากไม้ฮิคกอรี่แข็งท่อนหนึ่ง ผมไม่เคยพบไม้อะไรแข็งอย่างนี้ มันอ่อนโอนตัวได้นิดหน่อย ทำยังไงก็ไม่หักถึงแม้คนแข็งแรงอาจโน้มเข้ามาได้เป็นรูปครึ่งวงกลม เราขัดมันเสียจนหมดปุ่มปม เรียบยังกับกระจกมือจับกำได้ถนัด ไม่มีเรื่องต้องห่วงว่าจะถูกเสี้ยนตำ

พ่อเฒ่ายืนประจันหน้าผมอยู่ทางท้ายเรือ ใช้ถ่อค้ำเรือไปเรื่อยๆ จนมาถึงบ่อน้ำจืดเล็กและตื้น มีกอบัวขึ้นเต็ม ไม่นับรากไม้อีกร้อยแปด ลักษณะเหมือนงูขึ้นอยู่ในท้องน้ำที่เต็มไปด้วยเลนสีดำสนิท พอพ่อเฒ่าค้ำถ่อลงไป ไม้ถ่อก็กวนน้ำโคลนขึ้นมาขุ่นเป็นหย่อมๆ เรือเราก็ลอยฉิวๆไปบนผิวน้ำ เรือนี้เป็นเรือท้องแบน ท้องเรือจมไม่ลึก แล่นได้ลิ่วไป เราข้ามบ่อน้ำไปยังหัวแหลมย่อยๆ ซึ่งมีพงหญ้าขึ้นสูงถึงห้าหรือหกฟุตท่วมหัวคนเชียวละครับ

“เอามันตรงนี้แหละ” พ่อเฒ่าบงการ

พ่อเฒ่าลงจากเรือ ดึงรองเท้าบู๊ตขึ้นสูงแล้วใช้เชือกผูกติดไว้กับเข็มขัดรัดเอว วางเท้าตั้งหลักดีแล้วก็เข็นเรือที่มีผมนั่งอยู่ด้วยเข้าไปในพงหญ้า พอเรือเข้าไปลึกพอควร หญ้าก็ลู่อัดหัวเรือจนดันเข้าไปไม่ได้อีก พ่อเฒ่าใช้กรรเชียงปักกั้นท้ายเรือไว้ไม่ให้ไหลกลับกรรเชียงฝังจมลึกลงไปในโคลนเฉอะแฉะ

“ส่งเหยื่อล่อมาซิ” พ่อเฒ่าสั่ง

ผมทำตาม เรามีนกเป็ดน้ำทำด้วยไม้ปลอมไว้ล่อ เรียกนกจริงอยู่สิบกว่าตัว พ่อเฒ่านั่งเกลามันจากไม้ก๊อก ผมยังเห็นภาพพ่อเฒ่านั่งอยู่บนขั้นบันไดหลังบ้านข้างต้นมะเดื่อ ค่อยเหลาค่อยเกลาอย่างระวัง ได้เป็นตัวนกแล้วก็หาสีมาทา ดูหน้าตาไม่เห็นค่อยเหมือนนกเป็ดน้ำ ผมวิจารณ์ตรงๆ พ่อเฒ่าก็เลยชักจะเสียงห้วนไปหน่อยเมื่อพูดกับผม

“นกเป็ดน้ำมันเห็นเหมือนพวกเดียวกันก็แล้วกัน” พ่อเฒ่าว่า “คนเราส่วนมากก็ยังงี้ คิดอะไรก็เห็นแก่ตัวไว้ก่อนร่ำไป แกไม่ได้มาล่านกเป็ดน้ำเพราะอยากจะยิงตัวแกเอง แกจะมายิงนกเป็ดน้ำ มองจากบนฟ้าลงมา นกเป็ดน้ำมันจะเห็นไอ้ไม้ก๊อกพวกนี้เหมือนนกเป็ดน้ำเองน่ะแหล่ะ”

พ่อเฒ่าเดินลุยน้ำออกไปพร้อมนกไม้เป็นพวงพาดเต็มไปทั้งมือและไหล่ ล่ามด้วยเชือกที่ปลายข้างหนึ่งผูกแท่งตะกั่วเป็นน้ำหนัก พ่อเฒ่าโยนนกประดิษฐ์เหล่านี้ไปรอบๆ ตัวอย่างส่งเดชขณะยืนห่างผมออกไปราวยี่สิบห้าหลา บางทีก็โยนออกไปตัวเดียวทางหนึ่งโยนอีกสองสาวตัวไปอีกทางหนึ่ง ทางโน้นสองและทางนั้นสอง เบ็ดเสร็จแล้วมันก็ลอยกันอยู่เป็นรูปครึ่งวงกลมรอบพงหญ้า ลมแรงพัดมาจากข้างหลังเรา ผมรู้สึกครับ เป็ดน้ำไม้ก๊อกก็ลอยตุ๊บป่องอยู่กลางน้ำ เข้าใจว่าลมคงตีปะทะหน้ามันพอดีเลยครับ

“โน้มต้นอ้อลงมาบนเรือหน่อยซิ จะได้ช่วยบังเวลามองลงมาจากฟ้า” พ่อเฒ่าตะโกนสั่งผม “แหวกช่องเอาไว้สักสองช่องด้วยนะ เราจะได้มองลอดออกมาเลย ไม่ต้องโงหัว ตากำลังจะเสร็จอยู่แล้ว”

ผมเหนี่ยวต้นอ้อลงมาเป็นแพ พอผมนั่งลงแล้วเป็นไม่มีใครเห็นว่ามีเรือหรือเด็กนั่งซุกอยู่ในพงอ้อ ผมทำช่องโหว่เอาไว้สองช่องตามสั่งแล้วนั่งรอ พ่อเฒ่ากำลังลุยน้ำกลับ ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว ดวงดาวหายไปหมด เมฆรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนและลอยต่ำมาก ลมพัดแรงกว่าเดิม ดูเหมือนจะหนาวมากขึ้นมากอีกด้วย

นั่งอยู่อย่างนั้น ได้ยินเสียงปีกโบกโบยแผ่วเบาอยู่กลางฟ้ามืด บางครั้งก็มีเสียงหวีดหวิวขณะนกคับแคบิดผ่าน เป็ดป่าตัวเมียส่งเสียเอ็ดอึงตัดพ้อจากที่หากินในแอ่งโคลนกลางหนองเมื่อเห็นฝูงเป็ดป่าด้วยกันบินผ่าน และเจ้าตัวผู้ก็ร้องตอบมาจากฟ้าสูงเหนือศรีษะเราได้ยินแต่เสียงปีกโบยบินอยู่รอบข้าง และบางทีก็เห็นจุดสีดำแวบๆทาบอยู่กับผืนฟ้าสีจาง นอกจากนั้นก็มีเสียงน้ำเฉาะแฉะอยู่ในหนอง เมื่อเป็ดป่ามันลงนั่นกันเหมือนเรือติดเครื่องอยู่ในสระน้ำตึ้น

“อีกนานไหมครับกว่า...” ผมเริ่มพูด

พ่อเฒ่าตัดบทเสียทันที

“รู้ไว้เสียเลยว่าอย่าพูดมากเวลามาซุ่มคอยยิงนกเป็ดน้ำ” พ่อเฒ่าสอน “มันก็ไม่สำคัญอะไรนักหรอก แต่ทำให้จิตใจวอกแวก เฝ้าดูไม่ได้แม่นนัก จะยิงนกเป็ดน้ำให้ได้นั้น สี่ในห้าของงานที่ต้องทำคือเฝ้ามองมัน เงียบๆนะ ตะวันเริ่มจะโผล่แล้ว อีกนาทีเดียวจะสว่างพอยิงได้ พอเริ่มยิง ก็ยิงแบบที่แกอยากยิงได้”

มีอะไรบางอย่างในการซุ่มรอก่อนอรุณรุ่งในที่ซ่อนพรางนกเป็ดน้ำ ที่ทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากเวลาที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมเกือบจะคิดว่าจะไม่มีวันถึงเวลาที่สว่างพอจะยิงได้เสียอีก ฟ้าเหนือหัวเราแซ่ไปด้วยเสียง และเราอาจมองเห็นนกเป็ดน้ำบ้างแล้ว บินสูงอยู่ข้างบนเป็นแนวยาว ดูว่าสูงแต่ความจริงไม่สูงเท่าไร่ เพราะเราได้ยินเสียงหวีดหวิวที่ปีกของมันโบกลมได้ถนัด บนผิวน้ำในหนองนั้นเป็ดน้ำไม้ก๊อกกำลังโยนตัวไปมา บางทีก็กระทบกันเสียงกึกกัก ตัวหนึ่งดันเอาหัวลง อีกตัวหนึ่งนั้นพ่อเฒ่าเกลาเป็นว่ากำลังไซ้ใต้ปีก มองจากแสงสลัวๆ อย่างนี้ก็ชักเหมือนนกเป็ดน้ำจริงๆ มากเชียวละครับ ถ้าผมเป็นนกเป็ดน้ำ ผมก็ต้องนึกว่าเป็นนกเป็ดน้ำจริงๆ ด้วยกันแน่เลย

ผมลืมความหนาวขณะเพ่งมองผ่านช่องหานกเป็ดน้ำ เจ้านกแบล๊คเบิร์ดปีกแดงเริ่มร้องเพลงรับกันไปทั่วบริเวณหนองน้ำ นกยางเป็นลูกคู่ด้วยเสียงแหบห้าวอย่างกบ นกหนองน้ำอื่นๆพลอยร้อง กบใหญ่ที่เรียกว่า บุลฟร๊อก ทำเสียงฮึ้มๆ และนกเป็ดน้ำก็ร้องกันเสียงก๊าบๆ ผมได้ยินเสียงพึ่บพั่บตรงหน้าเรา นกยางฝูงหนึ่งดิ่งลงมา บินปร๋อลงต่ำเกือบติดผิวน้ำแล้วก็ลับหายไป ตอนนี้สว่างมากแล้ว ไม่มีแม้สีเทาเจือปน ขอบฟ้าเริ่มเป็นสีชมพูเรื่อๆ

“ยิงได้แล้ว” พ่อเฒ่าพูด “เห็นอะไรที่พอจะยิงได้ก็ยิงเถอะ”

ผมบรรจุกระสุนเบอร์หกลงในปืนขนาด ๑๖-เกจของผม หันกระบอกปืนออกห่างพ่อเฒ่า ให้ลำกล้องชี้ไปทางท้ายเรือ เมฆลอยต่ำลงมาอีก นกเป็ดน้ำบินตามกันเป็นสายยาวก็ลดความสูงตามลงมาจนได้ยินเสียงปีกตีลมถนัดหู สายหนึ่งบินผ่านไปใกล้ตัวจนเห็นแสงส่องท้องขาวของมันถนัดตา

“เป็ดพวกนี้เรียกว่า พินเทล” พ่อเฒ่าพูด “ตัวโตดีจริงๆ”

ประมาณหนึ่งนาทีต่อมา พ่อเฒ่าก็เอื้อมมือมาจับไหล่ผมบีบแรง พยักหน้ามองตรงออกไป

“นั่นแน่ะ เป็ดป่าทั้งฝูง” พ่อเฒ่าพูด “กำลังบินตรงมาทางนี้”

ผมมองแล้วมองอีกก็ไม่เห็นอะไร แต่ภายในสองสามวินาทีก็เห็นจุดดำๆเรียงกันเหมือนร้อยเป็นสาย ผมก็ไม่ทราบว่าพ่อเฒ่ารู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นนกเป็ดน้ำพันธุ์ไหนหรือว่ามันจะไปจะมาทิศไหน แต่มันก็ตัวโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้เข้ามา พอยิ่งใกล้ผมก็ยิ่งเกร็ง เริ่มจะยกปืนขึ้น แต่พ่อเฒ่าพูดคำเดียวว่า “อย่า” ขณะที่มันเลี้ยวรอบตัวเราไปทางซ้าย พ่อเฒ่าบอกว่า “เดี๋ยวมันจะกลับมา” แล้วก็เริ่มทำเสียงในคอคล้ายจะหัวเราะ ฟังก็คล้ายๆเสียงเป็ดป่าตอนมันกำลังเล่นโคลนอยู่หลังบ้านเรา แล้วพ่อเฒ่าก็พยักหน้าไปทางขวาผมเห็นมันบินวนผ่านไป พ่อเฒ่ายิ่งทำเสียงแก๊กๆในคอราวกับว่าเรื่องสำคัญระหว่างความเป็นกับความตาย ทั้งๆที่ปากก็ยังคาบกล้องยาเส้นคาอยู่อย่างนั้น

ฝูงนกเป็ดน้ำบินถากลับเข้ามาหาเราเร็วมาก มีอยู่ประมาณยี่สิบตัว เจ้าตัวนำเบ้อเริ่มหัวเขียวปื๋อ มันลู่ปีกและเตรียมห้ามล้อลดความสูงลงหาผิวน้ำในหนองปล่อยตีนลงล้อมอยู่วงนอกของเป็ดไม้ก๊อก

“เอา” พ่อเฒ่าพูด

ผมลุกขึ้นยืนเก้กัง มือดึงปืนขึ้นประทับใต้คาง ตาจับมองเจ้าตัวโตหัวเขียวที่กำลังจะบินลง

มันเห็นผมเข้าก็เลี้ยวกลับ บินปร๋อขึ้นสูง ผมส่องตามแล้วเหนี่ยวไก แต่มันก็บินไปเรื่อยๆ ผมยิงอีกมันก็ยังบินได้โดยไม่ชะงัก

ผมหันมามองพ่อเฒ่า ตัวสั่น หน้าซีด ผิดหวังจนบอกไม่ถูก

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกันก็มากันอีก” พ่อเฒ่าปลอบ

ผมแทบคลั่งเมื่อเจ้าเป็ดน้ำจ่าฝูงบินออกไป พลอยดึงพรรคพวกบินตามมันไปหมด เป็ดป่าตัวโตฝูงนี้บินลงมาหาเป็ดน้ำไม้ก๊อกเหมือนกับว่าตั้งใจจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต เจ้าตัวผู้จ่าฝูงนั้นตัวโตยังกับห่าน เข้ามาใกล้ขนาดว่าผมเห็นชัดเลยว่าขนมันมีทั้งสีเทา สีเขียวและสีเหลือง มองเห็นกระทั่งรอยตรงสีข้างและขนสีน้ำเงินตรงปีก มันมาใกล้ขนาดนั้น

ผมอยากร้องไห้ รู้สึกตัวว่าทำให้พ่อเฒ่าต้องผิดหวัง แต่ผมก็โตมากแล้ว เด็กโตแล้วที่ยังงอแงเป็นเด็กเล็กอาจถูกริบปืน ผมก็เลยแข็งใจทำเก่ง

“เอาละ เอาละ” ผมทำผิดอีกแล้ว ยิงผิดไปเป็นวา ผมก็ไม่ดีใจหรอก แต่ผมคงทำอะไรผิดสักอย่าง คุณตาก็ควรบอกผมซิครับว่าผิดตรงไหน ว่าไงครับ”

พ่อเฒ่าอมยิ้มอย่างเบิกบานใจเป็นอันมาก แล้วก็แกล้งเสียเวลาเป็นนานกับการจุดไม้ขีดไฟหัวสีแดงและป้องลมอย่างระวัง ขณะอีกมือกุมกล้องยาเส้น บางทีพ่อเฒ่าก็สนุกกับการแสดงความโหดกับหลาน

“ก็ทำถูกทุกอย่างแหละ” พ่อเฒ่าบอกผม “แกยิงเจ้าเป็ดใหญ่ตัวนั้นผิดไปเป็นวาอย่างว่า ที่ยิงผิดเพราะเรื่องแบลลิสติคน่ะแหละ แกจำได้ไหมที่ตาพูดให้ฟังเมื่อวานนี้เรื่อง แบลลิสิค”

“ครับ จำได้ แต่ผมก็จำได้ด้วยว่า คุณตาไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักว่า แบลลิสติคเป็นอะไรกันแน่ อธิบายเรื่องแบลลิสติคให้ผมฟังอีกซีครับ”

ในใจผมคิดพลุ่งพล่านว่า “ไอ้แบลลิสติคห่-เหว นี่มันอะไรกันนักนะ เรายิงนกเป็ดน้ำพลาดได้ทั้งๆที่ตัวมันโตยังกับไก่งวง โตเท่าบ้านก็ว่าได้ แล้วเราก็ไม่รู้ยิงผิดเพราะอะไร ทีนี้คุณตาก็จะมาเทศนาเรากัณฑ์โต’

พ่อเฒ่าหัวเราะอยู่ในคอ

“เอาละ ตาคิดว่าพอจะบอกให้แกเข้าใจได้แล้วว่าแบลลิสติคนี่คืออะไร ตาพอจะย่อยๆองค์ประกอบออกมาให้แกมองเห็นแล้ว”

“สมมุตินะว่า แกกำลังรดน้ำสนามหญ้า แล้วเจ้ารอยลูกพี่ลูกน้องของแกมันวิ่งตัดสนามเข้ามา แกก็มีสายยางรดน้ำอยู่ในมือ นึกอยากจะสาดน้ำใส่เจ้ารอยให้มันปียกปอนเล่น ความจริงหมอนั่นก็ควรจะอาบน้ำเสียบ้าง แต่ช่างเถอะ ไม่คิดจะนินทาใคร”

“ถ้าเด็กมันวิ่งโต้ลม แกมีสายยางในมือ อยากจะสาดน้ำใส่มัน แกต้องทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน

ข้อหนึ่ง แกต้องเล็งสายยางให้ดี
ข้อสอง แกต้องคะเนว่าลมแรงขนาดไหน
ข้อสาม แกต้องคิดด้วยว่ารอยมันวิ่งเร็วแค่ไหน”

“แกรู้ว่าน้ำจากสายยางจะพุ่งไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง น้ำที่พุ่งออกไปเจอแรงลมเข้าก็จะโค้งกลับนิดๆ แกรู้ว่ารอยวิ่งได้เร็วแค่นั้น ถ้าแกฉลาดอย่างที่ตาคิดแกก็ต้องเล็งสายยางไปข้างหน้าเจ้ารอยให้ลมมันตีน้ำกลับ รอยก็จะเจอน้ำพัวะเข้าให้ตรงจุดที่แกคิดเอาไว้ก่อนแล้ว”

“จะยิงนกเป็ดน้ำ มันก็แบบเดียวกัน นี่แหละคือแบลลิสติคที่ตาพูดถึง กระสุนแล่นออกจากลำกล้องปืนเหมือนน้ำพุ่งออกจากสายยาง นกเป็ดน้ำมันบินเข้ามาเหมือนรอยวิ่งเข้าหาแก กระสุนไปทางหนึ่ง น้ำก็ไปทางหนึ่ง เป็ดน้ำมาทางหนึ่ง รอยก็มาทางหนึ่ง แรงลมช่วยปรับความสัมพันธ์ระหว่างกระสุนปืนกับเป็ดน้ำระหว่างรอยกับสายน้ำ เพราะกระสุนปืนมันพุ่งออกไปเหมือนน้ำจากสายยางเหมือนกัน”

พ่อเฒ่าพูดจบก็ทำท่านั่งเอ้เต รอคำถาม ผมก็อยากถาม

"ผมเช้าใจละครับเรื่องสายยางกับเจ้ารอย แต่นกเป็ดน้ำตัวที่ผมยิงพลาดเมื่กี้น่ะ มันกำลังลงอย่างเร็ว แล้วก็กลับขึ้นไปอย่างเร็ว คุณตาบอกแบลลืสติคเรื่องนี้กับกับผมซีครับ กฎหัวแม่มื่อที่คุณตาชอบพูดถึงบ่อยๆนั่นละครับ"

“ตาก็ไม่อยากทำให้แกสบายเสียแต่ต้นยังงี้เลยพับผ่า” พ่อเฒ่าบ่น “แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตาไปยิงนกเป็ดน้ำที่หลุยซิอานาโน่น ไปกับคนนำทางเผ่าคาจันฉลาดมาก เขาบอกเคล็ดตามาอย่างหนึ่ง ตาก็จะบอกให้แกจำไว้ เมื่อเป็ดน้ำบินถาลงมา ให้เล็งยิงหางมัน ถ้ามันกำลังบินขึ้น ให้ยิงตรงจมูก ถ้ามันไม่ได้บินขึ้นหรือลง แต่บินผ่านหน้าเราไป ให้ยิงดักหน้า ดักเอาไว้ไกลสองเท่าของที่คิดว่าควรจะดักไว้ เท่านั้นก็ไม่พอหรอก แต่อาจจะทันยิงถูกหาง ทำให้มันบินช้าลงได้”

“ที่ว่าดักหน้าไกลๆนี่ ไกลสักเท่าไหร่ครับจึงจะเหมาสำหรับนกเป็ดน้ำ” ผมถามพ่อเฒ่า “เราจะวางเป็นกฎได้อย่างไรล่ะครับ”

“การยิงดักหน้านก ก็ดักไกลเท่าที่จะหันปืนไปได้น่ะแหละ” พ่อเฒ่าตอบ “แต่แกไม่มีทางจะดักมันได้ไกลอย่างที่คิดอยากจะดักหรอก เพราะแกจะเหนี่ยวไกไม่ทันส่งกระสุนไปดักหน้ามันได้ทันเวลา นกเป็ดน้ำมันมีหลายพันธุ์แล้วมันก็บินช้าเร็วผิดกัน ถ้าเป็นพวกทีล มันบินเส้นตรงได้เร็วกว่าเป็ดน้ำพันธุ์อื่น แต่บางทีเป็ดป่าอย่างมัลลาร์ดก็อาจบินเร็วกว่าทีล บลูบิลล์นั่นแกต้องคิดคำนวณให้ดีเวลามันบินถาลงต่ำเข้าหา เพราะดูมันบินเร็วกว่าจริง แต่มันช้ากว่าที่ตาเห็น แล้วเพราะมันบินต่ำ เราก็มักจะต้องยิงลงมาหามัน ส่วนมากเลยพลาดยิงข้ามหัวมันไปทั้งนั้น ถ้าระวังไม่พอ บ๊ะ แย่จริง” พ่อเฒ่าอุทาน “ตาบอกแกไม่ได้หรอกว่ะ ว่าควรทำยังไง แกยิงไปพลาดไปสักพักก็พอจะคำนวณออกมาได้เอง ทีนี้ก็ได้อย่างอัตโนมัติ เป็ดน้ำมีให้แกยิงพลาดได้ถมไป อย่างตอนนี้ก็มี หลบลงซีวะจ้าหนู กลิ่นพินเทลโชยมาตามลมแล้ว”

เป็ดน้ำพินเทลบินลงมาตามแบบฉบับเฉพาะเผ่าพันธุ์ของมัน คือลงมาเร็วมากและไม่มั่นใจ ไม่อยากอยู่นานเว้นแต่จะมีใครเชิญชวน พ่อเฒ่ารีบชวนเชิญมันด้วยเสียงร้องวิงวอนอย่างพินเทล มันบินวนเป็นรูปวงกลมใหญ่แล้วเอียงต่ำลงมา จากนั้นก็พรุ่งปรูดไปอีกจากผิวน้ำที่มันไม่อยากลงขึ้นไปสู่ฟ้า ผมยืนตัวตรงอยู่ในเรือเมื่อมันโผขึ้นไปทั้งฝูง ตอนยิงนั้นตัวผมแอ่นไปข้างหลังเลยครับ

นกเป็ดน้ำตัวที่ผมยิงได้ตกลงในน้ำพร้อมๆกับผมเพราะแรงสะท้อนของปืนกระแทกผมตีลังกาไปในน้ำโคลน ต้นอ้อราบไปทั้งพง เรือโคลง ท้ายโด่ง พ่อเฒ่า ดูพอใจมากในผลที่เกิดตามมาทั้งสองประการนี้

“ถ้าแกขึ้นมาได้เองนะ” พ่อเฒ่าพูด “ตาก็จะออกไปเก็บเป็ดที่แกยิงมาได้โดยอุบัติเหตุ ตัวผู้ สวยทีเดียวพินเทลน่ะเป็นนกเป็ดน้ำชั้นดี มันไม่ขี้โกงอย่างคนบางคน มันไม่สวาปามปลาให้เนื้อตัวเหม็นคาวหึ่งอย่างเป็ดป่าพันธุ์มัลลาร์ด หรือ พันธุ์แคนวัสแบ็ค จะว่าไปแล้วมันเป็นเป็ดน้ำพันธุ์สวยที่สุดด้วยซี ยกเว้นถ้าแกจะชอบพวกเป็ดฝรั่งเศสสีสวยฉูดฉาด หรือเจ้าพวกหัวเขียวนั่น”

ผมปีนกลับขึ้นเรือ น้ำหยดแหมะๆ เนื้อตัวเปื้อนโคลนเหม็นไปหมด ผมพยายามขูดโคลนออกจากเสื้อผ้าเท่าที่ทำได้ แล้วมองพ่อเฒ่าออกไปเก็บนกเป็ดน้ำตัวแรกที่ผมยิงได้ขึ้นมา คุณเคยดูนกเป็ดน้ำหรือไก่ฟ้าตัวแรกที่คุณยิงได้ด้วยน้ำมือเองไหมครับ ดูกันอย่างใกล้ๆเลย คุณเคยเพิ่งพินิจพินเทลในระยะใกล้หรือเปล่า

ตัวนี้ก็อาจจะไม่ใหญ่โตหรือสวยงามอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แต่ขนสีเทาของมันดูราวกับเป็นลายก้างปลาละเอียด ท้องของมันขาว ขนบนหัวยังยุ่งอยู่เลยครับ นัยน์ตาข้างหนึ่งที่ยังเบิกค้างนั้นมีสีขาวล้อมรอบ หัวของมันเป็นสีน้ำตาลแดงอมทองหม่นๆ หางแหลมตรงยังกับลูกดอก ตัวมันยังกับเป็ดป่ามัลลร์ด เนื้อคงหวานอร่อย เพราะมันเป็นนกเป็ดน้ำที่ซื่อสัตย์และจะไม่ขี้โกงกับคนด้วยการแอบกินปลาให้เนื้อเหม็นคาว

มันเป็นนกเป็ดน้ำของผม เป็ดน้ำตัวแรกของผม เป็ดน้ำตัวใหญ่ตัวแรกของผม ต่อไปผมอาจจะยิงห่านป่าหรือไก่งวงป่า หรืออะไรอีกร้อยแปด แต่เจ้าตัวนี้เป็นนกเป็ดน้ำใหญ่ตัวแรกที่ผมยิงได้ ผมไม่อยากคิดเลยว่ามันจะตัวแข็งซีด ขนเป็นมันนั้นเปียกชื้น และตาสวยที่เบิกกว้างนั้นก็ไร้แวว นกเป็ดน้ำตัวแรกในชีวิตของลูกผู้ชายคือการผจญภัยอย่างหนึ่ง

ผมก็ไม่ทราบว่าผมยิงมันได้อย่างไร นอกจากว่าอะไรก็ตามที่ผมทำไปนั้นทำให้ผมหงายหลังตกลงมาจากเรือ ผมสาบานกับตัวเองว่า คราวหน้าจะต้องทำให้ดีกว่านี้ ระหว่างนี้ ผมก็ชื่นชมนกเป็ดน้ำตัวแรกของผมไปพลางๆ

พ่อเฒ่าทำลายภวังค์ของผมขณะผมกำลังคิดเพลิน

“ถ้าแกไม่มัวอกผึ่งนักว่าตัวเก่ง” พ่อเฒ่ากระซิบ “แกก็อาจสนใจว่าเป็ดป่าทั้งฝูงมาวนจะลงมาหาเป็ดไม้ก๊อกตรงหน้าเรานี่เอง จะลองคะเนเอาเองก็ได้นะ”

ผมตื่นภวังค์ โอ้โฮ! เป็ดป่าทั้งฝูงจริงๆ สักยี่สิบกว่าตัวได้ บินลงมาในน้ำที่เป็ดไม้ก๊อกลอยอยู่ ตัวผู้สองตัวนำหน้า ว่ายเข้ามาหาที่ซุ่มของเรา ตัวเมียประจุดสีน้ำตาลหลายตัวว่ายตามหลัง ส่งเสียงร้องเบิกบานสำราญใจกันจริงเชียวละ บางตัวก็เอาหัวมุดน้ำไซ้อะไรกินเพลินอยู่ ตัวผู้และตัวเมียอีกหลายตัวที่ลงทีหลังก็ลอยตัวอยู่ใกล้เป็ดไม้ก๊อกของเรา ทำท่าร่าเริงยังกับว่ามาเจอญาติมิตรมีสตางค์เข้าแล้ว ผมหันมองพ่อเฒ่า และพ่อเฒ่าก็ทำลายกฎของตัวเองโดยเปิดปากพูดกับผม

“มีอยู่สามหรือสี่ตัวที่อยู่ในแนวกระสุน” พ่อเฒ่าบอกผม “ถ้าแกหิว ก็สาดใส่เข้าไปเลย เก็บมันขึ้นมาให้เต็มเรือ แต่ถ้าแกอยากลองฝีมือ ดูว่าจะยิงได้ดีแค่ไหน ตาก็ขอแนะนำให้แกลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนชู้ว์ ! ไล่มัน ดูซิว่าแกจะเก็บมันได้กี่ตัว ตัดสินเองนะเจ้าหนู”

พ่อเฒ่ามองผมอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นพิเศษ ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องยืนขึ้นตะโกน “ชู้ว์ !” ตามพ่อเฒ่าว่า

ผมทำตามนั้น เป็ดตัวผู้สองตัวนั้นผวาขึ้นจากน้ำเกือบจะด้วยเส้นทางบินตั้งฉาก ผมมองไม่เห็นว่าตัวอื่นมันทำยังไงกันบ้าง ตาผมมองแต่เจ้าเป็ดป่าตัวผู้สองตัวนั่น

ผมเล็งจมูกเจ้าตัวแรกอย่างที่พ่อเฒ่าสอน แล้วเหวี่ยงปืนเหไปสองสามฟุตก่อนจะเหนี่ยวไกเพื่อดักหน้ามัน มันร่วงตกลงมาเหมือนกระสอบข้าว อีกตัวหนึ่งขึ้นได้สูงมากแล้ว กำลังตั้งหลักเพื่อบินหนีไปที่อื่น ผมก็หันปืนไปดักหน้ามันอีก พยายามดักให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง มันก็ร่วงลงมาเหมือนกระสอบข้าวอย่างตัวแรก

ทันใดนั้นก็มีเป็ดป่าตัวผู้ตัวใหญ่สองตัว หัวเขียวป๋อ ปีสีน้ำเงิน ปากสีเหลือง ตีนสีเหลือง และหางงอน ลงมาลอยหงายท้องอยู่ในหนองน้ำ และมันเป็นเป็ดที่ผมยิงได้เองทั้งสองตัวเลยครับ

“ง่ายมากใช่ไหม” พ่อเฒ่าถาม “พอรู้เคล็ดแล้วมันก็พัวะเดียว”

“ครับ ผมก็ว่าง่ายดีจัง” ผมเห็นด้วย “แต่คุณตาอธิบายเข้าใจดีนี่ครับ มันก็เลยง่าย”

“แต่อย่าอวดเบ่งนักล่ะ เจ้าหนู” พ่อเฒ่าเตือน “เดี๋ยวจะนึกว่าเก่งเพราะยิงนกเป็ดน้ำตัวโตๆ ได้หนแรกถึงสามตัว กว่าแกจะแก่เท่าตา แกยังยิงมันพลาดอีกหลายตัวเหมือนกัน”

พ่อเฒ่าพูดถูกครับ พินเทลอีกฝูงหนึ่งบินวนมาแล้วก็ลงมาหาเป็ดไม้ก๊อกของเราตามเสียงร้องชวนเชิญอย่างเป็ดน้ำของพ่อเฒ่าอย่างว่าง่าย ผมก็ยิงอย่างที่ยิงเป็ดป่าสองตัวนั่น ไม่ได้เฉียดขนสักเส้น จากนั้นก็มีเป็ดน้ำพันธุ์ทีลลงมา ผมยิงดักหน้าไกลราวไมล์หนึ่งได้กระมัง มันร่วงเป็นก้อนหิน อีกตัวผ่านมา ผมก็ยิงดักหน้าตั้งไมล์เหมือนกัน เจ้าตัวหลังนี่บินหนีเตลิดไปถึงเม็กซิโกเลย ผมว่า

สมัยผมยังเด็กนั้น นกเป็ดน้ำมีชุกชุมเหลือเกินครับ และไม่มีโควต้าอะไรมาบังคับให้เรายิงเท่านั้นเท่านี้ ยิ่งสาย อากาศก็ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการล่านกเป็ดน้ำ เมฆลอยต่ำเกาะตัวหนาแน่น นกเป็ดน้ำจำเป็นต้องบินต่ำ น้ำตามท้องน้ำกว้างเป็นระลอกกระฉอกฉานนกเป็ดน้ำจึงต้องหลบมาลงน้ำตามบ่อกลางดงอ้อกอหญ้าในหนองซึ่งน้ำนิ่ง

ผมเผาดินปืนเสียจนกล้ามแขนดำ แต่ผมอาจยิงปืนขนาด ๑๐-เกจได้วันนั้นโดยไม่รู้สึกความแตกต่างอะไรเลย พ่อเฒ่าไม่ได้สอนอะไรผมมาก เพียงแต่พยักหน้าเมื่อผมยิงตัวยิงยากได้ แล้วก็ส่ายศรีษะเมื่อผมพลาดตัวยิงง่าย พ่อเฒ่าไม่ได้ยิงนกเป็ดน้ำที่กำลังบินเลย แต่ผมยิงพลาดทำนกเป็ดน้ำบาดเจ็บไม่ถึงตายเสียหลายตัว พ่อเฒ่าก็จะใช้ปืนเก่าคู่มือยิงหัวมันสะบั้นไปทุกตัว ทุกครั้งที่พ่อเฒ่าไปเก็บนกพิการที่พ่อเฒ่าช่วยยิงให้ตายขึ้นมาจากน้ำ พ่อเฒ่าจะพลิกดูแล้วก็ทำหน้าเศร้าๆ เป็นเชิงว่าไม่สบายใจ คล้ายกับจะตำหนิว่าคนเราไม่มีสิทธิ์จะยิงนกให้พิการเพียงเพราะค่าดินปืนมันถูก

สายวันนั้น ประมาณเวลาที่นกเป็ดน้ำหยุดบินตามเวลาปกติของมัน คือราวเก้าโมงครึ่ง ผมก็คิดว่าพอจับเรื่องแบลลิสติคของพ่อเฒ่าได้มั่นมือ อย่างน้อยผมก็รู้แน่อยู่อย่างหนึ่งว่า ในการยิงนกเป็ดน้ำนั้น เราจะเล็งและยิงให้ถูกมันไม่ได้เว้นแต่มันจะบินเข้ามาหาเราตรงๆ ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะได้ดังใจแบบนั้นหรอกคับ เป็ดน้ำที่บินออกไปก็มักเสยหัวขึ้นนิดๆ เราก็ต้องเล็งเอาตรงจุดที่เก็งว่ามันจะไปถึงพอดีกับกระสุนของเราแหละครับ

ประมาณสิบโมง หิมะก็เริ่มโปรยลงมา พ่อเฒ่านับจำนวนนกเป็ดน้ำในเรือแล้วก็พูดว่า “เอาละ พอแล้ว เราได้เป็ดมามาก กินกันเองแล้วแจกเพื่อนบ้านก็ยังเหลือเฟือ เก็บเอาไว้ยิงอาทิตย์หน้าบ้าง หรืออาจจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าก็ได้”

เราก็นั่งกันอยู่กลางหนองน้ำ กลิ่นหนองน้ำแรงจัดโชยมาตามลม เกล็ดหิมะนุ่มเป็นปุยโรยตัวลงมาเป็นระยะ เราดื่มกาแฟที่เหลืออยู่ในกระติก กินแอ๊ปเปิ๊ล และขนมคุกกี้ของมิสล็อตตี้ที่เราขโมยจากในโถ นกแบล็คเบิร์ดปีกแดงเงียบเสียงไปแล้ว มีแต่นกเป็ดน้ำบินกันไปเป็นสายๆ ทิ้งระยะห่างกันใต้เมฆหนาที่กอดกลุ่มลอยต่ำ อากาศหนาวจัดขึ้นเรื่อยๆ

“เราทำกันได้ดีเชียวละเช้านี้” พ่อเฒ่าพูด “ตาคิดว่ามือสมัครเล่นอย่างแกทำได้ไม่เลวเลย แกคงนึกอยากฉลองเสียหน่อยซีนะ เอาเถอะ แกกรรเชียงเรือกลับบ้านก็แล้วกัน ประสาทจะได้ค่อยสงบลงบ้าง”


smile.gif smile.gif smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ไก่ฟ้า
post 1 October 2011, 06:06 PM
Post #16





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 8
Joined: 20 September 2011
Member No.: 62,697



สนุกมากครับ มาตามอ่าน thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 3 October 2011, 11:08 PM
Post #17


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 5
ตกปลาหน้าร้อน


ฤดูร้อนมาถึงแล้ว มาเร็วเสมอในภาคใต้ มวลไม้อบอวลไปด้วยกลิ่นคิมหันต์ และกุหลาบก็แตกดอกสะพรั่งในสวนของมิสล็อตตี้ แม็กโนเลียออกดอกช่อโตกลีบขาวราวกับขี้ผึ้ง แต่พอแตะเข้านิดก็ช้ำเป็นสีน้ำตาลไปเลย

พ่อเฒ่านั่งมองพวกเราเล่นกันในวันหนึ่ง พอจบเกมก็เรียกให้ผมเข้าไปหา บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะลองไปตกปลากัน แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะอยากตกปลากันแบบไหน

“ตอนนี้มันหน้าร้อน” พ่อเฒ่าพูด “ไม่ใช่เวลาจะตกปลากันอย่างเอาจริง คนเราไม่ควรทำงานหนักหน้าร้อน ตาเองจะออกตกปลาหน้าร้อน ก็อยากเอาไม้ไปสักอัน สายเบ็ดสักสาย ไปนั่งอยู่แถวลำธารน้ำจืด มีหวังจะได้ไอ้แบสส์ดำสักตัว หรืออีกก็ลงเรือกรรเชียวไปหาแอ่งน้ำที่มีปลาเทร้าต์ตัวเป็นจุดลายพร้อยวางสายเบ็ดด้วยมือเลย คนจะตกปลาหน้าร้อนควรจำไว้ว่า เรื่องใหญ่มันไม่ใช่การจะต้องจับปลาให้ได้ เพียงแต่เป็นโอกาสให้ได้ออกนอกบ้านแล้วนั่งคิดอะไรเล่นคนเดียว หน้าร้อนน่ะนะ พวกผู้หญิงมักขี้หงุดหงิดโมโหง่าย ถ้าเราไม่อยู่บ้านให้กีดหน้าขวางตาเขา มันก็ไม่มีเรื่อง”

ผมบอกว่ากรรเชียงออกไปทางช่องแคบดีกว่า หาแอ่งปลาเทร้าต์แล้ววางสายเบ็ด ได้ปลาไม่ได้ปลาก็สุดแท้ พ่อเฒ่าชมว่าเป็นความคิดที่ดี แล้วก็บอกว่าถึงแม้จะตกปลากันเล่นๆ หน้าร้อนก็ยังต้องมีเวลาเตรียมตัวก่อน พ่อเฒ่าล้วงกระเป๋า ควักเหรียญสิบเซ็นต์ออกมาอีกอันหนึ่ง ดีดผึงมาให้ผม

“แกไปที่ร้านขายกุ้งนั่นแน่ะ ซื้อเขาสิบเซ็นต์” พ่อเฒ่าสั่ง “เลือกเอาตัวเล็กๆสดๆนะ จะให้ดีรอนิดหนึ่งที่ท่าเรือ พอเรือกุ้งเข้าก็ขอซื้อเขาสดๆอย่างที่มันยังดีดอยู่นั่นแหละ เอ๊ะ ไม่เอาดีกว่า” พ่อเฒ่าเปลี่ยนใจ “ส่งสตางค์คืนมาให้ตาเถอะ เราจะไปจับกุ้งกันเอง แกควรจะหัดทอดแหเสียแต่เดี๋ยวนี้ถ้าทำเป็นแล้วมันสนุกไม่แพ้ตกปลาเลยเชียว”

ผมกลับเข้าครัว ไปหาของกินเตรียมสำหรับอาหารกลางวันแล้วเติมน้ำลงคนโท ส่วนพ่อเฒ่าคลานเข้าไปในใต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นที่เก็บของ เช่น กระโจมผ้าใบ เรือสำรอง และอานม้านั่งไขว้ ซึ่งมิสล็อตตี้เคยใช้สมัยที่ผู้หญิงยังนั่งม้าไขว้ขากันอยู่ ประเดี๋ยวพ่อเฒ่าก็มุดกลับออกมากพลางบ่นขรมว่าคอเคล็ด แต่ก็ถือแหม้วนเรียบร้อยติดมือมาด้วย แหปากนี้พ่อเฒ่าถักเองผูกเงื่อนแต่ละเส้นให้ต่อกันเป็นตาข่ายตาละเอียด เมื่อถึงชายล่างก็ผูกแท่งตะกั่วเว้นระยะห่างเท่าๆกันอย่างสวยงาม จัดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ ผมจำได้ว่าพ่อเฒ่าใช้เวลาถักปากแหปากนี้ตลอดฤดูหนาว แต่บางทีก็หยุดพักไปสร้างเรือจำลองขึงใบเต็มยศเสียบ้าง พ่อเฒ่าเสียเวลาไปกับเรือจำลองนี้มากอยู่ นอกเหนือไปจากเวลาที่ใช้ออกล่าสัตย์หรือสีซอ

เราเดินไปที่ชายน้ำด้วยกัน พ่อเฒ่าสะพายแหไว้กับไหล่ข้างหนึ่ง มือถือสายเบ็ดสองสายพันไว้เรียบร้อยรอบแท่งไม้สองท่อน ซึ่งบากรอยลึกเอาไว้แต่ละปลายคมเบ็ดฝังอยู่ในไม้นี้ ปล่อยทุ่นจมให้ห้อยแกว่งอยู่เฉยๆ ผมถือกล่องบรรจุอาหารกลางวัน ขวดน้ำดื่มและหีบเครื่องตกปลา ซึ่งบรรจุเบ็ดสำรองทุ่นจมและเอ็นสำหรับผูกเบ็ดติดกับสายเบ็ด พ่อเฒ่าพิถีพิถันมากเกี่ยวกับอุปกรณ์สำรองเบ็ดเตล็ดต่างๆ พ่อเฒ่าพูดเสมอว่า นักตกปลาที่เสียตัวเบ็ดไปแล้วไม่มีเบ็ดสำรองเตรียมเอาไว้ก็ไม่บังควรริอ่านไปตกปลากับเขาให้เสียเวลาเปล่า และนักล่าสัตว์ซึ่งไม่มีปืนสำรองติดไปด้วยก็เสียเวลาเดินป่าเหมือนกัน

เรือของเราถูกลากขึ้นมาค่อมกรรเชียงบนหาดสูงพ้นน้ำ เราช่วยกันพลิกเรือกลับ ผมเดินถอยหลังเท้าเปล่าลงไปในน้ำก่อน เราปล่อยเรือลอยขึ้นๆลงๆ กับคลื่นระลอกเล็กๆ เป็นประกายใสสะอาดของฤดูร้อน จัดการลำเลียงข้าวของลงเรือ แล้วพ่อเฒ่าก็หยิบถ่อมาค้ำเรื่อแล่นเข้าไปริมหนองน้ำ ตรงที่ได้กลิ่นโคลนกรุ่นจมูก ทั้งเค็มทั้งเหม็น แต่มีปลาเล็กกุ้งน้อยผุดว่ายอยู่เห็นผิวน้ำเป็นระลอก พ่อเฒ่ารามือจากถ่อ เอื้อมมือมาหยิบแหค่อยๆ เขย่าจนมันห้อยทิ้งตัวได้รูปดีเหมือกระโปรงที่เขาถ่วงชายด้วยตะกั่ว แล้วจุ่มลงชุบน้ำให้เปียกและลื่นตอด กันไม่ให้สายติดกันนุงนัง

ถ้าคุณไม่เคยรู้จักแหสำหรับจับปลานะครับ ผมก็อยากอธิบายว่า มันเหมือนกระโปรงวงกลมขนาดใหญ่ที่ข้างล่างบานแผ่ออกกว้างขวาง ข้างล่างนี้ร้อยเชือกรูดได้ที่สอดขึ้นมาทางคอแคบข้างบน เวลาทอดมันจะลงไปบนผิวน้ำเป็นแผ่นเรียบ แต่จะจมก้นบึ้งทันทีเพราะมีตะกั่วถ่วงน้ำหนัก บิดนิดเดียดก้นที่เปิดกว้างก็จะหุบปิด กลายเป็นถุงตาข่าย อะไรที่ติดอยู่ข้างในก็ติดอยู่อย่างนั้น ออกไม่ได้ แหนี้ต้องใช้น้ำตื้น ถ้าน้ำลึกเกินสี่ห้าฟุตก็ใช้ไม่ได้ผลเท่าใดนัก แต่การจะเหวี่ยงแหไปในน้ำนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งผมมาเรียนรู้เอาทีหลัง การทอดแหแบบนี้เป็นวิธีชะงัดมากสำหรับจะหาเหยื่อตัวเล็กตัวน้อยไว้เกี่ยวเบ็ดโดยลำบากน้อยที่สุด

พ่อเฒ่าลุกขึ้นยืนในเรือ สลัดแหแผ่ออกเหมือนักสู้วัวสลัดผ้าล่อกระทิง พ่อเฒ่าหยิบตะกั่วถ่วงชายแท่งหนึ่งคาบไว้ในปาก มือซ้ายถือส้นเชือกเตรียมรูด มือขวาเอื้อมเต็มที่หยิบชายอีกม้วนหนึ่งขึ้นมาถือแล้ว ตั้งท่ามุมทั้งสามให้มั่นคง มือขวารั้งชายแห ปากคาบตรงกลาง มือซ้ายจับชายแหด้านซ้ายไว้ พ่อเฒ่าเหวี่ยงมือซ้ายไปข้างหลัง แหส่วนนั้นก็สะบัดตามไปด้วย แล้วพ่อเฒ่าก็เหวี่ยงมือขวาผ่านอก เหวี่ยงแหออกไป แหก็แผ่ออกอย่างสวยงามและด้วยลีลาน่าดูกางออกเต็มเส้นผ่าศูนย์กลางประดุจผีเสื้อกลมเกลี้ยงตัวใหญ่กระทบผิวน้ำในสภาพแผ่เต็มที่ ครอบลงไปบนฝูงกุ้งเต้นหย็อย แล้วก็จมลงพร้อมกับกุ้ง มือซ้ายของพ่อเฒ่าบิดเชือกรูดขึ้นแล้วก็ค่อยสาวแหขึ้นมา

ก้นแหที่ถ่วงตะกั่วนั้นรูดติดกันเพราะแรงดึงเชือกที่ร้อยอยู่ ดักกุ้งไว้ในผืนตาข่าย เมื่อน้ำไหลโกรกออกจากแห ก็เห็นกุ้งตัวเล็กๆ สีเทาปนเหลืองกระโดดดิ้นปัดๆอยู่ข้างใน พ่อเฒ่าโยนส่วนที่มีน้ำหนักบนท้องเรือ ปล่อยเชือกขยายออก จับคอแคบที่เป็นรูปวงแหวนเกลาจากเขาสัตว์ด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เขย่าแหเบาๆ ก้นแหก็เปิดออก กุ้งกว่าร้อยตัวลงมาโดดโหยงเหยงอยู่ที่ท้องเรือของเรา พ่อเฒ่าก้มลงตะครุบทีละกำมือ ใส่ลงในกระป๋องบรรจุน้ำเค็มอย่างว่องไว

“แกลองดูบ้างซี” พ่อเฒ่าบอกผม “บอกเสียก่อนนะว่า มันไม่ง่ายอย่างที่เห็นหรอก แกจะต้องเหวี่ยงแหให้มันกางพลิ้วอกไปเหมือนกระโปรงผู้หญิงเวลาเต้นรำ แล้วถ้าไม่ระวัง ตะกั่วที่คาบไว้ในปากจะถอนฟันหน้าแกออกไปได้สองสามซี่ อีกอย่างหนึ่งตอนจะรูดเชือกปิดมันก็ต้องกะให้เหมาะๆ ต้องให้เวลาแหมันครอบกุ้งให้อยู่ แต่อย่าเปิดนาน กุ้งมันจะมีมีเวลาหนีลอดไปข้างใต้ เอ้า ลองทอดให้ตาดูทีหรือ”

ผมใช้เวลาหัดทอดแหเกือบตลอดเช้า ตะกั่วนั่นทำเอาฟันผมเจ็บระบม ผมทำตาข่ายยุ่งนังนังแทบสางไม่ออก ตอนจะปิดก้นแหขังกุ้งเอาไว้อีก ถ้าผมไม่ทำเร็วไป ผมก็ทำช้าไป บางทีก็ลืมทอดตรงที่มีกุ้งปลาตัวจิ๋วๆที่เราอยากได้เป็นเหยื่อในที่สุด ผมก็ค่อยเหวี่ยงแหได้อย่างที่มันสะบัดแผ่ออกไปอย่างเข้าท่า แล้วต่อมาก็จับกุ้งได้สองสามปอนด์ แถมปลาตัวขนาดสาวนิ้วอีกบ้าง ในวันต่อๆมานั้น ผมสนุกมากกับแหปากนี้ ไปเที่ยวจับปลาน้ำตื้นและได้ปลาตัวโตพอใช้ที่เข้ามากินเหยื่อที่เราวางล่อ แต่เช้าวันนั้นผมรู้สึกเหมือนแขนจะหลุดจากหัวไหล่อยู่รอมร่อเมื่อพ่อเฒ่าพูดว่าพอแล้ว พักกินกลางวันกันก่อน แล้วค่อยไปตกปลาตอนน้ำลง

เรากรรเชียงกันไปราวไมล์หนึ่งถึงตรงที่น้ำไหลเอื่อยเซาะโขดหิน พ่อเฒ่าทิ้งสมอลงไป ปล่อยสายหย่อนเต็มที่ เรือเหหัวตามน้ำไปมาสักครู่ก็เข้าที่ลอยอยู่เฉยโดยมีกระแสน้ำไหลแรงไปตามสองข้างลำเรือเราค่อยคลี่สายเบ็ดปล่อยลอยตามน้ำ รอให้เปียกแล้วจะได้ยืดตรง ไม่บิดหรือม้วน พอสายลงน้ำหมดแล้วเรากลับขึ้นมาใหม่ จับวนไว้เป็นวงเปียกๆ กับท้องเรือ พ่อเฒ่าควักกุ้งดีดเหย็งๆออกมาตัวหนึ่งร้อยเข้ากับเบ็ด ค่อยๆเสียบเข้าตรงสันลังมันแล้วหย่อนเบ็ดลงข้างเรือ ผมก็ทำตาม

เราจับปลาได้หลายตัวเลยครับวันนั้น ปลาเทร้าต์ทะเลตัวใหญ่ก็ได้มาหลายตัว เป็นปลาที่ไม่ค่อยแข็งแรงที่หลงเข้ามาตามอ่าวเล็กลำธารน้อย บางตัวหนักตั้งสามหรือสี่ปอนด์ มันตัวใหญ่และสวยมาก ปลาเทร้าต์ทะเลพวกนี้ ตัวเป็นจุดลาย ลูกคางขมึงทึง หน้าตามันดูว่าโมโหจัดที่มีเบ็ดฝังอยู่ในปาก เราจับปลาอื่นได้อีก เช่น ปลาดำ(แบล็กฟิช) และปลาโคร้กเก้อร์ที่ร้องเหมือนหมูไม่สบาย ปลาฉลามเล็กๆ ก็พลอยมาติดเบ็ดด้วย แถมด้วยปลาเพิชตัวโตคล้ายปลาตะเพียน เราจับปลากันจนมือแตกและระบมด้วยกันทั้งคู่ เพราะต้องสาวเชือกเบ็ดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ฤดูร้อนเป็นฤดูที่คนเราชอบยกย่องกันเกินจริง ผมคิดอย่างนั้นนะครับเวลานี้ มันสนุกเสียเมื่อไหร่ เที่ยวมากตากแดดก็ถูกเผาจนเนื้อตัวเกรียมหนังลอกปวดแสบปวดร้อนไปหมด ปะเหมาะเคราะห์ร้ายเซ่อซ่าไปเจอพวกเถาคันเข้าก็เป็นผื่นทั้งตัว แถมยังเป็นฤดูตากอากาศซึ่งแพงเงินบรรลัย แต่สำหรับเด็กอย่างผม สมัยที่ผมยังเป็นเด็กนั้น ฤดูร้อนเป็นช่วงแห่งความสุขอันจะหาประมาณมิได้ โรงเรียนปิดภาคก็หนึ่งละ พวกเรามีเพลงร้องกันเกร่อว่า “โรงเรียนไม่ต้องไป หนังสือไม่ต้องดู ไม่ต้องนั่งสบตาเขียวปัด...ของครู” ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ผมจะมาอยู่กับพ่อเฒ่า แยกห่างมาจากแม่และพ่อ ฤดูร้อนคือฤดูของแมลงปีกแข็งและหิ่งห้อย แมลงตัวเล็กๆ กะพริบแสงวับวาวนี่มันน่าดู

ถ้าเราเป็นเด็กเล็กมาก การอยู่ใกล้น้ำระหว่างฤดูร้อนก็วิเศษอย่างย่าง มันมีความพิสมัยอยู่ในแสงตะวันที่กราดลงมาจุมพิตคลื่นลูกเล็กๆที่เริงระบำอยู่บนผิวน้ำ ในลมทะเลกลิ่นเค็มและสดชื่นที่ปะทะผิวหน้าของเราพร้อมๆไปกับแดดที่สาดส่องลงมาบนศีรษะ และในละอองเค็มที่ติดอยู่สดๆบนริมฝีปาก บรรยากาศเป็นอย่างนี้จริงๆครับ วันที่พ่อเฒ่าสอนให้ผมทอดแหและกุ้งสีเทาตัวเล็กๆที่เราไปจับมาจากริมหนองน้ำก็เป็นเหยื่ออย่างวิเศษอีกเหมือนกัน รู้สึกว่าปลาทุกตัวจะหิวกุ้งกันทั้งนั้น

พระอาทิตย์ลอยต่ำลงไปมากแล้ว เมื่อพ่อเฒ่าออกปากว่าพอและบัญชาให้ผมกรรเชียงเรือกลับเข้าท่า หน้าผมถูกแดดเผาเสียปวดแสบปวดร้อนไปหมด เกลือมันอุดแทรกอยู่ทุกรูขุมขนหรือยังไงก็ไม่ทราบ มือที่จับด้ามกรรเชียงแข็งๆนั้นก็เจ็บระบม แต่ผมก็ก้มหน้าก้มตากรรเชียงไปพลาง ฟังพ่อเฒ่าพูดไปพลาง ฟังดูก็คล้ายกับว่า พ่อเฒ่าพูดกับตัวเองเท่านั้นแหละครับ

“เรื่องตกปลานี่น่ะ” พ่อเฒ่าพูด “อย่างไปเอาจริงกับมันนัก จะจับปลาได้มากแค่ไหน หรือได้ปลาดีเลวอะไรมา มันก็แค่นั้น ตาคนหนึ่งละไม่เคยทำราวกับการตกปลาเป็นอาชีพ จริงจังนักก็เสียเวลาเปล่า ปลามันก็เป็นแค่ปลา ทำให้มันเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็หมดสนุก

ปลาที่แกมองไม่เห็น เพราะอยู่ลึกไปใต้น้ำนั่นน่ะ มันเป็นคล้ายๆสัญญลักขณ์ของสันติสุขบนพื้นโลกเป็นไมตรีกับตัวแกเอง เรามานั่งตกปลากัน ก็เหมือนหาเวลามานั่งคิดตริตรองอะไรต่างๆรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาจัดให้เข้าพวก ให้ดูเป็นระเบียบร้อยไงล่ะ

พอเราทิ้งสมอและเกี่ยวเหยื่อไว้กับเบ็ด โยนสายเบ็ดลงน้ำก็จะไม่มีอะไรมารบกวนกระแสความคิดของเราเลย เว้นแต่เวลาที่ปลามันจะมาฮุบเหยื่อเป็นครั้งคราว แล้วก็บอกจริงๆ แม้แต่คนงั่งที่สุดก็จะสาวสายเบ็ดเอาปลาขึ้นมาได้อย่างอัตโนมัติ โดยไม่ต้องปล่อยให้ความคิดมันต้องสะดุดหยุดกึกหรือขาดหายไปเลย ที่ตาพูดนี่เป็นเรื่องตกปลาเพื่อหย่อนใจนะ ไม่ใช่ตกปลาเป็นกีฬาหรือแข่งขันกัน แบบนั้นต้องใช้สมาธิแข็งมากต้องมีฝีมือ แล้วก็เป็นงานหนักเชียวละ

ที่ตาพูดมานี้ก็หมายความว่า ถ้าคนเรามึนหัวหรือสับสนนักก็ออกมาตากสมองเสียบ้าง ด้วยการมานั่งตกปลาสบายๆอย่างที่เรามากันนี้แหละเท่ากับได้มาพักผ่อนตากอากาศ หลบพ้นตัวเองกับอะไรยุ่งๆที่มันพัวพันกับชีวิตเราอยู่ทุกวันนี้ อย่างที่เรามานั่งกันอยู่ในเรือนี่ แม่ของแกก็บ่นแกไม่ได้ ยายก็ดุแกไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์หรือไปรษณีย์ วิทยุหรือรถยนต์ ไม่มีอะไรจริงๆ นอกจากตัวแกกับปลาในน้ำ แล้วปลาพวกนี้มันก็ปลาโง่ทั้งนั้นแหละ มันถึงได้มาหากินอยู่แถวนี้ แกก็ลองเอากุ้งเกี่ยวเบ็ด โยนสายลงไป ถ้าปลามันกินเบ็ดแกก็สาวขึ้นมา ถ้ามันไม่กิน แกก็ยังได้มาพักผ่อนกลางแจ้งในที่เงียบสงบ หนวกหูอยู่บ้างก็แต่เสียงนกนางนวลเท่านั้นเอง

บางครั้งนะ คนเราก็อยากจะหลบไปให้พ้นจากความยุ่งยากสับสนของชีวิตประจำวัน ตาเห็นว่าตกปลาเป็นวิธีเดียวที่เราจะทำได้อย่างว่า เอาไว้วันหลังเถอะตาจะพาแกไปตกปลาอย่างเอาจริง คราวนี้ละมันจะเป็นงาน งานหนักด้วยนะ ตาไม่อยากให้แกทำงานหน้าร้อน จำไว้ว่าไอ้คนที่ตายๆกันน่ะ มีมากเชียวละที่ตายเพราะหักโหมทำงานหนักแรงหนักสมองหน้าร้อน

ดูแต่เราซิ เราได้ออกมาพักผ่อนกันทั้งวัน พ้นหน้าพวกผู้หญิงเขา เราไม่ได้หาปัญหาอะไรมาสุมหัวกันให้หนักเปล่าๆ แกหัดทอดแหจนเป็น แล้วบ่ายนี้เราก็ได้ปลาหลายตัว เราก็กลับบ้านอย่างสบายใจ อะไรที่มันยับๆย่นๆอยู่ก็รีดออกมาเรียบร้อยหมด เราหิวและเหนื่อยกลับบ้าน กินข้าวกันแล้วก็เข้านอนหลับสบายไปมาก พวกผู้หญิงเขาก็ไม่โกรธเรา เพราะเราไม่ได้ไปเกะกะให้เขาทำงานบ้านไม่สะดวก แถมเรายังเอาปลากลับบ้านเยอะแยะแจกจ่ายกันกินได้หลายครัวเรือนจะว่าเราเป็นวีรบุรุษก็ยังไหว เพราะเราฉลาดพอที่จะหาเวลานั่งขี้เกียจเล่นโดยไม่ให้คนเฝ้ามองเท่านั้นเอง”

“ไอ้ที่แกจะต้องเรียนรู้เอาไว้” พ่อเฒ่าพูดกับผมตรงๆคราวนี้ “ก็คือ อย่าไปออกท่าทางเกียจคร้านต่อหน้าคนอื่น ไถลนั่งเล่นนอนเล่นนี่มันสบาย งานการไม่ต้องห่วง แต่คนประเภทกระฉับกระเฉงที่เขาต้องหยิบจับทำอะไรกันทั้งวันนั่น เขาจะเกลียดขี้หน้าเราถ้าเราไปนั่งเล่นสบายให้เขาเห็นตำลูกกะตา พวกผู้หญิงน่ะเสียตรงนี้ละ แต่ละคนเหมือนไดนาโมอยู่ในตัว มีพลังงานปั่นติ้วอยู่เสมอ ถ้าเขาเห็นผู้ชายมีอะไรทำสนุกๆที่ไม่ใช่งานละก็ เขาโมโหฮึดขึ้นมาเชียวละเราถึงต้องหลบมาตกปลากันยังไงล่ะ ที่จริงมันก็เท่ากับเราหลบออกมาให้พ้นพวกคนขยัน คนขี้เกียจน่ะแหละจะเป็นนักตกปลาวิเศษที่สุด แล้วในบั้นปลายมันก็จะเป็นเจ้าใหญ่นายโตกันได้ทุกคน เพราะอะไร เพราะมันมีเวลาสะสางไอ้ที่รกๆหัวสมองมันอยู่ กวาดล้างไอ้ที่รุงรังทิ้งไปเหลือแต่แก่นพื้นฐานของความเป็นจริง”

“ตาไม่นิยมยินดีกับพวกคนขยันตลอดกาลหรอก” พ่อเฒ่าสรุป “พวกนั้นเหมือนคนที่วิ่งไล่ตบริ้นตัวจิ๋วๆ เสียจนตามปาดยุงตัวโตๆไม่ทัน มันวิ่งไปนั่นมานี่กันกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ จนไม่มีเวลาหยุดพักฉลองอะไรกันบ้าง เอ้า เร่งกรรเชียงเข้าอีกหน่อยซิ ตาชักจะเปรี้ยวปากแล้วซีว่ะ เจ้าหนู”

เรากลับมาถึงชายหาด ช่วยกันหอบหิ้วเรือขึ้นไปคว่ำไว้ตรงที่สูงน้ำขึ้นไม่ถึง แล้วก็กรรเชียงเอาไว้ข้างใต้เหมือเดิม เราสาวเชือกที่ร้อยปลาเอาไว้ให้มันว่ายตามมาในน้ำขึ้นบก หิ้วพวงปลาเดินขึ้นเนินกลับบ้านเหนื่อยเพลีย เกรียมเพราะแดดเผา แต่ก็ได้พักใจ

เมื่อเราถึงบ้านนั้น มิสล็อตตี้ออกมารออยู่แล้วที่ระเบียงหน้าบ้านท่าทางวิตกกังวลเพราะเรามาล่ากว่าเวลาอาหารปกติอยู่บ้าง เผอิญแม่ผมก็โทรศัพท์มา ซึ่งถ้าผมอยู่บ้านก็คงต้องรับสาย แต่เมื่อผมไม่อยู่ ก็ไม่ต้องรับ เรากินอาหารเย็นกัน กินไม่มาก เพราะสมัยโน้นเราจะกินอาหารมื้อหนักกันตอนเที่ยงวัน ถ้าเป็นอาหารเย็นก็มักจะเป็นอาหารเบาๆอย่าง หมูแฮม ไข่ดาว โฮมินี่ (ข้าวต้มทำจากข้าวโพดเมซแกะเม็ดออกมาทุบหยาบๆพอแตก) ขนมปังกรอบ กาแฟแล้วก็อาจจะขนมเค้กสักชิ้น ผมเริ่มหาวแต่ยังกินไม่เสร็จ แต่พ่อเฒ่ากลับชี้มือไปที่สนามหลังบ้าน

“ไปทำปลาเสีย” พ่อเฒ่าสั่ง “ตาแก่มากแล้ว เหนื่อยไม่มีแรง ทำไม่ไหวหรอก แกควรจะเรียนรู้เสียเลยว่า คนที่ออกไปตกปลาหรือยิงสัตว์เอามาบ้านนั้น ต้องทำให้มันอยู่ในสภาพสะอาดและกินได้ก่อนจะเข้านอน มิฉะนั้นมันจะเสียเปล่า แล้วก็จะเป็นบาปที่เอามาฆ่าโดยไม่ใช้ทำประโยชน์”

ผมจะหลับเสียให้ได้ระหว่างที่ไปยังยองๆทำปลาอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ รู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นปลาอะไรมากมายอย่างนี้เลย ราวกับว่าไปจับปลามาทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ในที่สุดผมก็ขอดเกล็ด ควักไส้ตัดครีบ ล้างปลาในน้ำเค็ม เอาไปใส่ตู้เย็นได้ทั้งหมด กำลังจะโซเซไปเข้านอน พ่อเฒ่าก็ตะเบ็งเสียงมาอีก

“เจ้าหนูโว้ย ไปอาบน้ำเสียก่อน” พ่อเฒ่าสั่ง “ตาได้กลิ่นแกคาวหึ่งมาที่นี่ เหม็นยังกับอยู่กลางตลาดปลา ถ้าแกได้กลิ่นคาวปลาไปอบผ้าปูที่นอนหมอนผ้าห่มสะอาดๆ มิสล็อตตี้เอาเรื่องแน่ ทีนี้ก็คงไม่ได้หนีไปตกปลากันอีกละ”

ผมโซเซไปอาบน้ำ แล้วก็ล้มลงนอนเหมือนตายก่อนจะหลับผมก็คิดได้ว่าพ่อเฒ่าพูดถูกว่า การตกปลาแบบนี้ไม่ใช่งาน แต่พ่อเฒ่าหมายถึงตัวของพ่อเฒ่าเองไม่ใช่ผม ผมไม่เคยทำงานหนักเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่มันก็คุ้มค่าเมื่อถึงเวลาอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อการีนา คนครัวชราของเรา ยกจานปลาเทร้าต์แสนอร่อยนั่นมาตั้งโต๊ะ

smile.gif smile.gif smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 4 October 2011, 09:14 AM
Post #18


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่าน sad.gif

ที่ล่าช้าเพราะต้องนั่งพิมพ์ใหม่จากหนังสือ เลยมาค่อนข้างช้า จะพยายามเร่งพิมพ์(เวิร์ด) ให้เร็วกว่านี้ครับ smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mor
post 4 October 2011, 09:58 AM
Post #19





Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 6,684
Joined: 17 April 2009
From: หนองคาย
Member No.: 8,994



QUOTE (นายสาราพัด @ 4 October 2011, 09:14 AM) *
ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่าน sad.gif

ที่ล่าช้าเพราะต้องนั่งพิมพ์ใหม่จากหนังสือ เลยมาค่อนข้างช้า จะพยายามเร่งพิมพ์(เวิร์ด) ให้เร็วกว่านี้ครับ smile.gif




งั้นเดี๋ยวส่งเลขาฯ ไปช่วยพิมพ์นะ............ tongue.gif



--------------------
*********************************

มิตรภาพได้มาง่าย แต่ดูแลยากฉะมัด!!!!
www.siamancient.com
Go to the top of the page
 
+Quote Post
LEE
post 4 October 2011, 04:53 PM
Post #20


เถ้าแก่ลีผู้ลุ่มลึก


Group: ฝ่ายโครงการ
Posts: 9,858
Joined: 28 January 2007
From: BANGKOK
Member No.: 304



QUOTE (Mor @ 4 October 2011, 09:58 AM) *
งั้นเดี๋ยวส่งเลขาฯ ไปช่วยพิมพ์นะ............ tongue.gif


ได้ไปงานแน่ biggrin.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 18 October 2011, 10:37 AM
Post #21


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



มาต่อกันเลย อีก 2 ตอนครับ smile.gif smile.gif smile.gif


บทที่ 6
กันยายน.. เดือนแสนสนุก


ฤดูใบไม้ร่วงกรายเข้ามาเยือนฝั่งทะเลของเราแล้ว มาก่อนหน้าฤดูยิงนกคุ่มหน่อยเดียวเท่านั้นเอง

ผู้คนชาวกรุงที่มาตากอากาศหน้าร้อนกันแถวหาดไรท์สวิลล์ก็พากันกลับหมด บ้านชายหาดมุงแผ่นไม้สีเทาหลังกะทัดรัดก็ร้างคนชั่วคราว ประตูหน้าต่างปิดตรึงแน่นหนาเป็นพิเศษเตรียมต้านพายุที่จะโหมมาทางเหนือ ท้องฟ้าเป็นสีเทามัวซัวเหมือนแผ่นไม้ที่ใช้มุงหลังคาบ้าน กลางคืนเราจะสุมฟืนก่อไฟกันผิงให้อุ่นสบาย ร้านเล็กๆปิดพักกิจการกันเป็นแถวเพราะพ้นฤดูตากอากาศไปแล้วก็ค้าขายหากำไรไม่ได้

ตอนนี้เองที่พ่อเฒ่ากับผมเริ่มทำธุระกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

“มันเป็นดุลยภาพอย่างวิเศษของธรรมชาติ” พ่อเฒ่าปรารภขึ้นมาพร้อมกับมองกองไม้อย่างนึกเก็งอะไรไว้ในใจสักอย่าง ซึ่งผมก็นึกเอาออกทันทีเหมือนกันว่า พ่อเฒ่าคงจะแนะว่าถึงเวลาไปหยิบขวานออกมาแล้ว และคนที่จะเหวี่ยงขวานผ่าฟืนก็คงไม่แคล้วเจ้าหนูตัวเล็กๆคนนี้แหละ “พอพวกนักทัศนาจรกลับไป ไอ้ปลาบลูฟิชมันก็คงอยู่ห่างไปไม่ไกลเท่าไหร่หรอกน่ะ เคยมีคนเขียนหนังสือทำนองนี้เอาไว้นะ ตาพอจะจำได้ ชื่อ ‘อีฟ วินเทอร์ คัมส์’ หรือไงนี่แหละ เขาว่า ถ้าฤดูหนาวมาแล้ว ฤดูใบไม้ผลิก็จะอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก คนเขียนมันคิดถึงฤดูใบไม้ผลิมากกว่าปลาบลูฟิช”

ผมมีความทรงจำมั่นคงอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าไม่เคยพูดอะไรที่จะไม่ทำให้เราต้องคิดแตกหน่อออกไปสามแพร่ง ถึงงั้นแล้วก็ยังอาจแตกเป็นสี่แพร่งออกมาทีหลัง ผมคุ้นกับพ่อเฒ่าเสียจนผมมักจะฟังคำพูดของพ่อเฒ่าเพียงหูเดียว แล้วแยกสาระของเรื่องออกจากหลักปรัชญาที่พ่อเฒ่าแซมเอาไว้ทุกระยะ ผมไม่รู้ตัวกระทั่งหลายปีต่อมาเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ว่าผมดันไปจำหลักปรัชญาติดหัวมามากกว่าสาระของเรื่องที่เราพูดกัน

“ทีนี้ก็ถึงวันแรงงาน” พ่อเฒ่าพูด “ตาไม่เคยเข้าใจเลยว่ะว่าทำไมเขาถึงเรียกวันจันทร์วันนี้ว่าวันแรงงาน เพราะก่อนหน้านั่นมันก็เสาร์อาทิตย์ คนเขาหยุดใช้แรงงานกันทั้งนั้น แต่พอถึงวันอังคารก็จะไม่มีเด็กเหลือ อยู่ก็แต่ผู้ใหญ่ล้วนๆ ปลาบลูฟิชมันก็คงคอยจ้องอยู่แล้ว เห็นทางสะดวกก็จะเข้าเจริญไมตรีกับคน บลูฟิชมันไม่ขอบพวกนักทัศนาจรหน้าร้อน มันชอบคนที่ชื่นชมลมแรงจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ไม่พรั่นที่จะออกไปกรำฝนหรือต้านพายุเล็กๆ น้อยๆ

จะจับปลาบลูฟิชต้องจับให้ได้เยอะๆ อย่างง่ายๆแกจะได้รู้จักค่าของมันถ้าเจอแบบยากเข้า ตอนนี้ยังอยู่ต้นฤดู มันยังไม่เข้ามาเลยฝั่ง ไม่เลยเข้ามาถึงในหนองน้ำ เราก็ล่ามันแบบคนรวยทำกัน ใช้เรือลากเบ็ดไปเรื่อยๆ อาศัยแรงเรือฆ่าปลา ตาก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้างกับพวกหน่วยเรือยามฝั่ง เราจะไปเซาธ์พอร์ทกัน แล้วออกเรือแต่กับกัปตันวิลลิส”

เรานั่งเรือเร็วไปด้วยกัน ผ่านแคสเลลล์ที่อยู่นอกเซาธ์พอร์ทออกมา อ้อมไปรอบ โฟรอิ้ง แพนโซลส์ ซึ่งเป็นหาดทรายใต้น้ำตื้น รูปเหมือนกระทะสมชื่อ คนขับเรือเร็วนั้นก็คงนามสกุลมิดิแยตต์ เพราะพวกหน่วยยามฝั่งเกือบทุกคนมาจากละแวกบ้านแถบเกาะโอคราโค้ก ใกล้แฮตเตอราส และคนละแวกนั้นก็นามสกุล ‘มิดิแยตต์’ กันทั้งนัน เขาขับเรือเก่ง เล่นฉิวเฉียดเข้าไปใกล้หาดใต้น้ำจนเราอาจแตะพื้นทรายได้ด้วยมือซ้ายขณะที่ทางขวามือเป็นน้ำลึกสิบฟาธอม (หนึ่งฟาธอมก็ประมาณหกฟุต)

น้ำที่นี่ใสและเป็นสีฟ้าเย็นตาเหมือนที่เบอร์มิวดาทรายก็ขาวสะอาดปานกัน ทุ่นระฆังลอยอยู่เยื้องหลังเราไปนิหนึ่ง ส่งเสียงฟังน่าวังเวงใจ เรือส่องไฟลอยลำอยู่อย่างเหงาหงอยเหมือนคนที่ประจำอยู่บนลำเรือ เรือส่องไฟนี้ทำหน้าที่เหมือนประภาคาร ส่องไฟให้สัญญาณแก่เรือสัญจร ว่ามีหินโสโครกที่ควรเบนออกห่าง แต่แทนที่จะปลูกเป็นอาคารถาวรก็ใช้ลอยเรือกลางทะเลแทน

นกนางนวลบินวนพลางแผดเสียงร้องอยู่ให้ขรมไป นกแกนเน็ทสอดส่ายสายตามองหาเหยื่อตัวเล็กตัวน้อยบนผิวน้ำ จากหาดทรายตื้นใต้น้ำนั้นก็จะเห็นปลาเมนเฮเดนเป็นหย่อมสีแดงใหญ่เหมือนทรายมีชีวิต ปลาพวกนี้ชาวทะเลเรียกกันว่า โพกี้ เรือประมงชอบล่าเอามาทำปุ๋ยปลาเน่า

แถบนี้เป็นถิ่นที่อาศัยของปลาแม็คเคอเรล (ซึ่งเราเรียกมันว่า สแปนิช แม็คเคอเรล ยกให้มันเป็นปลาสเปนเสียเลย) แล้วก็มี ปลาคิงฟิช กับ ปลาฮอร์สแม็คเคอเรล อีกด้วย ตรงนี้เหมือนกันที่ปลาบลูฟิชกับ ปลาเทร้าต์ทะเล ว่ายเข้ามาหาน้ำตื้นเพื่อหาอาหารเพราะรอบคอบขอบหาดทรายใต้น้ำอุดมได้ด้วยกุ้งเล็กปลาน้อยนานาพันธุ์

“ตกปลาแบบนี้ตกแบบคนโง่” พ่อเฒ่าบอกผม “ไม่ต้องใช้หัวหรือฝีมืออะไรเลย มีเบ็ดคันหนึ่ง สายเบ็ดยาวพอควร ตัวเบ็ด แล้วก็เศษกระดูกสักชิ้นพรางตัวเบ็ดให้เหมือนปลามินโนว์ เท่านี้ก็พอ พอเหวี่ยงสายเบ็ดลงไป เจ้าบลูฟิชก็ย่างกันตอดอุตลุด เรือมันแล่นเร็วอยู่แล้ว ความเร็วของเรือที่ลากเบ็ดไปก็ทำให้ปลาจวนตายอยู่แล้ว เราก็สบายไป แค่สาวปลาขึ้นมาเท่านั้นเอง แกลองดูซี ”

พ่อเฒ่าส่งคันเบ็ดเบาๆ ชนิดใช้ตกปลาแบสส์มาให้ผม ผมก็เหวี่ยงเบ็ดเกี่ยวปลามินโนว์ทำจากกระดูกลงไปท้ายเรือ โรยสายเบ็ดออกไปไม่ถึงยี่สิบหลาดีมันก็ตอดมับเข้าแล้ว คันเบ็ดถูกดึงจนโก่ง ผมแทบแย่เมื่อพยายามจะหมุนเอาสายเบ็ดขึ้นมา เรือเราแล่นไปทางหนึ่งปลามันก็จะดันทุรังไปอีกทางหนึ่ง แต่ผมก็วัดมันขึ้นมาจนได้ ปลาบลูฟิชตัวนี้ไม่เลวเลย หนักประมาณสองปอนด์เห็นจะได้ เลื่อมสีออกเขียวเหมือนเหล็กกล้าอยู่กลางแสงตะวัน ขากรรไกรมันบอกลักษณะดุเอาเรื่อง ฟันก็คม มันเป็นตัวแรกที่ผมตกได้ในจำนวนประมาณร้อยตัวที่ติดเบ็ดของผมวันนั้น บางตัวก็เล็กกว่า เราจึงโยนกลับลงทะเลไป แต่บางตัวก็ใหญ่กว่า ตัวหนึ่งหนังถึงสี่ปอนด์

สักพักหนึ่ง เราก็เจอแม็คเคอเรลเข้าฝูงใหญ่ ปลาพวกนี้ตัวโตและเพรียว ตามตัวเป็นจุดลายๆ ลูกคางดูบึกบึนราวกับปลาแบราคูดา มันก็รุมฮุบเหยื่อกันอีกเหมือนเจ้าบลูฟิช ประมาณสี่โมงเช้าเท่านั้น เรือเราก็เต็มไปด้วยปลา บลูฟิชเอย แม็คเคอเรลเอย แถมโบนิโต กับคิงฟิช ตัวเบ้อเริ่มอีกอย่างละสองสามตัวเรียกว่าเราหาปลาได้พอจะเลี้ยงคนทั้งหน่วยยามฝั่งกับอีกครึ่งเมืองเชียวละครับ

จริงอย่างที่พ่อเฒ่าว่า พอได้ปลาขึ้นมาสักสองตัวมันก็ไม่ชวนตื่นเต้นอะไรหนักหนา แต่เนื้อปลามันก็อร่อยดีเมื่อนำลงทอดในกระทะ หรือย่างแบบบาร์บีคิวบนเตาที่พ่อเฒ่าก่อเองหน้ากระต๊อบที่สำราญของเรา

ผมออกจะเสียใจแทนคนที่ไม่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสปลาบลูฟิช หรือ แม็คเคอเรล ย่างไฟ ขณะที่ปลานั้นยังสดจนเราต้องฆ่ามันให้ตายเสียก่อนที่จะลงมือขอดเกล็ดตัดครีบ บางคนบอกว่า บลูฟิชกับแม็คเคอเรลไม่อร่อย เพราะมีไขมันมากเกินไป กินแล้วเลี่ยน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ชอบหอยทากหรือหอยนางรม ไพล่ไปเห็นว่าหอยทอดอร่อยกว่า ปลาพวกนี้ถ้าใครได้มาชิมฝีมือย่างของพ่อเฒ่าก็จะติดใจ มันอร่อยกว่าเนื้อปลาสามัญหลายเท่า พ่อเฒ่าเพียงแต่วางปลาลงบนตะแกรงเหนือถ่านหินร้อนๆ ทิ้งไว้จนเห็นหนังปลาพองและส่งเสียงฉู่ฉี่ เปลี่ยนเป็นสีทองแล้วก็เกรียมจนดำ เห็นเนื้อขางข้างในแพลมออกมาระหว่างหนังที่แตก มันหยดติ๋งๆ ลงบนถ่านหินลุกแดงข้างใต้ เมื่อถึงเวลาเอาขึ้นจากไฟ พ่อเฒ่าต้องใช้ตะหลิวแบบที่เขาใช้กลับขนมแฟล็ปแจ็คมาช้อนขึ้น เพราะเนื้อปลานุ่มจนแตะนิดเดียวก็ยุ่ยออก พ่อเฒ่าทาเนยจนชุ่มปลา กะว่าใช้เนยครึ่งปอนด์ต่อปลาหนึ่งตัว ราดน้ำส้มสายชูลงไปแล้วโรยพริกไทยดำนิดหน่อย ผมล่อเข้าไปคิดเป็นปริมาณปลาสักสี่ปอนด์ได้ กว่าจะยอมแพ้

ต่อมาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงล่วงเลยมาพักหนึ่ง และลมหนาวเย็นจากทิศเหนือเริ่มพัดแรงขุดลงไปในผิวทรายจนน้ำซึมออกมาเป็นปลักน้ำตื้นๆ อากาศชักจะหนาวเยียบเย็นตอนบ่าย พ่อเฒ่าก็พูดขึ้นวันหนึ่งหลังจากอาหารกลางวันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะตกปลากันอย่างจริงๆเสียที

“เราไปคอร์นเค้ก” พ่อเฒ่าพูด “ป่านนี้ลูกปลาครัมคงกำลังหิวซ่กแล้วละ พอมีทางน้ำเซาะหาดเข้าไปเป็นปลักเล็กปลักน้อยก็คงว่ายเข้าไปหาไรน้ำกิน ตกปลาแบบนี้ละตาชอบ ไม่ใช่ฆ่าสัตว์ แต่เป็นเรื่องตกปลาจริงๆ”

พ่อเฒ่าเข้าไปใต้ถุนบ้าน ได้คันเบ็ดใหญ่สำหรับตกปลาโต้คลื่นมาสองคัน แล้วก็ไปหยิบหีบเครื่องตกปลาใบใหญ่มาจากในห้องนอน เราลงไปที่ท่าเรือซื้อปลามัลเล็ตเค็มตัวใหญ่มาหลายตัว เนื้อตัวมันมีเกลือเกาะเป็นคราบหนา เราออกเดินทางอย่างไม่รีบร้อน พ่อเฒ่าบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปตกปลาหรือล่าสัตว์ ถ้าเราไม่ออกกันแต่เช้ามืดหรือไม่ก็ต้องรอให้บ่ายจัดเสียก่อน พ่อเฒ่าอธิบายว่าแม้กระทั่งปลาหรือกระต่ายป่าก็ยังมีสมองรู้คิดว่า กลางวันนั้นมันร้อนนัก มันจึงหลบไปพักกันหมด

วันนี้มัวซัวไม่น่าออกมานอกบ้านเลยครับ คลื่นถูกลมตีปลิวขึ้นฟูเป็นฟองฝอย นกนางนวลมันก็ครางครวญกันหงิงๆ ประมาณห้าโมงเย็นอากาศก็หนาวจัดจนต้องสวมเสื้อสเว็ตเตอร์หนาๆ ขาเปล่าๆของผมโดนน้ำเข้าก็เย็นจัด ในชั่วโมงแรกนั้น พ่อเฒ่าสอนให้ผมเหวี่ยงเบ็ดโดยยังไม่ทันได้เกี่ยวเหยื่อ ดูที่พ่อเฒ่าทำแล้วแสนจะง่าย แต่พอผมลองบ้างก็ไม่เอาไหนเลย พ่อเฒ่าจะหยิบคันเบ็ดขึ้นมา ลุยน้ำออกไปจนลึกพอท่วมถึงเข่าเป็นปุ่มโปของคนแก่ เหวี่ยงคันเบ็ดข้ามไหล่มา ปล่อยสายเบ็ดห้อยเปล่าไว้ประมาณสี่ฟุต จากนั้นก็ยกคันเบ็ดขึ้นสูงแล้วตวัดฉับในอาการเคลื่อนไหวที่ได้จังหวะเรียบรื่นและสวยงาม สายเบ็ดก็หมุนผ่านกงล้อเล็กๆ ทุ่นจมรูปปิรามิดหนักอึ้งก็จะดีดหวีดหวิวออกไปในทะเล อาจจะไกลตั้งสี่สิบห้าสิบหลา ตกป๋อมลงในปลักน้ำกลางทรายของชายฝั่งตรงที่พ่อเฒ่ากำหนดไว้เป็นเป้าไม่พลาด แล้วพ่อเฒ่าก็จะหมุนสายกลับเข้ามาช้าๆ ให้สายเบ็ดตึงอยู่เสมอ

ผมลองบ้าง ถ้าทุ่นจมไม่จมลงน้ำแทบเท้าผม ผมก็ทำให้กงล้อสะดุดกึกกัก ทุ่นจมกระเด็นไปเลย บางทีมันก็ตวัดกลับกลางคันอีกด้วย เราใช้เวลาระยะแรกนี้ช่วยกันสางสายเบ็ดที่ผมทำยุ่ง หรือไม่ก็แต้มยาไอโอดินลงบนแผลที่นิ้วของผมซึ่งโดนเชือกครูดเลือดซิบๆไปผมคิดว่าเด็กๆนั้นอาจจะเรียนเร็วเรื่องทำงานด้วยมือเพราะพอตกเย็นย่ำสนธยาผมก็เหวี่ยงเบ็ดออกไปได้ไกลพอจะถึงแหล่งปลา ถึงจะยังเงอะงะอยู่บ้างเถอะ

พ่อเฒ่าเริ่มสอนบทเรียนต่อไป โดยควักมีดออกมาชำแหละปลาเค็มที่เราซื้อมาเป็นชิ้นยาวๆ แต่ละชิ้นประมาณนิ้วครึ่ง พ่อเฒ่าทำให้ดูว่าต้องหั่นทแยงไปตามตัวปลา จากนั้นก็สอนให้เกี่ยวเบ็ด ค่อยจับชิ้นปลาเสียบเข้าไปแล้วขยับจนได้ที่ คือให้ติดแน่นเห็นคมเบ็ดโผล่ออกมานิดเดียว พ่อเฒ่าอธิบายว่า ที่เราใช้เนื้อปลามัลเล็ตเป็นเหยื่อแทนที่จะใช้กุ้งสดหรือปลาสดอย่างเคยก็เพราะปลาทำเค็มแล้วนั้นหนังจะมีเกลือเกาะหนา เมื่อเกี่ยวเบ็ดแล้วจะติดทนทานในน้ำที่มีคลื่นแรง ถ้าเป็นปลาสดหรือกุ้งสด โดนคลื่นตีขนาดนี้ พอหย่อนเบ็ดลงน้ำเหยื่อก็ถูกตีหลุดจากเบ็ดทุกครั้งไป


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 18 October 2011, 10:38 AM
Post #22


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 7
ตกปลาถึงเที่ยงคืน


พ่อเฒ่าผูกเบ็ดเข้ากับสายเบ็ดด้วยลวด ไม่ใช่เอ็น ใช้ลวดสองเส้นผูกเบ็ดสองอันเกี่ยวเหยื่อสองชิ้น ต่อเข้ากับสายเบ็ดแต่ละสาย พ่อเฒ่าอมยิ้มอยู่คนเดียวและฮัมเพลงในคอขณะยุ่งอยู่กับคันเบ็ด มือของพ่อเฒ่าเป็นรูปสี่เหลี่ยม นิ้วสั้น ข้อแตกหลังมือ มีกระสีน้ำตาลเป็นจุดๆ อย่างคนแก่ มองผาดๆก็เหมือนว่าเกะกะเก้งก้าง แต่ความจริงคล่องแคล่วเป็นที่สุด ไม่ว่าว่าเฒ่าจะหยิบจับอะไร มีด ปืนหรือว่า ซอ พ่อเฒ่าก็ทำได้อย่างนุ่มเนียนและว่องไวจนดูเหมือนว่าง่ายไปทั้งนั้น

มันชักจะมืดแล้วเมื่อผมเดินลงไปในน้ำสีเทาเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งแล้วเหวี่ยงสายเบ็ดออกไป สายเบ็ดปลิวคว้างออกไปสวยไม่เลว เห็นเหยื่อที่เกี่ยวเบ็ดปลิวไปในอากาศที่ปลายสายนั้น ตกป๋อมลงน้ำไปได้ที่พอเหมาะ ผมหมุนสายเบ็ดเข้ามาเพื่อจะตั้งตัว ไม่ทันไรก็เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาสองครั้งพร้อมกันสายเบ็ดวิ่งออกจารอกเล็กเสียงหวีดหวิว ครูดนิ้วผมได้แผลใหม่เข้าอีกหลายนิ้ว กว่าจะบังคับได้แทบแย่ มันเหมือนกับว่าผมถูกผูกติดกับม้าสองตัวที่มุ่งหน้าออกไปตัวละทาง อะไรก็ตามที่อยู่ปลายสายเบ็ดนั้นคงมีเจตนาจะลากผมลงทะเลไปกับมันเป็นแน่

ผมเริ่มเดินถอยหลังช้าๆ หมุนสายไปพลางพอให้ตึงพอดี ยกคันเบ็ดให้ปลายบนชี้ขึ้นสูงหน่อย ตรงกงล้อสำหรับหมุนสายเบ็ดนั้นให้อยู่ชิดหน้าท้อง คันเบ็ดทั้งคันหนีบเอาไว้ใต้แขน

ผมถอยขึ้นมาจนถึงเนินทรายที่มีข้าวโอ๊ตทะเลขึ้นเต็ม ตอนนี้พอมองเห็นปลาขึ้นมาจากน้ำแล้ว มันดิ้นปัดๆสู้มาจนถึงผืนทรายสีเงิน สองตัวด้วยกันครับ ใหญ่เบ้อเริ่ม มองราวกับขอนไม้มีชีวิตดิ้นอยู่บนหาดทราย ผมเดินเข้าไปหามัน หมุนสายเบ็ดที่หย่อนให้ตึงอยู่ตลอดเวลา ลงไปจนถึงที่มันแอ้แม้อยู่บนทราย ปลาบลูฟิชใหญ่ทั้งคู่ ขนาดน้ำหนักตัวในราวสามสี่ปอนด์เชียวละครับ ผมรู้สึกราวกับว่าได้ออกเล่นฟุตบอลมาสี่ช่วงเวลา

ผมเหนื่อยจังครับ เพราะคันเบ็ดนั่นมันหนักเหลือกำลัง ทุกครั้งที่ผมเหวี่ยงเบ็ดออกไป ถ้ามันไม่ตวัดกลับกลางคันให้เสียเส้น ปลาบลูฟิชใหญ่ๆสองตัวจะกินเบ็ดคู่ของผมทุกทีไป เรียกว่าพอทุ่นจมดิ่งลงใต้น้ำมันก็ฮุบละครับ ที่ผมจับได้นั้นเวลาประมาณ ๑๕-๒๐ นาทีกว่าจะเอามันอยู่ แต่ที่หลุดไปใช้เวลาน้อยกว่านั้น ผมเอาขึ้นมาได้น้อยกว่าที่ผมทำหลุดไป

เมื่อมืดสนิท ผมก็เปียก หนาว และระบมไปทั้งตัว มือเป็นแผลนับรอยไม่ถ้วน โดนน้ำเค็มเข้าก็ปวดแสบปวดร้อน ผมปวดหลังรุมราวกับปวดฟันผุ แต่ก็จับปลาบลูฟิชตัวใหญ่ๆได้สิบกว่าตัว แล้วหนหนึ่งก็ได้ลูกปลาดรัมขนาดสิบปอนด์ตัวหนึ่ง มันมีจัดดำใหญ่บนหลังสีเงินของมันสวยมาก

ครู่หนึ่งต่อมา ผมก็ไปเก็บไม้ที่ลอยน้ำมาเกยค้างบนหาดมากองเข้าแล้วจุดไฟ นั่งลงแทะเนื้อปลามัลเล็ตเค็มทั้งดิบๆอร่อยมากครับ แล้วมองพ่อเฒ่าแสดงฝีมือ พระจันทร์ขึ้นแล้ว เกือบจะเต็มดวง และผมก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอะไรอย่างนี้เลยในชีวิต พ่อเฒ่าจะลุยน้ำออกไป เหวี่ยงเบ็ดแล้วถอยหลังกลับ คันเบ็ดโค้งน่ากลัวหัก แสดงว่าปลาติดเบ็ดอีกแล้ว พ่อเฒ่าจะเดินถอยหลังขึ้นหาดช้าๆด้วยท่วงท่าสง่างาม เริ่มการต่อสู้กับปลา ผมมองตาไม่กะพริบเลยครับ คอยเฝ้าดูตอนปลามันจะค่อยโผล่จากทะเลมืดมาดิ้นอยู่บนทรายที่ระยิบระยับอยู่กลางแสงจันทร์

พ่อเฒ่าตกปลาเพลินจนถึงเที่ยงคืน หนหนึ่งปลาดรัมสองตัวควบมาฮุบเบ็ด ไม่ใช่ลูกมันนะครับ คงจะเป็นพ่อแม่เชียวละ ตัวหนึ่งหนักตั้งยี่สิบสองปอนด์อีตัวแค่ยี่สิบ พ่อเฒ่าใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะลากตัวมันขึ้นฝั่งได้ พอขึ้นมาอยู่บนพื้นทรายแล้ว ผมนั่งมองอยู่ก็รู้สึกว่าตัวมันโตราวกับเรือเล็กของพวกยามฝั่ง

พ่อเฒ่าวางเบ็ดทีไร ติดปลาสองตัวทุกที ผมคิดว่าปลามันคงหิวจึงฮุบเร็ว พ่อเฒ่าก็เลยตกไม่เลิกกระทั่งเหนื่อย ตอนเลิกนั่นครั้งสุดท้ายก็ยังติดสองตัวอย่างเคยแหละครับ พ่อเฒ่าตายจากผมไปหลายปีแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยลืมภาพของพ่อเฒ่ากลางแสงจันทร์คืนวันนั้นตอนที่วัดปลาแบสส์สองตัวขึ้นมาบนหาดกลางลมแรงและเสียงนกร้องระงมทั่วบริเวณ

เรานั่งรถบรรทุกปลาเต็มกลับบ้านกัน

พ่อเฒ่าพูดว่า “ตกปลาบางดีมันก็สนุกอย่างนี้ เราต้องสู้ต่อเต็มที่เพื่อจะได้ปลามาไม่ใช่นั่งเรือเร็วออกไปลากมันจนมันจวนตายแล้วก็ดึงขึ้นมา ตาชอบสู้กับปลาบลูฟิชกำลังคลั่งสองตัวติดเบ็ดสายเดียวกันอย่างนี้มากกว่าจะนั่งเรือออกไปตกปลาเซลฟิช หรือมาร์ลินตัวโตๆนั่นเสียอีก ปลาที่ตาชอบตกมากกว่าก็เห็นจะมีอีกอย่างเดียว แซมมอนแอตแลนติคในลำธารน้ำเย็นเฉียบทางแคนาดา แกโตแล้วเมื่อไหร่ควรลองดู”

ผมมีโอกาสลองตกปลาแซมมอนอย่างพ่อเฒ่าว่าเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ปลาแซมมอนตัวนั้นหนักถึงยี่สิบแปดปอนด์ ผมฟัดกับมันอยู่หนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าจะเอามันอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมสนุกหรือตื่นเต้นมากเท่าไหร่เลย ไม่เหมือนปลาบลูฟิชสองตัวแรกที่ผมก็ได้จากทะเลแรงด้วยคลื่นลมกลางฤดูใบไม้ร่วงสมัยที่ผมยังเด็ก

ฤดูร้อนผ่านพ้นไปแล้วความทรงจำฤดูร้อนทั้งหมดก็ลบเลือนไปด้วย ช่วงเวลาที่ผมชอบมากที่สุดของปีมาถึงแล้ว

มีอะไรเล็กๆน้อยๆ หลายอย่างที่เตือนเราให้ทราบว่าหมดหน้าร้อนแล้ว เช่น ขาไม่มีเหงื่อที่จะมาทำให้กลีบกางเกงวันอาทิตย์ของเรายับไปหมด ตกเย็นอากาศก็จะเย็นลงนิดๆ หมาที่ซึมเซาและขนหลุดร่วงมาตลอดฤดูร้อนอบทึบก็ดูกระปี้กระเปร่าและขนเป็นมันขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย มันเริ่มนั่งมองนังลิซ(รถของเรา) อย่างมีความหวังว่าเร็วๆนี้คงจะได้นั่งรถไปเที่ยวกันอีก

กลิ่นน้ำนมของหน้าร้อนจางหายไปจากอากาศมีแต่กลิ่นอบอวลของใบไหม้ไฟและกลิ่นฝาดฉุนขององุ่นที่ออกผลล่าเป็นชุดสุดท้าย คุณจะรู้สึกว่าเลือดในกายสดใสซาบซ่าขึ้นทันตาเห็น ไม่หนักเนื้อตัวเหนอะหนะเหมือนระหว่างหน้าร้อน อาหารเช้าเป็นของกินร้อนๆแสนอร่อย มีแพนเค้กกับไส้กรอก แล้วก็ข้าวโอ๊ตต้มใส่ไข่ตีพอแตก ใบไม้เริ่มเตรียมจะร่วง ลมเหนือระลอกแรกมาแล้วและไปแล้ว หนองน้ำเจิ่งจนเป็ดป่าต้องบินขึ้นกันเป็นแถว นกเป็ดน้ำเริ่มมากันบ้างแล้วส่วนมากเป็นนกพันธุ์ทีล

ผมไม่ทราบว่าคุณจะพอจำความรู้สึกในวัยเด็กได้หรือไม่ว่า เริ่มฤดูใบไม้ร่วงนั้นมันน่าตื่นเต้น มีอะไรหลายอย่างที่เรารอคอยด้วยความหวังและความสนุกสนาน มันเริ่มให้ความหวังแก่เราตั้งแต่ก่อนน้ำค้างแข็งจะตกลงมาค้างบนยอดหญ้าเห็นขาวระดะไปหมดยามเช้าตรู่ ก่อนผลชิงคาพินจากต้นเกาลัดแคระจะสุกอยู่ข้างในเปลือกขรุขระด้วยหนาม และก่อนที่ลูกพลับจะทิ้งรสฝาดเฝื่อนเหมือนสารส้มที่จะทำให้คุณหน้าเหยถ้าไปกัดกินเข้า ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ผมก็ว่ามันคล้ายวันที่ ๒๓ ธันวาคม ยังไม่ถึงคริสต์มาสหรอก แต่ก็อีกสองวันเท่านั้นเอง อยู่แค่เอื้อมเสียจนทำเอาเรานอนไม่หลับด้วยความตื่นเต้น

ระยะนี้เองที่เราไปตกปลากันอย่างเอาจริงทุกสุดสัปดาห์ ทะเลฤดูนี้หนาวเย็นเป็นสีเทามัวซัวคลื่นจัดอยู่ทุกเวลาและทุกแห่ง เว้นแต่ตามปลักที่คลื่นเซาะทรายเอาไว้เป็นแอ่งยาวกว้าง ซึ่งจะเห็นผิวน้ำเรียบ เราไปตกปลากันในทะเล ในทางน้ำที่ทะเลเซาะเข้าในแผ่นดิน แล้วก็ออกไปตกปลากันที่ท่าเรือทำเป็นสะพานยาวยื่นไกลออกไปในมหาสมุทร อย่างที่เรียกว่าเปียร์ สะพานท่าเรือแห่งนี้เรียกชื่อว่าเคียวส์เปียร์ ถ้าผมจำไม่ผิด จะไปตกปลาจากสะพานก็ต้องเสียเงินด้วยนะครับ ดูเหมือนเขาจะเก็บคนละสิบเซนต์หรือยี่สิบห้าเซ็นต์อะไรนี่แหละ ผมเคยไปเจอนักตกปลาแน่นสะพานสักสองร้อยคนเห็นจะได้ นั่งตกปลากันเป็นแถว แล้วสมัยนั้นเขาก็รักษามรรยาทในการตกปลากันดีเหลือเกินครับ ถ้าใครคนหนึ่งได้ปลาแบสส์ช่องแคบติดเบ็ดขึ้นมา คนอื่นที่นั่งอยู่ฟากสะพานเดียวกันจะสาวสายเบ็ดขึ้นจากน้ำหมดทุกคนเพื่อให้โอกาสเพื่อนได้ต่อสู้กับปลาเอาตัวขึ้นฝั่งอย่างสะดวกหน่อย

ไปตกปลาที่เคียวส์เปียร์กันมากคนนานเข้า ปลาตัวโตก็ไม่มีเหลือ มีแต่ตัวเล็กอย่างบลูฟิชขนาดสองปอนด์ นานๆทีก็อาจเจอเทร้าต์ทะเลสักตัว หรือลูกปลาดรัมบ้าง ที่ยังมีเยอะก็ปลาไวติ้ง ซึ่งพวกเราเรียกว่ามัลเล็ตเวอร์จิเนีย พ่อเฒ่ากับผมไม่อยากสังสรรค์กับผู้คนหนักหนา เราจึงเลียบฝั่งไปไกลจากหาดแคโรไลน่า ผ่านเคียส์ไปถึงป้อมฟิชเชอร์เก่า ที่นี่เองที่เขาตั้งปืนใหญ่เอาไว้ยิงพวกเรือที่ลักลอบฝ่า การปิดอ่าวเข้าไปส่งสินค้าสมัยสงครามกลางเมือง

ที่หาดนี้มีความสงบสงัดอย่างแปลกพิกลอยู่ พ่อเฒ่าชอบมาก ผมเองตอนนั้นก็ชอบด้วย โดยยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเราจึงชอบ หาดนั้นเปลี่ยวว่ากลัวมากครับกระแสน้ำซัดเข้ามาแรง ตีทรายกระจุยไปเป็นแถบ ทำให้เกิดแอ่งหรือปลักซึ่งปลาใหญ่เข้ามากัน หาดทรายเป็นสีเงิน ลาดลงมาจากเนินทรายสูงชันราวกับภูเขา มีข้าวโอ๊ตทะเลขึ้นหร๋อมแหร็ม มองไปรอบๆ ไม่เห็นหลังคาบ้านแม้สักหลังคาเดียว พุ่มไม้แถบนี้ดูแคระและเบี้ยวบูดพิกลเพราะถูกลมตีทุกนาทีไม่มีหยุดพัก มีเมอร์เทิลซีดาร์ และไม้โอ๊คต้นเล็กคดค้อมเพราะแรงลม เสียงลมจะวู่หวิวไม่มีหยุด น้ำก็เย็นเฉียบทีเดียว เป็ดทะเลที่มาลอยอยู่บ้างก็ดูเหงาๆ และนกในบริเวณหาดนี้ก็ดูเหมือนกันว่าจะร้องเสียงดังและแหลมกว่านกทุกหาดที่ผมเคยเจอมา ผมมีความรู้สึกว่าที่นี่เก่าโบราณเหลือเกินเป็นความรู้สึกที่ยิ่งเกาะกินใจแน่นหนายิ่งขึ้นเวลาไปสะดุดลูกปืนใหญ่เก่าๆ หรือดาบสนิมเขรอะในทราย ซึ่งก็มักเจอกันบ่อย ผมว่าหาดนี้คงอัดแอไปด้วยปิศาจเวลากลางคืน

บางทีพ่อเฒ่ากับผมก็แวะไปเคียวส์เปียร์บ้างนานๆครั้ง เพื่อไปแลกเรื่องโกหกกันเล่นกับเพื่อนนักตกปลาด้วยกัน ผมจำต้องยอมรับว่า พวกเราแต่ละคนก็มีอะไรแปลกๆพิกล คนที่ผมชอบอัธยาศัยมากนั้น คือคริส รู้สึกว่าขื่อเต็มของเขาจะเป็น คริส รอน โกทิส หรืออะไรที่เสียงคล้ายๆอย่างนี้ละครับ คริสเป็นคนเชื้อกรีก เป็นเจ้าของคาเฟ่อยู่ในเมือง เขาเกิดมาเพื่อตกปลาอย่างเดียว ส่วนร้านอาหารนั้นเป็นงานอดิเรก เขาชอบกับผมมาก มีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟังเสมอหลายครั้งมีขนมมาฝาก เช่น พายแอ๊บเปิ้ล พายสับปะรด และเค้กสตรอเบอรี่ เขาเอามาจากร้านของเขาพร้อมกับกาแฟหนึ่งกระติก กาแฟในกระติกของเขานั้นดูจะร้อนจัดกว่ากาแฟทั้งหมดในโลก เขาชอบเล่าให้ผมฟังว่าในชีวิตในประเทศกรีซนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผมหัดร้องเพลงชาติกรีกได้สามบาร์ คริสหัวเราะงอหายไปกับสำเนียงแปร่งของผมทุกครั้ง

smile.gif smile.gif smile.gif


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 24 February 2012, 09:46 AM
Post #23


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



เอามาลงเพิ่มเติม ให้เพื่อนๆ ได้อ่านต่อแล้วครับ thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif

บทที่ 8
แรมคืนในกระท่อม

นักตกปลาที่นี่ก็ยังมีคนหนึ่งเป็นนายแพทย์ อีกคนเป็นหมอฟัน กับมีวีรบุรุษสงครามโลกคนหนึ่งซึ่งถูกยิงเสียเนื้อตัวพรุนไปหมด คนปอร์ตุเกสก็มี ฝรั่งเศสก็มี แล้วก็มียายเฒ่าตัวใหญ่หน้าแดงอ้วนเทอะทะที่สวมกางเกงและรองเท้าบู๊ตสูงถึงตะโพกอยู่คนหนึ่ง ยายนี่ด่าเก่งมาก ปลาหลุดจากเบ็ดไปละก็ แกด่าได้หยาบคายกว่าใครๆที่ผมเคยได้ยินทั้งนั้น ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้รสของสังคมระหว่างประเทศ ในระดับของผมนะครับ เพราะบรรดาคนต่างชาติต่างอาชีพเหล่านี้ไม่มีแต่สักคน จะเหยียบย่างเข้าไปในสถานที่โก้หรูได้เลย ต่อให้ติดสินบนบ๋อยมันก็คงไม่รับ เพราะสังขารแต่ละคนนั้นแย่มากจริงๆ เฉพาะคนปอร์ตุเกสนั้นยังสวมต่างหูทองอันโตอีกด้วย คุยว่าโกนหนวดเฉพาะวันชาติอเมริกันที่ ๔ กรกฎาคม โกนปีเว้นปีนะครับ

ถ้าคุณทำคันเบ็ดหัก ไม่มีเอ็นผูกเบ็ด หรือไม่มีเหยื่อเกี่ยวเบ็ด ก็จะต้องมีใครสักคนละครับ เอาที่เขามีสำรองอยู่มาให้โดยไม่ทำท่าเป็นว่าทำบุญคุณอะไรให้คุณเป็นพิเศษ

ผมเล่ามานี่ก็เพราะอยากจะบรรยายให้เห็นชัดว่าชีวิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ประมาณปลายตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายนนั้น มันช่างสนุกเสียจริงๆเลยครับ บลูฟิชตัวโตๆ เข้ามาใกล้ฝั่งเพื่อกินปลามินโนว์และไรน้ำ ผมมานึกย้อนหลังดูแล้วจำไม่ได้ว่าเราจับปลาอะไรที่ดีเด่นหรือใหญ่เป็นพิเศษ เราไม่ได้ช่วยชีวิตใคร ไม่ได้ทำอะไรเลอเลิศหรูหรา แต่ผมจำได้ถึงความสนุกสนานมันเป็นเหมือนโรคติดต่อที่ผมติดมาจากพ่อเฒ่า และก็ไม่อยากหายด้วย ผมกลายเป็นคนคลั่งการตกปลา ผมรักความรู้สึกสุขสบายอย่างประหลาย ที่ผู้ชายเราจะพบ เวลาออกไปอยู่บนหาดเปลี่ยวที่อากาศหนาวเย็นลงเตรียมเข้าฤดูหนาว คล้ายๆจะลองซ้อมไว้ให้พร้อมสำหรับความหนาวเหน็บเข้าไปในกระดูกที่กำลังจะตามมา

พ่อเฒ่าเช่ากระต๊อบคร่ำคร่าเป็นไม้กระดานมุงด้วยแผ่นไม้สีเทาเล็กๆไว้หลังหนึ่งสำหรับเอาไว้พักผ่อนระหว่างฤดูตกปลาช่วงใบไม้ร่วงนี้ ตั้งอยู่บนเนินสูงระหว่างแคโรไลนาและหาดเคียวส์ ถ้าคุณเผลอก้าวลงมาจากระเบียงหน้า โดยลืมระวังตัว ก็จะกลิ้งตกลงมาบนหินสีน้ำตาลที่มีตะไคร่ขึ้นเต็ม ความจริงมันไม่ใช่หินแท้หรอกครับ เป็นทรายที่อัดแน่นเข็งเหมือนหินมากกว่า เรามีบันไดขึ้นมาจากหาด เป็นบันไดแบบที่ให้ปีนขึ้นไปทำอะไรสูงๆ มากกว่าบันไดเดินสบายในบ้าน จากหาดมาถึงตัวบ้านมันสูงตั้งห้าสิบหลา ชันดิ่ง

กระต๊อบนี้มันไม่หรูหราอะไรหรอกครับ ก็เป็นกระต๊อบเก่าๆมี่ห้องส้วมเล็กๆมีเตาเก่าๆ มีห้องนอนห้องหนึ่ง ห้องนั่งเล่นห้องหนึ่ง แล้วก็เตาผิง ไอ้เตาผิงนี่มันวิเศษที่สุดละครับ ลมดูดไฟลุกแรงจนท่อนฟืนแทบจะปลิวขึ้นไปตามปล่องๆไฟหรือ “ซิมบลีย์” เมื่อผมยังเด็ก ผมออกเสียงว่า “ซิมนีย์” ไม่เป็น ออกเป็น ซิมบลีย์” ทุกที จนโตมากแล้วออกเสียงได้ถูกต้องแล้วผมก็ไม่วายคิดถึงปล่องไฟเป็น ซิมบลีย์”

กระต๊อบหลังนี้คือบ้าน คือปราสาท คือที่ลี้ภัยอันสุขสงบ ผมยังเห็นภาพชัดมาจนทุกวันนี้ เวลาเรากลับเข้ามาจากหาดกลางคืนเดือนมืด ทะเลกำลังคลั่ง ตีคลื่นขึ้นมาลูกโตๆ พอลมพัดผ่านฝอยคลื่นก็ปลิวว่อนเป็นละอองขาว เท้าของเราในรองเท้าบู๊ตยางสีดำหนาหนักจมลงในผิวทรายเสียงเฉาะแฉะ เราต้องตั้งสมาธิดึงเท้าขึ้นมาให้พ้นแรงดูดเบาะๆของมัน ขณะผ่านทรายเปียกแน่นแข็งชายน้ำขึ้นมาสู่ทรายร่วนลึกเชิงผาที่จะนำขึ้นไปสู่กระต๊อบบนเนิน เราไม่ได้เดินตัวเปล่าๆหอบคันเบ็ด และหีบอุปกรณ์ตกปลาพะรุงพะรัง ไม่นับพวงปลาที่ตกได้ ซึ่งหิ้วมาตอนแรกก็ไม่หนักไปกว่าปลาเล็กที่เขาเอามาทำเคยแอนโชวี่ แต่กว่าจะถึงบ้านมันหนักยังกับปลามาร์ลิน

กลับมาอย่างนี้ ไหล่ของเราจะปวดเมื่อยไปหมดเพราะต้องออกแรงเหวี่ยงสายเบ็ดติดทุ่นจมหนักสี่ออนซ์ครั้งแล้วครั้งเล่า สายเบ็ดเองก็หนักไม่เลว แถมยังมีเนื้อมัลเล็ตชิ้นเบ้อเริ่มเสียบตัวเบ็ดอีกล่ะ น่องก็ตึงไปหมดเพราะต้องลุยน้ำลงไปวางเบ็ดแล้วเดินถอยหลังสาวปลาที่ติดเบ็ดขึ้นมา นิ้วมือเย็นและเหี่ยวย่นเพราะแช่น้ำเค็ม สีออกแดงเพราะกรำลมหนาว จมูกก็แดงและมีน้ำมูกใสๆ ไหลอยู่ไม่ขาดระยะ ถ้าใครเกิดทำตลกมาตบหูเข้าเปรี้ยงเดียวหูคงหล่นมาเลย เท้านั้นก็เย็นเป็นแช่น้ำแข็งอยู่ในรองเท้าบู๊ตยางเปียกแฉะ เนื้อตัวเปรอะทรายและเปื้อนเกลือจากน้ำเค็มแต่หัวจดท้ายเชียวละครับ
เราต้องหอบสัมภาระปีนขึ้นบันไดชันมามืดๆ จนถึงกระต๊อบที่พัก พอเลื่อนสลักไม้ประตูก็เปิดออกใครก็ตามที่ผ่านประตูเข้าไปก่อนจะเป็นคนจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ตะเกียงเก่าควันโขมง เราไม่เคยทะเลาะหรือเกี่ยงกันเลยว่าใครจะเป็นคนจุดไฟเตาผิง พ่อเฒ่ามีกฏหลายอย่างที่ถือเป็นตายตัว ละเมิดไม่ได้ หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ เราจะต้องไม่ออกจากบ้านไปโดยไม่ดูแลให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่ว่า ‘เรียบร้อย’ นี้ หมายถึงว่า จะต้องล้างชามให้สะอาด เช็ดให้แห้ง จัดเป็นตั้งเข้าที่ ทำที่นอนให้เรียบร้อย กวาดพื้นให้หมดฝุ่นละอองและที่สำคัญก็คือจะต้องหาฟืนมากองไว้ในเตาผิงให้ถูกวิธีพร้อมที่จะให้มันลุกเป็นไฟขึ้นมาได้ด้วยการจ่อไม้ขีดก้านเหลืองหัวแดงที่เราใช้ในครัวเข้านิดเดียวที่กองฟืน พ่อเฒ่าพูดเสมอว่าไฟนี้มีความสำคัญนัก เพราะคนกับสัตว์ต่างกันก็เพียงที่คนรู้จักใช้ไฟเท่านั้นเอง ผมคิดดูแล้วก็เห็นด้วยพ่อเฒ่า ผมสมัครใจจะออกไปนอนกลางสนามมากกว่านอนในบ้านที่ไม่เตาผิง

งานตามหน้าที่อย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยเบื่อก็คือ เป็นผู้ช่วยท่านเจ้ากรมเชื้อเพลิงของผม ผมชอบเตร็ดเตร่ออกไปแต่เช้า ระหว่างที่แดดยังสาดแสงจ้า ก่อนที่ลมเย็นและเมฆหนายามบ่ายจะมาทำให้หนาวไปทั้งหาดตาสอดส่ายมองหาไม้ฟืนเหมาะๆ ไม้ฟืนดีๆมีมาก ขอนไม้ผุๆบิดคดค้อมไปหมด เกลือจับจนเป็นสีเทาเงินด้านๆ กิ่งไม้กระดานเรือก็มีถมไป ติดค้างตากแดดตากลมจนแห้งเกราะ อาจจะเป็นเพราะมันมีเกลือเคลือบจากละออกน้ำเค็มหรืออย่างไรก็ไม่ทราบไม้ฟืนพวกนี้จึงไหม้ช้าและไหม้สม่ำเสมอ เปลวลุกเป็นสีน้ำเงินเหมือนแอลกอฮอล์ไหม้ไฟ กลิ่นของมันก็เป็นกลิ่นเกลือ ทราย และไฟรวมกัน เมื่อเราก่อไม้ฟืนเรียบร้อยแล้ว ก็เพียงแต่ขยำกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ห่อเหยื่อตกปลามาจนมีน้ำมันซึมนั่นแหละยัดเข้าไปใต้กองฟืนเติมท่อนไม้สนที่ติดไฟง่ายสักสองสามท่อนเล็กๆขีดไม้ขีดจ่อเข้าไป มันก็ลุกพรึ่บขึ้นราวกับคราวที่ไฟไหม้ชิคาโกทั้งเมือง เพียงเพราะวัวของแม่เฒ่าคนหนึ่งเตะตะเกียงล้มลงมา

พอไฟลุกรุ่งโรจน์ดีแล้วเราก็ดับตะเกียงได้ดวงหนึ่งเพราะกองไฟให้แสงวูบวาบตาดี ถ้าเราจะใช้แสงจากกองไฟอ่านหนังสือก็อาจนัยน์ตาเสียได้ แต่อับราฮัม ลินคอล์น ก็อาศัยอ่านหนังสือจากแสงไฟวูบวาบจากกองไฟแบบนี้แหละ ได้ดีถึงเป็นประธานาธิบดี ก็ไม่เลวนะครับ

พอไฟติดดีแล้วเราก็เดินถอยหลังเข้าไปทั้งยังสวมบู๊ต อังไฟให้ก้นกางเกงอุ่นเสียก่อน แล้วจึงหันหน้าเข้าหาไฟ ยื่นมือออกอังไฟให้คลายความหนาวเย็นพอค่อยอุ่นแล้วผมจึงนั่งลงถอดบู๊ตให้พ่อเฒ่า ผมใช้ขาหนีบเท้าข้างหนึ่งของพ่อเฒ่าไว้ เท้าอีกข้างหนึ่งของพ่อเฒ่ายันหน้าอกผม พอผมถอดให้พ่อเฒ่าเสร็จ พ่อเฒ่าก็จะมาถอดให้ผมบ้างด้วยวิธีเดียวกัน

มันแปลกที่เราจำอะไรบางอย่างฝังใจมาแต่เล็กจนโต ผมเองนั้นจำได้ว่าผมมีรองท้าแตะสูงถึงข้อเท้าทำจากหนังแกะอยู่คู่หนึ่ง ด้านที่มีขนแกะหนานั้น เอากลับเข้าไว้ข้างใน พอผมเข้าบ้านก็หยิบรองเท้าคู่นี้ไปวางชิดกองไฟให้ได้ความร้อนเต็มที่ พอถอดบู๊ตแล้วสอดเท้าเปล่าเข้ารองเท้าขนแกะคู่นี้ก็รู้สึกร้อนจัดราวกับได้อาบน้ำร้อนและดื่มกาแฟร้อนๆ สุขสบายเหมือนได้ม้าโพนี่เป็นของขวัญวันคริสต์มาสอีกด้วย พอเท้าอุ่นแล้วผมก็ล้างมือด้วยน้ำร้อน ขจัดคราบเกลือ คาวปลาและโคลนตม จากนั้นจึงเริ่มหาอาหารเย็น

พ่อเฒ่าบอกว่าพ่อเฒ่าแก่มากแล้ว ก็เลยต้องดื่มนิดหน่อยเพื่อระงับประสาท ดังนั้นเด็กอย่างผมก็ควรช่วยเหลือบริการคนแก่บ้างด้วยการจัดโต๊ะและหาอาหารมาตั้งโต๊ะ ผมชอบมองพ่อเฒ่านั่งทอดขาตามสบายในเก้าอี้โยกข้างเตาผิง สูบกล้องไปพลาง จิบเหล้าไปพลางปากก็คุยอย่างเกียจคร้านถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพลินๆอย่างนั้น เดี๋ยวเดียวผมก็ทำอาหารเย็นเสร็จ

เริ่มนะครับ ก็เอาผงกาแฟใส่หม้อต้มเข้า ไปเปิดตู้อาหารหยิบเนยมาก้อนหนึ่งหั่นขนมปังออกมาสองสามชิ้น หยิบขวดแยมส้มหรือแยลลี่ทาขนมปังออกมาตั้งไว้เรามีตะแกรงเหล็กอยู่อันหนึ่ง พอไฟเริ่มหมดเปลวสูงและลุกเรืองอยู่ตัว เห็นเถ้าเป็นสีชมพูเรื่อ เราก็สอดตะแกรงนี้เข้าไปวางเหนือไฟ จากนั้นก็ไม่เสียเวลาอะไรหรอกครับที่จะหยิบปลาบลูฟิชหรือปลาเทร้าต์ทะเลที่เราเตรียมไว้แต่เมือวานมาวางปิ้งไฟบนตะแกรง พอปลาสุกเนื้อร่วนจวนหลุดแผละลงในไฟ ผมก็รีบเอาลงแล้วตั้งกระทะ เทไข่ที่ตีไว้ลงไปทำไข่คนกินกัน เดี๋ยวเดียวก็ตั้งโต๊ะเสร็จ

พอกินอิ่มตัวอ้วนเป่งยังกับตัวเห็บแล้ว เราก็จะนั่งดื่มกาแฟถ้วยทีสองแล้วคุยกัน พ่อเฒ่าจะลุกขึ้นหลังจากนั้น ราไฟและดูให้มันค่อยมอดไปในเตาผิง ไม่ลุกลามออกมากลางดึก ดับตะเกียง แล้วก็ไปนอนกันเป็นตาย เพราะความเหนื่อย เพลีย ความอิ่ม และอบอุ่นจากกระไอไฟ

เราไปเที่ยวกันได้ตอนสุดสัปดาห์เท่านั้น เพราะมันมีเรื่องการศึกษาเข้ามายุ่งเกี่ยว หมายความว่าผมถูกจองตัวให้ไปโรงเรียนอาทิตย์ละห้าวัน แต่จากบ่ายวันศุกร์ถึงเช้ามืดวันจันทร์ เมื่อพ่อเฒ่าลากตัวผมออกจากที่นอนก่อนฟ้าสาง ให้ชำระล้างเนื้อตัวตรวจเล็บไม่ให้มีขี้เล็บ และตรวจผมให้เรียบและไม่ยุ่งเตรียมเข้าโรงเรียนต่อ ผมก็เป็นเด็กที่มีความสุขมากครับ

มันก็แปลกอยางที่ผมพูดไว้แล้ว ผมจำไม่ได้หรอกคับว่าเราตกปลาอะไรกันบ้าน แต่ไพล่ไปจำชัดเจนอาอย่างอื่น
คริส คนกรีก
แม่เฒ่าสวมบู๊ตสูงถึงตะโพกที่ด่าเป็นไฟคนนั้น
คนปอร์ตุเกสที่สวมต่างหูเป็นห่วงทองอันโต

และที่ผมจำได้ชัดมาก คือดวงหน้าของพ่อเฒ่าขณะนั่งอยู่ข้างไฟในเตาผิง ด้านหนึ่งแดงจัดเหมือนลูกเชื่อรี่ แต่อีกด้านหนึ่งเห็นเป็นเงาดำ ผมยังได้ยินเสียงลมวู่หวิวประทะแผ่นไม้ซิงเกิลที่มุงหลังคากระต๊อบ ขณะที่เราสองคนนอนอุ่นสบายอยู่ข้างใน พ้นภัยคุกคามของพายุ

จากวันนั้นจนถึงบัดนี้ ผมไม่เคยก่อไฟเองโดยไม่หวนคิดไปถึงกองไฟในกระต๊อบเล็กนั่น บางทียังรู้สึกว่าจะได้กลิ่นติดจมูกด้วยซ้ำไป ทุกครั้งที่ผมก่อไฟ ผมจะหวนกลับไปหาอดีต เห็นเงาหนวดเครา ได้กลิ่นเบอร์เบิ้น กลิ่นยาเส้น กลิ่นลมทะเล กลิ่นปลา แลเห็นเปลวไฟ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ประกอบขึ้นเป็น พ่อเฒ่าในความทรงจำของผม

เห็นจะเป็นเพราะผมมีความหลังกับไฟและชอบก่อไฟอย่างนี้แหละครับ ก็เลยมีบางคนเขาประชดให้ว่าผมเป็น ‘ไอ้บ้าไฟ’


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 24 February 2012, 09:48 AM
Post #24


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 9
เข้าป่าล่ากวาง


สัปดาห์ก่อนวันขอบคุณพระเจ้า(แธงค์สกิฟวิ่ง)ปีนั้น เพื่อนสนิทเก่าแก่คนหนึ่งของพ่อเฒ่าก็เดินทางจากแมรี่แลนด์มาเยี่ยมเราและพักอยู่ด้วยหลายวัน ผมชอบเขามาแต่แรกแลยครับ อาจเป็นเพราะหน้าตาเขาละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อเฒ่าของผม คือมีหนวดหร๋อมแหร๋ม ตัวล่ำๆ สูบกล้องเหมือนกัน แล้วก็ปฏิบัติต่อผมเหมือนว่าผมเป็นผู้ใหญ่ เขาสนใจไต่ถามว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ เขาชมปืนลูกซองของผม แล้วก็เล่าอะไรต่ออะไรให้ผมฟังเยอะแยะเกี่ยวกับหมาและม้าที่เขาเลี้ยงไว้ที่ฟาร์มใหญ่ของเขาในบัลติมอร์

พ่อเฒ่ากับเขาเป็นเพื่อนกันมาหลายสิบปี ไปไหนมาไหนด้วยกันทั่วโลก พอเขามาแล้วก็ชอบออกไปไปนั่งกันที่ระเบียงหน้าบ้าน สูบกล้องแล้วหัวเราะกันเงียบๆ เมื่อทบทวนเรื่องเก่าๆที่เคยไปแผลงฤทธิ์มาด้วยกันตั้งแต่ก่อนผมเกิด ผมสังเกตเห็นว่าสองคนนี่มักจะรีบหุบปากเสมอเวลา มิสล็อตตี้ (คุณยายของเองครับ) เดินเข้ามาร่วมวง บางคราว เมื่อสองพ่อเฒ่ากลับมาจากเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ผมมักจะได้กลิ่นฉุนจางๆระเหยมาเข้าจมูก คล้ายๆกลิ่นน้ำจากขวดที่พ่อเฒ่ามีเก็บเอาไว้ในห้อง ออกตัวว่าเอาไว้ดื่มแก้หนาว เพื่อนของพ่อเฒ่าคนนี้ชื่อเฮาเวิร์ดครับ คุณเฮาเวิร์ด

พ่อเฒ่ากับเพื่อนมีแผนจะรวบรวมหมาล่าสัตว์ ปืน และกระโจมหนึ่งหลัง ออกไปตั้งค่ายพักกันทั้งอาทิตย์ในป่าหลังห้วยแอลแลนส์ ประมาณสิบห้าไมล์จากตัวเมือง สองคนพูดกันอยู่หลายวัน หารือวุ่นวายเรื่องเครื่องครัว แล้วก็ชวนกันออกไปที่ร้านค้าซื้อโน่นซื้อนี่ เตรียมเสื้อผ้าของใช้ที่จะเอาไปด้วย ไม่มีใครพูดกับผมสักคน ทำเหมือนว่าผมไม่มีตัวอยู่ด้วย ผมก็พยายามประพฤติตัวดีอยู่ตลอดเวลา ผมไม่พูดแซงผู้ใหญ่เวลานั่งโต๊ะอาหาร เว้นแต่ผู้ใหญ่พูดด้วยก่อนจึงจะตอบอย่างสุภาพ ผมแบ่งอาหารมาเพียงเท่าที่จะกินได้หมด ไม่ตะกลามตักใส่จานเยอะๆ แล้วกินเหลือ ผมแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยเสมอ อย่างน้อยก็สะอาดผิดวิสัยตัวผมแหละคับ พูดที่จริงแล้วผมอยากไปจนลิ้นห้อยเหมือนหมาล่าสัตว์กำลังกระหายน้ำ วันหนึ่งผมเลยทนรอต่อไปไม่ไหว

“ผมอยากไปด้วย” ผมแสดงความจำนง “คุณตาสัญญาผมไว้แต่ปีที่แล้วไงครับว่า จะพาผมไปตั้งค่ายล่าสัตว์ด้วยถ้าผมเป็นเด็กดีไม่ขโมยซิการ์คุณตา ไม่จมน้ำตามเสียก่อน แล้วก็....”

“ว่าไง เนด” คุณเฮาเวิร์ดถามพ่อเฒ่า “พอจะเอาหลานไปใช้งานด้วยได้ไหม เอาไปช่วยกันในค่าย ให้ตักน้ำหรืออะไรทำนองนั้น ก็คงพอไหวน่ะ”

“ไม่รู้ซี” พ่อเฒ่าพูด “เอาไปด้วยก็คงเป็นภาระวุ่นวายเปล่าๆ เผลอๆก็อาจหลงป่า เราก็ต้องเที่ยวออกตามหา หรืออาจมือไวกดโป้งยิงเราคนไหนเข้าก็ได้ นึกว่าเป็นกวาง อีกทีก็อาจเป็นไข้ หกล้มขาหักหรือไม่อะไรก็อะไรสักอย่าง เจ้าหนูมันหกล้มโน่นแตกนี่หักอยู่เรื่อยๆ เราจะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ให้สบายสักวันไม่ได้เลย ได้ยินแต่เสียงกระดูกหักออก กร๊อบๆไป"

“พุทโธ่ เนด” คุณเฮาเวิร์ดพูด “เอาไปด้วยเถอะน่า สอนให้เด็กมันรู้จักอะไรเสียบ้าง ถ้าเกิดอะไรอย่างที่ว่าก็ให้ทอมหรือพีทรีบขับมาส่งบ้านแล้วกัน”

“ก็ได้” พ่อเฒ่าพูดแล้วก็ยิ้ม “ก็คิดเอาไปด้วยอยู่แล้วเหมือนกันแหละ มัวแต่รออยู่เมื่อไหร่มันจะออกปากขอเสียที”

เราขนของมากมายขึ้นบรรทุกนังลิซ รถกระป๋องคันเก่าของเรา นอกจากคุณเฮาเวิร์ด พ่อเฒ่ากับผมแล้ว ยังมีหมาล่านกอีกสองตัว หมาล่าเนื้อสองตัว แถมหมาพันทางอีกตัวหนึ่งซึ่งไล่กระรอกเก่งกับหมาปริงเกอร์สแปเนียลตัวใหญ่ที่ถนัดล่านกเป็ดน้ำ นอกจากนั้นก็มีทอมกับพีท เป็นหนุ่มบ้านป่าลูกครึ่งอินเดียนแดงที่แบ่งเวลาแต่ละปีออกเป็นสี่ภาคตามฤดู เขาตกปลา หน้าร้อน และล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง ต้มเหล้าข้าวโพดหน้าหนาว แล้วดื่มเหล้านั้นในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งสองคนเป็นคนร่างใหญ่แต่เพรียว ผิวคล้ำ แข็งแรง และไม่ค่อยพูด สวมรองเท้าบู๊ตขึ้นมาถึงตะโพกอยู่เสมอไม่ว่าจะเข้าเมือง อยู่ป่า ลงน้ำ หรือเดินอยู่ในบริเวณหลังบ้านตัวเอง เขาจะมาทำงานให้พ่อเฒ่าเสมอเวลาถึงฤดูตกปลา และโพกี้มันออกมาเป็นฝูงใหญ่เห็นเป็นสีแดงหนาแน่น สองคนนี้รู้เจนจบเกี่ยวกับหมาและป่า น้ำและเนื้อ คือรู้ทุกอย่างที่ผมอยากจะรู้เหลือเกินนั่นแหละครับ

เบาะหลังนั้นเต็มไปด้วยหมาและคนพร้อมเครื่องครัวและปืน มีกระโจมสองหลังผูกไว้ด้วยบนหลังคานังลิซ กระโจมใหญ่หลังหนึ่งและเล็กหลังหนึ่งรถกระป๋องของเราแล่นไปตามถนนดินเป็นคลื่น เจอหลุมบ่อเข้าก็กระดอนขึ้นลง เสียงยังกับโรงงานทำหม้อน้ำร้อน ผมไม่ได้พูดอะไรเลยเพราะกำลังตื่นเต้น อีกอย่างหนึ่ง ผมก็กลัวว่าถ้าพูดมากให้ผู้ใหญ่รำคาญเขาก็อาจส่งตัวผมกลับบ้าน

เราใช้เวลากว่าสองชั่วโมงแล่นกระดอนกันมา ผ่าเข้าในบริเวณภูเขาลูกเล็กลูกน้อยที่มีทุ่งหญ้าสีเหลืองปกคลุมสุดลูกหูลูกตา มาถึงสระน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากหนองน้ำประมาณห้าร้อยหลา มีลำธารน้ำสะอาดไหลผ่าน เราแล่นรถเข้าไปจอดใต้ร่มโอ๊คน้ำต้นใหญ่ชิดกันสามต้น พ่อเฒ่าพูดว่า เคยมาตั้งค่ายพักที่นี่หลายครั้งแล้ว มันมีผืนดินโล่งเตียนอยู่หน่อยหนึ่งประมาณห้าสิบตารางหลาเห็นจะได้ อยู่ระหว่างต้นไม้ที่ว่ากับลำธารน้ำใส มีเตาผิงไฟเล็กๆก่อไว้ด้วยหินก้อนใหญ่ๆแต่ขณะนี้พังทลายลง หินกระเด็นเกลื่อน นอกจากนั้นยังเกลื่อนไปด้วยกระป๋อง ขวด และขยะนานาชนิด ที่คนมาโยนทิ้งเอาไว้

“ไอ้พวกนักทัศนาจรละ ไม่มีใคร” พ่อเฒ่าบ่นพึมพำพลางก็ขนของพวกหม้อกระทะลงจากหลังรถ “เห็นที่นั่งเล่นดีๆละก็เป็นต้องเจ๋อเขามา ไปแล้วก็ทิ้งรกสกปรกเหมือนคอกหมู เฮ้ย! เจ้าหนู ไปกวาดเก็บพวกขวดกระป๋องอะไรนั่นเสีย ขนไปฝังดินไกลๆ อย่าให้ระคายลูกตาตา แล้วรีบกลับมาช่วยกลางเต็นท์กัน”

กว่าผมจะเก็บพวกขยะเกลื่อนกลาดนั่นไปฝังได้เสร็จ พวกผู้ใหญ่เขาก็กางกระโจมปูลาดไว้แล้วเรียบอยู่กับพื้นดิน จัดให้ประตูกระโจมหันไปทางทิศใต้เพราะลมจากทิศเหนือกำลังพัดแรง และหันเข้าหาสระน้ำใหญ่นั้นด้วย ทอมคลานเข้าไปใต้ผืนผ้าใบที่กางปูอยู่กับดินนั้น มือถือเสาอันหนึ่งและเชือกเน้นหนึ่งพีทก็ใช้เสาอีกอันหนึ่ง และปลายเชือกอีกข้างค่อยงัดด้านหน้าของกระโจมขึ้น คุณเฮาเวิร์ดอยู่ข้างหลังตรียมพร้อมอยู่กับปลายเชือกของทอม หลักอันหนึ่งและค้อน พ่อเฒ่าอยู่ข้างหน้ากับปลายเชือกของพีท หลักอีกอันหนึ่ง และค้อนอีกอันหนึ่งด้วย ทอมกับพีทเข้าไปใต้ผืนผ้าใบแล้วก็ออกแรงยกเสาขึ้นตั้ง พ่อเฒ่าทั้งสองก็ดึงเชือกเป็นเส้นตึงและตอกหลักกันขมีขมัน

กระโจมมันห้อยแบนอยู่เหมือนผ้าห่มที่กางตากไว้บนราวผ้า ทอมกับพีทมุดออกมาแล้ว จัดแจงดึงกางออกให้ตึงทุกดาน ตอกหลักลึกลงไปในดินฝุ่นจนเชือกที่พันแน่นไว้กับร่องที่เซาะไว้ในเนื้อไม้นั้นจมหายลงในดิน กระโจมนี้เป็นกระโจมง่ายๆทำด้วยผ้าใบกางเป็นรูปตัว วี. มีช่องปิดเปิดได้ด้วยผืนผ้าห้องลงมา แต่ก็พอที่ให้หลบลมหลบฝนได้
เขากางกระโจมอีกหลังหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน

สมัยนั้น เราไม่มีที่นอนม้วนหรือเตียงพับได้อย่างเดี๋ยวนี้หรอกครับ พ่อเฒ่าส่งขวานให้ สั่งให้ไปตัดกิ่งสนอ่อนๆ มาจากต้นสนเล็กๆแถวนั้น เป็นสนอ่อนใบยาวสีเขียวสด แต่ละเส้นยาวประมาณหนึ่งฟุตครึ่งระหว่างที่ผมไปตัดกิ่งสนอยู่นั้นพ่อเฒ่าก็ไปตัดตอสนเก่ามาผ่าเป็นหลักแปดหลัก ทุกครั้งที่พ่อเฒ่าผ่าลงๆปก็จะได้หลักยาวสองฟุตเท่าๆกัน จากนั้น พ่อเฒ่าก็ตัดต้นโอ๊คอ่อนต้นยาวมาสี่ตน แล้วตอกหลักลงบนดินข้างในกระโจมจนได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างหกฟุต ยาวแปดฟุต พ่อเฒ่าผ่าปลายบนของไม้หลักแล้วตอกไม้โอ๊คอ่อนสองต้นลงไปบนปลายไม้หลักตามยาว ใช้สันขวานตอกให้ติดแน่นดี แล้วจึงใช้ไม้โอ๊คอ่อนอีกสองต้นซึ่งสั้นกว่าสองต้นแรกตอกอย่างเดียวกันตามขวาง ใช้สายเบ็ดตกปลาเส้นใหญ่เหนียวตัดเป็นท่อนสั้นๆ สี่ส่อน ผูกไม้โอ๊ค อ่อนติดกับไม้หลักให้แน่นหนาทั้งสี่มุม ได้เป็นกรอบไม้สูงเหนือพื้นดินหกนิ้ว

"ส่งกิ้งสนพวกนั้นให้ตาที" พ่อเฒ่าสั่ง "แล้วไปเอามาอีกจนกว่าตาจะบอกว่าให้เลิก"

พ่อเฒ่ารับกิ่งสนตัดสดๆ ยางเหนียวยังไหลซึมจากรอยถูกตัดสีเหลืองสด มาจัดเรียงปูกับพื้นให้ก้านสนติดดิน พ่อเฒ่าปูกิ่งสนลาดหลั่นดันเหมือนปูกแผ่นกระเบื้องไม่มุงหลังคา ก้านที่แข็งเรี่ยลงติดดิน ยอดที่มีใบอ่อนชูช่ออยู่ข้างบน พ่อเฒ่าเสียเวลาสิบห้านาทีก็ได้ที่นอนขนาดกว้างหกฟุตยาวแปดฟุตทำด้วยกิ่งสนหอมกรุ่นเหมือนเครื่องเทศ แล้วพ่อเฒ่าก็หยิบผ้าใบมาผืนหนึ่งคลี่ออกวางทับข้างบนอย่างเรียบร้อย ผ้าใบนี้มีวงแหวนเจาะติดไว้ทั้งสี่มุม พ่อเฒ่าจึงตอกหลักขึงผ้าใบจนตึงกระชับต้นโอ็คอ่อนที่ตีเป็นกรอบล้อมกิ่งสนอยู่ พอพ่อเฒ่าทำเสร็จ ลองเอามือตบดูจะรู้สึกว่าอ่อนหยุ่น แต่ก็ตึงแน่นดี

"ที่นอนอย่างนี้ดีกว่าที่ยายแกมีใช้อีก" พ่อเฒ่าพูด เอี้ยวตัวยิ้มข้ามไหล่ขณะซัดขวานตอกลงไปตูมสุดท้าย "แบบนี้ก็คลี่ผ้าหม่ปูใต้ตัวผืนหนึ่ง คลุมข้างบนผืนหนึ่ง เท่านั้นก็สบาย แกนอนพ้นดินเนื้อตัวแห้ง สูดกลิ่นหอมๆ ขี้คร้านจะนอนฝัน ขนาดนี้ใหญ่กำลังดีสำหรับคนโตๆ สองคน กับเด็กเล็กคนหนึ่ง ให้เด็กนอนกลาง เจ้าเด็กนั่นอย่านอนดิ้นหรือกรนก็แล้วกัน"

พ่อเฒ่าทำเตียงเสร็จและผมก็ปูผ้าห่มเรียบร้อยจึงพบว่า ทอมกับพีทก็ทำเตียงนอนกันในอีกกระโจมหนึ่งแบบเดียวกัน จากที่จอดรถ ขนของลง กางกระโจมและเตรียมที่นอนกันนี้ ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ระหว่างที่เรากำลังเตรียมที่นอน คุณเฮาเวิร์ดก็ไปขึงเชือกระหว่างต้นไม้สองต้น ทำห่วงเชือกติดกับสายจูงเส้นยาวของหมาแต่ละตัว นำห่วงเชือกนั้นมาพันเข้ากับเชือกที่ขึงเตรียมไว้ระหว่างต้นไม้แล้วตรึงด้วยเงื่อนอย่างแน่นหนา หมามันก็มีที่เดินเล่นได้อย่างสบายแต่ก็อยู่ห่างกันพอไม่ให้สายพันกันยุ่ง และพอไม่ให้กัดกัน ถึงเมือได้เวลาเลี้ยงอาหาร หมาแต่ละตัวอยู่ใกล้กันเพียงแค่จะทักทายกันหรือคำรามใส่กันได้โดยไม่ถึงกับฟัดกันเป็นโกลาหล ไม่นานมันก็เลิกคำรามและนอนลงเงียบๆ

เรามีถุงผ้าใบสำหรับบรรจุน้ำขนาดใหญ่สองใบผูกติดมาหน้ารถ พ่อเฒ่าจัดแจงโบกมือและบอกว่า”เด็กมีหน้าที่ดูแลเรื่องจัดหาน้ำในค่ายพักของผู้ใหญ่ เจ้าหนูไปที่ลำธารแล้วเติมน้ำใส่ถุงให้เต็ม อย่ากวนน้ำให้ขุ่นล่ะ ถ่างปากถุงเข้าหน่อยแล้วให้น้ำมันไหลรินเข้าไปเอง”

ผมเดินบุกไปตามหญ้าสีเหลืองต้นสั้นๆ มีพุ่มสปาร์คเกิลเบอรี่ขึ้นประปราย มุ่งตรงไปลำธารน้ำไหลได้ยินเสียงน้ำเซาะซู่ซ่าไปตามแก่งหินเล็กๆ ท้องน้ำเป็นทราย น้ำเป็นสีน้ำตาลใสแจ๋ว กลิ่นคล้ายใบเฟิร์นช้ำๆ และใบไม้สีน้ำตาลเปียกๆที่ลอยปนอยู่ พอผมได้น้ำกลับมา ก็ได้ยินสียงขวนเป็นจังหวะอยู่ในดงโอ๊คแคระที่ทอมกับพีทบุกเข้าไปหาไม้ฟืน คุณเฮาเวิร์ดกำลังง่วนอยู่กับปืน พ่อเฒ่าก้มๆเงยๆ อยู่แถวกองหินที่มีรอยสุมไฟ พอผมเข้าไปก็พูดไม่เงยหน้า

“เอาขวานไปผ่าฟืนมาทำเชื้อไฟหน่อยซิ ไปที่ตอไม้นั่นแน่ะผ่าให้เป็นชินเล็กๆนะ แล้วระวังอย่าไปโดนตาไม้เข้าล่ะ เดี๋ยวจะกระดอนมาสับเท้าขาด ไม่ต้องมากนะ สักเต็มอ้อมก็พอ”

พอผมกลับมาพร้อมด้วยฟืนเชื้อไฟ ทอมและพีทก็ออกมาจากดงโอ๊คแคระเหมือนกัน แต่ละคนหอบไม้มาล้นอ้อมแขน ล้วนเป็นกิ่งไม้ตายแห้ง ใหญ่ขนาดซุงย่อมๆ คือเท่าลำขาก็มี เขาวางกองไม้อย่างเป็นระเบียบห่างไปเล็กน้อยจากตรงที่พ่อเฒ่ากำลังก่อเตาอย่างขะมักเขม้น ไม่ใช่เตาดีอะไรนักหนาหรอกครับ เพียงแต่วางหินเข้าสามด้านด้วยกัน เปิดด้านหนึ่งเอาไว้แล้วก็หาหินมาวางข้างในเป็นระยะพองาม ผมทิ้งไม้ฟืนท่อนเล็กๆที่ผ่ามาลงข้างพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าขยำกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆลงวาง เลือกท่อนสนอ้วนๆ ซ้อนข้างบนทำเป็นเหมือนกระโจมยอดแหลมครอบก้อนกระดาษที่ขยำวางเอาไว้

พ่อเฒ่าใช้เศษไม้โอ๊คแคระเรียงสลับทแยงกันบนท่อนสนแล้ววางท่อนซุงย่อมๆลงไปสี่ท่อนให้ปลายจรดกันเป็นรูปไม้กางเขน โดยวางอยู่เหนือก้อนหินที่ก่อไว้ และกระโจมไม้ฟืนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า แตะไม้ขีดเข้าที่กระดาษข้างใต้ไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นเปลวไฟแลบเลียไม้เนื้อเบาที่ชุ่มด้วยยางสน พุ่งขึ้นเป็นสีเหลือง แล้วก็ติดไม้ฟืนที่ติดไฟยากกว่าและไหม้ทนกว่า เปลวแลบเลียท่อนสนวูบวาบ อีกห้านาทีเท่านั้นก็ลุกโพลงเห็นแสงสะท้อนแดงจ้าอยู่ติดก้อนหิน

พ่อเฒ่าลุกขึ้น แตะเท้าออกไปให้ค่อยหายขัดหัวเข่าขณะนั้นโพล้เพล้จัดเข้าทุกทีแล้ว ตะวันตกดิน ทิ้งแสงสีแดงไว้เหนือยอดเขาความหนาวยะเยือกของราตรีกำลังจะมาเยือน หมอกลอยตัวเป็นสายจากกิ่งไม้เหมือนลำตัวของงู กบเริ่มร้องเซ็งแซ่ นกหากินกลางคืนเตรียมออกหากินขยับกันสวบสาบแถวริมหนองนกวิปเปอร์วิลล์เริ่มลองเสียงจะร้องเพลง

“เอากันคนละกรุ๊บเถอะน่ะ เฮาเวิร์ด” พ่อเฒ่าพูด “คืนนี้หนาวแน่ พีทโว้ย เอาเหยือกมาหน่อย”

พีทมุดเข้ากระโจมแล้วก็ถือเหยือกขนาดครึ่งแกลลอนบรรจุเหล้าข้าวโพดสีน้ำตามออกมา ทอมก็ควักถ้วยของตน จากที่แขวนถุงน้ำเอาไว้
พวกผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างรินเหล้าใส่ ถ้วยของตนผมคิดว่า อย่างน้อยก็คนละครึ่งไพน์ จากนั้นทอมก็ไปหยิบถุงน้ำมารินเติมลงในถ้วยเหล้า รินช้าๆจนเจ้าของถ้วยบอกว่า “พอ” เขาดื่มกันแล้วถอนใจ พ่อเฒ่าหลิ่วตามมองผมแล้วบอกว่า “เอาไว้แกโตเสียก่อนนะค่อยลอง”

เขากินเหล้าอีกคนละถ้วยกว่าไฟจะลุกไหม้ไม้ฟืนเป็นถ่านระอุแดง ไม่ทอมก็พีทจะคอยลุกขึ้นดันปลายไม่นานก็เห็นเป็นถ่านลุกแดงอยู่ในวงหิน พ่อเฒ่าก็ลุกขึ้นมาจับกระทะ ยุ่งกับห่อกระดาษอะไรวุ่นวาย พ่อเฒ่าผลักหม้อกาแฟไปทางหนึ่ง จัดจานสังกะสีวางเรียงกันเข้าห้าจาน หมุนไปเทผงกาแฟลงหม้อ แล้วโวยเรียกผมเติมน้ำลงหม้อกาแฟ จากนั้นพ่อเฒ่าก็หั่นขนมปังเป็นชิ้นๆแล้วหยิบแฮมชิ้นโตๆ หนาปีกมาโยนผลุงลงในกระทะ

พอแฮมสุก พ่อเฒ่าก็ตัดใส่จาน ชิ้นละจาน จานนั้นตอนนี้ก็ร้อนกำลังดีเพราะได้กระไอไฟ ช่วยให้น้ำมันไม่เป็นไข พ่อเฒ่าโยนชิ้นขนมปังที่หั่นไว้ลงในไขมันหมูแฮมที่ยังปุดๆอยู่ในกระทะ ต่อยไข่ฟองแล้ว ฟองเล่าลงบนชิ้นขนมปัง คนทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันกลายเป็นไข่เจียวเขละๆ ที่ประกอบด้วยขนมปัง ไข่และแฮม ดูหนาเตอะไปหมด จากนั้นก็ตัดไข่ผสมแล้วในกระทะนี้ออกเป็นห้าส่วน ตักใส่จานทับลงไปบนชิ้นหมูแฮม พ่อเฒ่ารินกาแฟร้อนควันฉุยลงถ้วย ตวัดหัวแม่มือไปทางกระป๋องนมและถุงกระดาษบรรจุน้ำตาลเป็นเชิงบอกว่าเติมกันเอาเอง แล้วก็บอกว่าอาหารพร้อมแล้ว

พ่อเฒ่าทำไข่ทอดกับขนมปังและแฮมนี้อีกถึงสามกระทะเราจึงอิ่มกัน กาแฟก็ต้องเติมใหม่ด้วย ถึงตอนนี้ก็มืดสนิทแล้ว เดือนไม่มี เราก็นอนเขลงกันอยู่ข้างกองไฟนั้นเอง นกฮูกมาร้องแทนนกวิปเปร์วิลล์ กบคุยกันจ้อเสียงแซ่

พ่อเฒ่าโบกมือมาทางผม “เก็บจานเก็บกระทะไปล้างเสียที่ลำธารซี เจ้าหนู” พ่อเฒ่าสั่ง “รีบๆทำเสียก่อนน้ำมันจะจับเป็นคราบแข็ง ไม่ต้องใช้สบู่หรอก ทรายน่ะแหละเอามาขัดเข้า เอาไฟฉายไปด้วยซี ระวังงูนะ”

ผมกลัว ไม่อยากจะออกไปมืดๆ คนเดียวเลย ผมจะต้องย่ำไปกลางพงหญ้าที่ขึ้นประปรายไปจนถึงริมหนอง แต่ผมยอมตายเสียดีกว่าจะรับว่ากลัว ต้นไม้กลางคืนยืนต้นทะมึน เป็นรูปเงาแปลกๆ เหมือนภูตผีดูก็ตลกดีเหมือนกัน เสียงป่ากลางคืนดูจะดังชัดขึ้น

พอผมล้างภาชนะเสร็จ กลับมาที่กองไฟ คุณเฮาเวิร์ดก็กำลังวุ่นเลี้ยงหมาขณะที่พ่อเฒ่าโยนท่อนไม้ลงไปเติมเป็นเชื้อเพลิง
“ไปนอนเสีย เจ้าหนู” พ่อเฒ่าสั่ง “นอนตรงกลางเลยนะ พรุ่งนี้เราจะลุกกันแต่เช้ามืด อาจยิงไก่งวงมากินกันได้สักตัว”

ผมถอดรองเท้าแล้วคลานเข้าไปนอนใต้ผ้าห่ม ได้ยินเสียงนกฮูกร้องปนเปไปกับเสียงพวกผู้ใหญ่คุยกันงึมงำ ผมมองออกไปเห็นเงาเขานั่งกันใหญ่ ราวกับเงายักษ์ ที่นอนกิ่งสนของผมหอมกรุ่น ผ้าห่มก็อุ่นสบาย ความร้อนจากกองไฟแผ่อุ่นเข้ามาถึงในกระโจม ผมอุ่นและอิ่มแปล้ และก่อนที่ผมจะตายผมก็คิดว่าพรุ่งนี้ผมได้ขึ้นสวรรค์แน่ๆ

มันหนาวยังกับอะไรดีเมื่อพ่อเฒ่าถองซี่โครงผมด้วยข้อศอกแล้วพูดว่า “ตื่นเถอะ เจ้าหนู ออกไปก่อไฟเข้าซี”

ดาวยังแขวนค้างอยู่บนท้องฟ้า มองดูขาวและแข็งชา ลมพัดหวูหวิวไปรอบๆมุมกระโจม มองออกไปข้างนอกก็เห็นกองไฟริบหรี่ทาบอยู่กับสีดำสนิทของหนองน้ำ คุณเฮาเวิร์ดยังกรนคร่อกอยู่ฟากหนึ่งของเตียงกึ่งสนคลุมผ้าใบ ผมยังจำได้ว่าหนวดของเขาพลิ้วเหมือนหญ้าหนองน้ำยามต้องลม ทางกระโจมของทอมและพีทก็มีเสียงกรนฟังเป็นสองพันธุ์ด้วยกัน เสียงหนึ่งฟังจี๊ดๆคล้ายหนู อีกเสียงหนึ่งดังเหมือนวัวกระทิงติดอยู่กลางรั้วลวดหนาม ผมคลานออกมาจากใต้ผ้าห่มตัวสั่นเทาๆ โดดลงรองเท้าบู๊ตล่าสัตว์ซึ่งทั้งแข็งทั้งหนาว เสื้อผ้าอื่นๆที่ผมเอามาผมก็สวมนอนทั้งหมด

กองไฟของเรากำลังอ่อนเต็มที มอดลงเหลือแต่เถ้าสีเทาซึ่งกำลังปลิวว่อนบางๆ อยู่กลางลมอรุณ มีไฟเป็นจุดเล็กเหมือนนัยน์ตาสีแดงกระพริบอยู่ใต้ผงเถ้าละเอียดเหมือนแป้งฝุ่นโรยตัว ผมใช้ปลายรองเท้าบู๊ตเตะขึ้นถ้าบางส่วนออกไป วางไม้ท่อนเล็กลงบนถ่านไฟที่ยังแดง แล้วก็ลากซุงไม้โอ๊คมาสุมเหนือไม้ท่อนเล็กรอให้ไฟลุกติดถึงกัน พอติดก็เห็นเปลวไฟเล็กๆ แลบเลียไม้โอ๊ค ไหม้ลามออกไปเรื่อยๆ ภายในห้านาทีผมก็ก่อไฟลุกเรืองขึ้นมาได้ ตัวผมเองก็แทบจะลงไปอยู่ในกลางกองไฟ มันหนาวเหลือเกินครับเช้านั้น

เมื่อพ่อเฒ่าเห็นเปลวไฟเต้น ก็จัดแจงปลุก คุณเฮาเวิร์ดคว้ากล้องยาเส้นก่อน จะคว้ารองเท้าบู๊ตมาสวมจากนั้นก็หยิบขวดมารินเหล้าลงถ้วยสังกะสี ซดเข้าไปแล้วทำตัวสั่นเยือก
“กินเหล้าแต่เช้านี่ ฉันไม่ชอบเลย” พ่อเฒ่าพูด “แต่บางเช้าก็ต้องยกเว้น มันต้องคนอายุเลยหกสิบถึงจะรู้จักประเมินตัวเองได้ว่า คอแข็งพอจะกินเหล้าตอนเช้าได้หรือเปล่า หรือแกว่าไง เฮาเวิร์ด”
“ฉันก็เลยหกสิบแล้ว” คุณเฮาเวิร์ดพูด “ส่งเหยือกมาเลย พรรคพวก”

ทอมกับพีทลุกออกมาจากอีกกระโจมหนึ่ง ขยี้หูขยี้ตาออกมางัวเงียทีเดียว พีทลงไปที่ลำธารตักน้ำมาถังหนึ่ง ทุกๆคนใช้น้ำในถังเดียวกันนั้นล้างหน้า แล้วพีทก็ไปที่กองไฟ โยนแฮมสามสี่ชิ้นลงกระทะใบหนึ่งค่อยไข่ลงกระอีกใบหนึ่ง เตรียมปิ้งขนมปังอีกอย่างแล้วก็ตั้งหม้อกาแฟ อาหารเช้าของเราแทบจะไม่เสียเวลาเลย เพราะเรามีงานต้องทำกันมากเช้านี้

หลังจากกาแฟถ้วยที่สอง....ผมยังจำรสกาแฟครั้งนั้นได้ดี ใส่นมข้นหวานขึ้นมาลอยแข็งเป็นฝาน้ำกาแฟก็มีรสน้ำในลำธารปนกับกลิ่นควันฟืน...เราก็ลุกขึ้นเลือกปืนกัน

“วันนี้เป็นวันลูกปราย” พ่อเฒ่าพูด หรี่ตามองลงไปตามลำกล้องเป็น “ยิงกวางกันสักตัวเถอะวันนี้เราต้องการเนื้อสัตว์เป็นเสบียงในค่าย อาจเจิมเลือดเจ้าหนูเลยก็ได้ ทอม พีท ไปคอยไล่สัตว์แถวลำธาร เฮาเวิร์ด เราจะเอาตัวเจ้าหนูไปปักหลักไว้ตรงที่มีทางว่ากวางมันจะเดินผ่าน แล้วแกกับฉันก็จะอยู่วงนอก คอยตามเสียงไปทางไหนก็ไปมันทางนั้น ไม่ใครก็ใครคงยิงกวางได้สักตัวหรอกน่ะ แถวห้วยนี่กวางมันชุมยังกับอะไร”

พ่อเฒ่าหยุดจุดกล้องยาเส้น แล้วหันมาชี้หน้าผมด้วยก้านกล้อง
“เจ้าหนู” พ่อเฒ่าพูด “ถึงตอนนี้ แกก็รู้เรื่องปืนอยู่มากโข แต่แกยังไม่รู้เรื่องปืนกับกวางควบคู่กันไป มีคนมากเชียวล่ะที่สติป้ำเป๋อไปเลยเมื่อเห็นกวางผู้ตัวเบ้อเริ่มโผนออกจากพุ่มไม้ เขางอกสูงยังกับแบกเก้าอี้โยกทั้งตัวไว้บนหัว พรานที่เจนป่าเจนปืนที่สุดก็ยังเคยยิงกันเอง พอตื่นเต้นเข้าก็ซัดตูมๆเข้าไปในกอไม้ แกฟังตาเอาไว้ให้ดีนะ เจ้าหนู กวางมันไม่ใช่กวางเว้นแต่แกจะเห็นชัดว่ามันมีเขาบนหัว และแกเห็นมันทั้งตัวว่าเป็นกวางจริงๆ เราไม่ยิงกวางตัวเมียที่ไม่มีเขา เราไม่ยิงกวางอ่อนเขาเพิ่งแตกออกมาสั้นๆ และเราไม่ยิงคนด้วยกัน ยิงกวางตัวเมียกับลูกอ่อนนะ ไม่เหมาะ กวางผู้ตัวเดียวผสมพันธุ์แม่กวางเป็นร้อยๆตัว แม่กวางตัวเดียวก็จะออกลูกกวางได้หลายตัว ถ้าแกยิงกวางอ่อน แกก็ไม่ได้เนื้อเท่าไหร่ เขาก็ไม่มี แถมแกยังตัดชีวิตมัน ไม่ให้มีโอกาสได้โตแพร่ลูกแพร่หลานต่อไปเป็นกวางมาให้แกยิงอีก ถ้าแกยิงสุ่มพลาดไปโดนคนด้วยกันตาย แกจะถูกแขวนคอตายตามไป แล้วถ้าคนที่แกยิงตาย เพราะนึกว่าเป็นกวางนั่นคือตา ตาจะโกรธมาก แล้วจะกลับมาเป็นผีหลอกแกด้วย แกต้องระวังให้ดีเวลาถือปืน อย่าเหนี่ยวไกจนกว่าจะเห็นชัดว่าไอ้ที่จะยิงน่ะเป็นอะไร แล้วมันอยู่ที่ไหนกันแน่ ระวังให้มาก จำคำที่ตาเตือนเอาไว้”

ทอมและพีทหยิบปืนมาบรรจุกระสุน กดคันบรรจุลงเพื่อไม่ให้มีกระสุนหลงอยู่ในแซมเบอร์ ให้ลงไปในรังกระสุนทั้งหมด พ่อเฒ่ามองปืนกระบอกเล็กของผมและพูดว่า “ยังไม่ต้องบรรจุกระสุนก็ได้ ของแกน่ะ เอาไว้ไปเข้าที่เรียบร้อยเสียก่อน แกคงไม่เจออะไรน่ายิงตอนนี้ ต้องอีกสักชั่วโมงหรือกว่านั้น”

ทอมและพีทเดินไปตรงที่เราผูกหมาไว้กับเชือกที่ซึ่งระหว่างต้นไม้สองต้น ปลดสายหมาล่าเนื้อสองตัวออกมา คือ แบลล์ และ บลู แบลล์เป็นหมาล่าเนื้อแท้สีดำและสีน้ำตาลสลับกัน บลูเป็นหมาพันทาง มีเลือดผสมกันอยู่ระหว่างหมาล่าเนื้อธรรมดา หมาล่าเนื้อวอล์คเกอร์ แถมด้วยเชื้อบลูด็อคอีกหน่อย บีเกิลอีกนิดและอาจจะพอยน์เตอร์อีกเล็กน้อย สีของมันดูเป็นน้ำเงินเข้ม น้ำตาล ดำ เหลือง และขาว ดูผาดๆ คล้ายใครทำจานไข่หกลงบนผ้าปูโต๊ะตาหมากรุก แต่มันก็เป็นหมาล่ากวางเก่งมาก ใครๆก็ว่ากันอย่างนั้นทุกคน เฒ่าแซม วัตส์ ที่อยู่ฟากถนนข้างโน้นเคยพูดเสมอว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะสอนให้บลูทำอะไร เพราะสิ่งที่บลูลืมนั้นมีมากกว่าที่เราจะเคยรู้เสียอีก แถมบลูยังโมโหอีกด้วยหากเราไปสอนเข้าว่าบลูต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งก็เป็นหน้าที่อยู่แล้ว

ทอมล่ามสายจูงสั้นเข้ากับปลอกคอของบลู พีทก็ล่ามแบลล์เข้าอย่างเดียวกัน ทั้งคู่ยกปืนแบกบ่าและเดินทวนขึ้นไปทางลำธาร เราปล่อยให้สองคนเขาไปก่อน พ่อเฒ่ากับคุณเฮาเวิร์ดก็เดินจับโน่นทำนี่อยู่ในค่ายอย่างคนแก่และผู้หญิงส่วนมากจะทำอะไรวุ่นวายอยู่เสมอ เด็กอย่างผมแทบจะคลั่ง ก็ผมน่ะอยากอยู่อย่างเดียว ออกไปยิงกวางสักตัว แล้วก็เดี๋ยวนี้

ประมาณสักสิบนาที พ่อเฒ่าจึงหยิบปืนขึ้นมาแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ” เราเดินเลียบขอบหนองน้ำไปครึ่งไมล์ ค่อยสว่างแล้ว แสงดูเป็นสีเหลืองมะนาวจางๆ กระรอกจิ้งจอกเริ่มออกมาวิ่งไล่กันอยู่บนยอดไม้ เราเห็นตัวพอสซัมแก่ตัวหนึ่งอยู่บนต้นพลับ มันขดตัวกลมทำไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนกับว่าจะไม่มีใครเห็นว่ามันอยู่ที่นั่น เราได้ยินเสียงไก่งวงร้องก๊อกๆ อยู่ไม่ไกลนัก แล้วก็ได้ยินเสียงนกเขาเริ่มคูขึ้นพร้อมกัน

นกเล็กๆ หลายพันธุ์ส่งเสียงร้องจิ๊บจ๊าบคุยกัน น้ำค้างยังเป็นหยดแข็งอยู่บนยอดหญ้าบ้าง บนพุ่มสปาร์เกิลเบอรี่และพุ่มกัลเบอรี่บ้าง อากาศยังหนาวจัด แต่ก็อุ่นขึ้น อาหารเช้าอุ่นและหนักท้องดีพิลึก กระต่ายโดดโหยงออกไปจากใต้เท้าของเรา เราบุกเข้าไปกลางดงนกคุ่มที่เพิ่งจะออกมาจากบริเวณหนองน้ำ ผมแทบจะตกใจตายเมื่อเหยียบมันตายอยู่ใต้เท้า เช้าวันนั้นมีแต่สัตว์หนองน้ำชุลมุนไปหมด
เรามาถึงลำธารในที่สุด แล้วก็มาเจอรอยที่พ่อเฒ่าบอกว่าเป็นทางกวางเดิน พ่อเฒ่ามองไปรอบๆเห็นตอไม้อยู่ข้างหนึ่ง มีพุ่มไม้ตายแห้งขึ้นบังอยู่ดูรกเรื้อจากตอไม้นี้อาจมองเห็นกินอาณาบริเวณไปได้สักห้าสิบหลา คล้ายๆกับตรงนั้นเป็นสนามอุบัติเหตุ

“ไปนั่งที่ตอไม้นั่นซี เจ้าหนู” พ่อเฒ่าพูด “เดี๋ยวก็คงได้ยินเสียงหมาหรอก ถ้ากวางมันลงมาทางนี้ ก็คงออกมากลางวงนี้แหละ ตรงที่รอยมันนำออกมานั่นไง มันไม่มีทางอื่นจะไปหรอกถ้าไม่ออกจากหนองน้ำ อย่าไปหลงเชื่อหมา ตั้งใจมองเข้า ได้ยินเสียงหมาเห่าไกลเป็นไมล์อยู่ทางโน้น กวางมันอาจถึงตัวแล้วบางทีมันล่วงหนามาก่อนหมาตั้งสองไมล์ มันแค่เดินจ้ำๆเอา ไม่ต้องวิ่งเสียด้วยซ้ำไป ตีนมันเบา เดินเงียบกริบดีนัก แกนั่งเฉยๆล่ะ กวางมันจะวิ่งข้ามแกไปถ้าแกนั่งนิ่งๆและกลิ่นของแกอยู่ใต้ลมไปจากมัน แต่ถ้าแกกะพริบตา มันจะเห็นห่างออกไปตั้งสองร้อยหลา แล้วก็จะวิ่งไปทางอื่น ”

ผมนั่งลงบนตอไม้ พ่อเฒ่ากับคุณเฮาเวิร์ดเดินห่างไป ได้ยินเสียงคุยกันเบาๆระหว่างลับตัว ผมมองไปรอบๆไม่เห็นมีอะไร นอกจากกระรอกตัวผู้สองสามตัวทะเลากัน ร่องแร่งอยู่เหนือศีรษะของผม มันวิ่งปรูดปราดไปตามกิ่งไม้ ด่าทอกันตามประสากระรอก ตัวชิคกาดียืนเอาหัวลงอยู่ในพุ่มไม้ ทำเสียงอย่างชิคกาดีทั่วไป นกหัวขวานหัวสีแดงกำลังตั้งหน้าเจาะต้นโอ๊คด้วยปากแหลมของมัน จะให้หักกลางให้ได้ กาฝนซึ่งความจริงเป็นนกกาเหว่าพันธุ์หนึ่ง กำลังทำเสียงวังเวงอยู่ในหนองน้ำข้างหลังผม นกเยลโลว์แฮมเมอร์ตัวใหญ่กว่าและแก่ด้วยบินโฉบขึ้นๆลงๆจากไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง

นกรอบินหลายตัวโดดโหยงๆ อยู่กลางดินไหม้ไฟ คุยกันเสียงจ้อกแจ้ก การ้องเป็นระยะ นกเขาสองตัวโฉบลงมาเกาะต้นไม้ ส่งเสียงคิกคัก นกเทาฮีเกา ยิกๆส่งเสียงเอะอะกว่าไก่งวงทั้งฝูง นกแมวบางตัวร้องแหงวๆอยู่ในพุ่มไม้เตี้ย ขณะที่นกม็อคกิ้งเบิร์ดแก่จอมทะเล้นทำเสียงล้อเลียนอย่างเย้ยหยัน ใครบอกว่าในป่าเงียบ คุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะฟัง หอคอยแห่งบาเบลที่ว่าเจอแจอึกทึกหนักหนานั้น เทียบกับเสียงในป่าเช้าๆอย่างนี้ ก็คงได้อายม้วนไปเลยละครับ


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Big G.
post 24 February 2012, 01:36 PM
Post #25





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 1,236
Joined: 26 August 2008
Member No.: 6,289



thumbsup.gifขอบคุณครับป๋า


--------------------
http://www.soulmatestudio.net
นกน้อยทำรังแต่พอตัว
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 25 February 2012, 10:26 AM
Post #26


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 10
อาถรรพณ์สัตว์ป่า


เช้าๆอย่างนี้ ได้สูดกลิ่นอรุณแล้วชื่นใจ ใครที่เคยเข้าป่าละเมาะมาแล้วจะทราบว่า กลิ่นมันเปลี่ยนไป เช้าก็กลิ่นหนึ่ง เที่ยงกลิ่นหนึ่ง เย็นย่ำสนธยาก็กลิ่นหนึ่ง ยิ่งกลางคืนด้วยแล้ว กลิ่นยิ่งแปลกออกไป

เป็นพิเศษ อาจจะเพราะกลิ่นสกังค์มันแรงกว่าตอนกลางคืนก็เป็นได้

กลิ่นยามเช้าหอมสดชื่นด้วยเกสรดอกไม้ อวลสายลมและน้ำค้างสดและใหม่

กลิ่นยามเที่ยงนั้นอ้าว ผสมผงฝุ่น ชวนให้งัวเงีย เมื่อลมซาและสิ่งมีชีวิตเริ่มสัปหงก มองหาร่มไม้เข้าแอบงีบ

สนธยานั้นกลิ่นมันน่ากลัว อากาศเย็นลง ใครๆก็มุ่งกลับบ้านเพราะเหนื่อยเพลียมาทั้งวัน เราจะได้กลิ่นยางไม้จากแผลต้นไม้ และกลิ่นดินไหม้ไฟบางหย่อม ปนเปมากับกลิ่นเฟิร์นช้ำและลมที่เริ่มโบก

โบยบางเบา ได้ยินเสียงโดยทั่วไปบ่งบอกถึงการเก็บงำเมื่อสิ้นวัน รวมทั้งพวกเด็กผิวดำ ซึ่งผิวปากกันครึกครื้นเพื่ออวดว่าไม่กลัวขณะไล่วัวกลับบ้าน

กลางคืน เราจะได้กลิ่นไฟ กลิ่นผ้าห่มอุ่น และกาแฟกำลังเดือด สูดได้แม้แต่กลิ่นดาว ครับ ผมทราบว่าพูดแล้วมันฟังเหลวไหลสิ้นดี แต่คืนที่เย็นจัดและอากาศโปร่งใสนั้น ดาวส่งกลิ่นระรวยเลยครับ

อย่างน้อยก็คล้ายอย่างนั้นเมื่อเรายังเด็กและสะดุดตาไปเสียทุกอย่าง

เช้าวันนี้ กลิ่นป่าสะอาดสดชื่นดีเหลือเกิน เหมือนกับได้ลุกไปทำงานในวันที่อากาศหอมกรุ่น ตะวันขึ้นสูงแล้ว เริ่มฉายแสงลงมาให้ความอบอุ่นแก่โลก น้ำค้างกำลังเริ่มเหือดแห้ง เพราะหญ้าไม่เปียก

ชุ่มอีกแล้ว มีแต่หยดเล็กๆอยู่ข้างบน เหมือนเด็กที่กำลังมีน้ำมูกไหล ผมนั่งอยู่บนตอไม้นั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจึงได้ยินเสียงหมาเกรียวขึ้น ห่างหนองน้ำไปราวหนึ่งไมล์หรือกว่านั้น แบลล์แกะรอย

ได้ก่อน เห่าเสียงขรมยังกับระฆังโบสถ์ตีเรียกคนมาฟังธรรม บลูตามมาข้างหลัง เห่าเสียงดังเหมือนออร์แกน เสียงสองเสียงประสานกัน เดี๋ยวเบาลง เดี๋ยวดังขึ้น เปลี่ยนทิศทางอยู่เรื่อยๆ

บางที คุณอาจจะยังไม่เคยได้ยินหมาไล่เนื้อเห่าอยู่กลางป่าละเมาะ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจนน้ำค้างแข็งของเช้าฤดูใบไม้ร่วง ลมพัดบางเบา ตะวันเพิ่งจะขึ้นมาอุ่นท้องฟ้า คุณมีความรู้สึกตื่นเต้น

และวาดหวังว่า กำลังจะมีอะไรยิ่งใหญ่บางอย่างเกิดขึ้นกับคุณ จะหาสิ่งใดเหมือนมาเปรียบเทียบก็ยากเต็มที เมื่อเสียงเห่านั้นดังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา และก็ยังใกล้เข้ามา คุณก็มีความรู้สึกว่าหากไม่มี

อะไรเกิดขึ้นเร็วๆ นี้คุณก็เห็นจะถึงจุดระเบิดเป็นแน่ ครั้งเสียงเห่านั้นแปรปรวนทิศทางเสียงจางจนลับหายไป คุณก็จะผิดหวังจนวิงเวียนหน้ามืด ท้องไส้ขย้อนไปหมด อยากแต่จะอาเจียน

แบลล์และบลู คงได้กลิ่นชัดมากและตามแน่วมาทีเดียว เสียงเห่าของมันฟังชัดจนและมั่นคง กวางก็กำลังเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆในแนวตรง ไม่พยายามวกเวียนหลอกหมาให้งง มันวิ่งตรงฉิวมาเลย ได้

ยินเสียงขัดหูมาตามทางข้างลำธาร ซี่งมีผมนั่งอยู่สุดปลายคนเดียว

หมาเข้ามาใกล้เสียจนผมได้ยินเสียงหอบแฮ่กๆของมันระหว่างเห่า มีอยู่สองสามครั้งที่ตัวหนึ่งเลิกเห่าอย่างเอาการเอางาน แล้วก็ทำเสียงบ๊อกแบ๊กติดกัน เป็นระลอกแทนที่จะเห่าเสียงดังยาว ผมคิดว่า

ได้ยินเสียงสวบสาบมาข้างหน้ามาระหว่างเสียงเห่า เหมือนเสียงหนูวิ่งมาบนกระดาษหรือกระต่ายโดยโหยงๆมาบนใบไม้แห้ง ผมมองตาเป๋งไปตรงที่ทางกวางมันออกมาบรรจบที่โล่ง หมาเข้าใกล้เสีย

จนผมได้ยินเสียงมันบุกป่าตรงมา

ในพริบตาเดียว ก็มีเงาสีน้ำตาลแว่บขึ้น นางกวางสองตัวหูตกลู่ มีลูกกวางเพิ่งจะโตตามติดหลัง โดดออกมาจากพุ่มไม้ใบรก แล้วหยุดกึกตรงหนาผม มองผมตาต่อตาเลยครับ แล้วมันก็กระโดดโครม

เดียว ตัวลอยไปครึ่งลานโล่งตรงหน้า พอเท้าแตะพื้นก็เด้งขึ้นอีก หางขาวตั้งสูงและตรง โดยหายเข้าไปเลยในดงไม้ข้างหลังที่ผมนั่ง
ระหว่างที่ผมหันไปมองแม่กวางและลูกทั้งหมดนี้เอง ก็มีเสียงสวบสาบดังมาอีก กวางผู้ตัวหนึ่งโผลพรวดออกมาในที่โล่งตรงหน้าผม วิ่งเร็วก็ยังกับม้าแข่ง มันไม่ได้กระโดดนะครับ เจ้าตัวนี้วิ่งยังกับ

พายุ หัวเชิดเห็นเขาทอดขนานกับสันหลังหูลู่ไปเลยเพราะแรงลมที่มันวิ่งมา หมาสองตัวตามมันมาติดๆ มันผ่อนฝีเท้าล้อหมาตอนแรกเพื่อถ่วงเวลาให้ลูกเมียของมันหนีออกมาก่อน ตอนนี้นางกวาง

และลูกหนีพ้นไปแล้ว มันก็เลยห้อเหยียดเต็มฝีเท้า

ผมมีปืนบรรจุกระสุนอยู่ในมือ มันก็คงยิงได้หากผมมีความคิดว่าควรเหนี่ยวไก แต่ผมไม่ได้คิดจะเหนี่ยวไกเลยครับ ผมนั่งเฉย มองเจ้ากวางผู้ตัวโตนั่นวิ่งห่อผ่านไป บอกตรงๆว่าปากผมอ้าและตาก็

ค้างอย่างแทบจะถลนออกนอกเบ้า

หมาห้อตามกวางออกมาจากพุ่มไม้รก เห่าเสียงขรมชนิดยอมให้สมองระเบิดโดดไกลๆ ไปตามพื้นดิน เจ้าบลูแก่ชำเลืองมองผมตอนที่มันห้อเหยียดผ่านไป คล้ายว่ามันจะแสยะปากนิดๆหน้าตามัน

เหมือนจะพูดว่า “นี่มันงานของผู้ใหญ่เว้ยเจ้าหนู เด็กมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ข้าอุตสาห์ลงแรงทำงานสายตัวแทบขาด เด็กมาทำเสียหมด” แล้วมันก็มุดพุ่มไม้ตามกวางไปอีก

ผมยังนั่งเกร็งอยู่บนตอไม้อีกสักครู่ก็เริ่มตัวเนื้อสั่นเทาไปหมด ประมาณห้านาทีต่อมา ผมได้ยินเสียงปืนนัดเดียวดังมาประมาณ ๑/๔ ไมล์ จากหนองน้ำ ผมก็ยังนั่งสั่นงั่กๆอยู่บนคอ กระทั่งทอมและพีท

วิ่งมาถึงราวครึ่งชั่วโมงต่อมา

“กวางไปทางไหนล่ะ คุณหนู” พีทถาม “มันไม่ได้มาทางนี้หรอกหรือ ผมอุตส่าห์ต้อนมา เก็งให้ผ่านหน้าคุณหนูเชียวนา”

“มันผ่านมาแล้ว” ผมบอกพีท รู้สึกอายแทบอยากมุดดิน “แต่....ฉันไม่ได้ยิงมันหรอก ไม่คิดเรื่องจะยิงด้วยซ้ำ จนมันวิ่งหายไปในดงไม้ ต่อไปคุณตาหรือใครๆ คงไม่พาฉันมาด้วยอีกแล้ว”

ปากผมสั่ง ผมก็กำลังจะร้องไห้

ทอมเดินเข้ามาแล้วใช้ฝ่ามือตบลงมากลางกระหม่อมผม
“ของธรรมดา คุณหนู เจอกันมาแล้วทุกคน” ทอมปลอบผม “ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ไข้กวางจับทุกคน ต้องทำให้ได้หนหนึ่งก่อนถึงจะหายไข้ ลืมเสียเถอะคุณหนู อย่าไปคิดมาก

อย่างพีทนี่ไงเมื่อปีกลายส่องกวางตัวโตยังกะม้า ยิงห้านัดพลาดหมดทุกนัก พลาดห้านัดเชียวครับ”

มีเสียงฝีเท้าเดินย้อนมาตามทางที่กวางวิ่งผ่านไปเมื่อครู่นี้ แล้วพ่อเฒ่ากับเฮาเวิร์ก็เดินออกมาด้วยกัน จูงหมาซึ่งล่ามสายแล้วและหอบแฮ่กลิ้นห้อยมาด้วย

“ผิดเป็นวาเลยว่ะ” พ่อเฒ่าพูดเสียงร่าเริง “มันอยู่ใกล้ไม่เกินสามสิบหลาเท่านั้น เสือกยิงผิดได้ ช่างมัน พรุ่งนี้ลองใหม่ ตอนนี้ไปยิงกระรอกมาลงหม้อแกงกันดีกว่า ให้เวลาหมามันพัก เย็นนี้ลองอีกทีก็

ได้ แกเห็นกวางหรือเปล่า เจ้าหนู”

“เห็นครับ” ผมตอบรับ ”ผมจะไม่มีวันลืมมันด้วย”

เราเดินกลับค่ายพักและผูกหมาไว้อย่างเดิม แล้วก็ปล่อยหมาพันทางที่ชื่อแจ็คกี้ออกมาวิ่งบ้าง แจ๊คกี้มันดูคล้ายๆหมาฟ๊อกซ์เทอเรียร์ สีเหลือง ดูอีกทีก็ไม่มีพันธุ์ หูมันตั้ง หน้าแหลมอย่างหมาจิ้งจอก

หางมีขนดกฟูงอติดหลัง พวกผู้ใหญ่ให้ผมออกไปยิงกระรอกกับพีทขณะที่พ่อเฒ่าทั้งสองคนเฝ้าค่าย พักผ่อนแล้วก็ก๊งกันนิดหน่อยขณะเตรียมทำอาหารกลางวัน เรามาล่ากระรอกเอาตอนนี้ก็จัดว่า

สายมากไปแล้ว ตามธรรมดากระรอกคงหลบไปหมด แต่แถบหนองน้ำนี้สัตว์ชุมเพราะไม่ค่อยมีคนมาล่า ระหว่างที่ผมถูกจับให้นั่งเฝ้ากวางอยู่นั้นก็เเห็นกระรอกอยู่เต็มไป ส่วนมากเป็นกระรอก

จิ้งจอกตัวใหญ่ เป็นกระรอกแก่และโตๆทั้งน้ำ ขนดำหนาและหนังเป็นสีเทาแกมขาว

“อย่าเป็นไข้กระรอกเสียล่ะ เจ้าหนู” พ่อเฒ่าตะโกนข้ามไหล่มาขณะที่พีทกับผมลงไปในหนองน้ำ “ไม่งั้นมื้อนี้คงอดกันหมด ไม่มีหมูแฮมกับไข่เหลืออีกแล้วว่ะ”

“อย่างไปฟังท่านเลย คุณหนู” พีทพูดกับผม “ท่านก็ชอบล้อไปงั้นเองแหละ”

“ช่างคุณตา!” ผมพูดเสียงหนัก “ตัวคุณตาเองก็ยิงกลางตัวนั้นพลาดด้วยละ อย่างน้อย ฉันก็ไม่ได้ยิงพลาด”

“จริงซิ คุณหนู” พีทเห็นด้วยแต่โดยดี “ต้องเป็นคนที่ลงมือยิงหรอก ถึงจะยิงพลาดไป”

โอ้โฮ! ผมถึงกับต้องแหงนมองหน้าพีท!

แต่พีทก็ไม่แสดงท่าว่าแกล้งพูดกระทบผมหรอกครับ เขาดูเฉยๆ บุหรี่ตัวหนึ่งห้อยติดอยู่กับมุมปากดวงหน้าเรียวสีน้ำตาลบอกลัษณะอินเดียนแดงชัดนั้นเรียบสนิท ขณะนั้นเอง แจ๊คกี้ก็เห่าบ๊อกแบ๊ก

อยู่ข้างหน้าด้วยสุ้มเสียงรวนชวนทะเลาะ คล้ายกับว่าใครมาจิกหัวเรียกมันเป็นหมา

“แจ็คกี้ไล่กระรอกขึ้นต้นไม้ได้ตัวหนึ่งแล้ว คุณหนู” พีทแปลให้ผมฟัง “หมาอย่างแจ็คกี้นี่มันมีประโยชน์ตรงที่ว่า พอกระรอกลงมาหากินที่พื้นดิน แจ็คกี้ก็ไล่ต้อนให้มันหนีขึ้นต้นไม้ แล้วแจ็คกี้เห่า

เสียงเอะอะเสียจนกระรอกมัวแต่สนใจมองมัน ตอนนี้เราก็ย่องเข้าไปส่องมันลงมาง่ายๆ ล่ากระรอกแบบนี้ต้องใช้คนสองคนครับ คุณหนู แจ็คกี้เห่าล่อ ผมเข้าไปทางข้างหนึ่งของต้นไม้ กระรอกเห็น

ผมเข้ามันโดดผลุงไปอีกฟาก ตานี้คุณหนู ยิงตอนที่มันไปอยู่ข้างที่คุณหนูรออยู่นะครับ ส่งปืนมาให้ผม”

“เรื่องอะไร” ผมประท้วง “เอาไปแล้วฉันจะเอาอะไรยิง...”

“ก็เอาปืนผมยิงซิครับ” พีทตอบ “คุณหนูจะเอาลูกซองยิงกระรอกนงั้นรึ มือปืนชั้นสวะที่ไหนก็ยิงกระรอกไม่พลาดถ้าใช้ลูกซอง อีกอย่างหนึ่ง ลูกซองนั้นแพงครับ นัดหนึ่งตั้งห้าเซ็นต์แน่ะ”
ผมเพิ่งจะเห็นปืนของพีท ปืนเก่านั้นพีททิ้งไว้ที่ค่ายพัก กระบอกนี้เป็นลูกเลื่อน .๒๒ พีทรับปืนลูกซองไปจากผม ส่ง .๒๒ มาให้กับกระสุนอีกหนึ่งกำมือ

“คุณหนูต้องจำไว้อีกอย่าง” พีทพูดขณะที่เราเดินเข้าไปที่ต้นไม้ เป็นต้นยางที่เรียกว่า บลู กัม ทรี ต้นใหญ่ และแจ็คกี้ก็วิ่งเห่าเหมือนบ้าอยู่ข้างใต้ตันนี้ “เวลาจะล่าสัตว์ลงหม้อแบบนี้ อย่าทำเสียงดังกับ

ปืนเกินความจำเป็น ถ้าคุณหนูเล่นลูกซอง เสียงโป้งป้างดังเปรี้ยงไปทั้งป่า ไม่ว่าตัวอะไรต่ออะไรก็หัวหดหมดอย่าง .๒๒ เสียงมันไม่ดังเท่าไหร่ แค่เสียงกิ่งไม้หัก ถ้าเสียงทวนลมก็ได้ยินไกลแค่ร้อย

หลา หรือราวๆนั้นปืน .๒๒ นี่นะครับ เป็นปืนที่ดีที่สุดในโลกสำหรับจะหาเนื้อสัตว์กินกันสดๆ ในค่าย เสียงมันไม่ดังแล้วมันก็ไม่ฉีกเนื้อจนเละด้วย คุณหนูมองบนโน้นซีครับ กิ่งที่สี่อาหารกลางวัน

รอเราอยู่แล้ว กระรอกจิ้งจอกแก่ตัวเบ้อเริ่มเชียว ดำเกือบทั้งตัว”

กระรอกตัวนั้นเกาะติดลำต้นไม้อยู่ พีทเดินไปรอบๆมันก็ขยับตามพีท พอพีทไปอยู่อีกฟากตนไม้ทำเสียงเอะอะ มันก็ย้ายมาเกาะข้างผม มันแอบดูพีทไหล่ หลัง และขาหลังของมันอยู่ข้างผม ผมยกปืน

.๒๒ ขึ้น ยิงมันระหว่างหัวไหล่ มันตกแอ้กลงมาเหมือนกระสอบบรรจุหิน แจ๊คกี้วิ่งปรู๊ดเข้าไป กัดตรงหลังจับเขย่าทีเดียว สันหลังมันก็หัก แจ็คกี้ทำท่าถ่มพรวดซากกระรอกก็หล่นลงไปนอน

แอ้งแม้งอยู่บนดิน กระรอกตัวนั้นโตเกือบเท่าแจ็คกี้

พีทกับผมล่ากระรอกกันอยู่ชั่วโมงเศษๆ ยิงด้วยกันสองคนได้สิบตัว พีทว่าพอถมไปสำหรับกินได้สองมื้อระหว่างคนห้าคน ยิงมากไปก็ไม่ได้ประโยชน์ เนื้อจะเน่าเสียเปล่าถ้ากินไม่ทัน

“ยังไงพรุ่งนี้ก็ได้กินเนื้อกวางกันแน่ล่ะ คุณหนู” พีทว่า “พวกเรานี่แหล่ะ ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งต้องยิงกวางได้แน่ๆ คุณหนูยิงปืนเล็กอย่างนี้ก็ดีกว่า เก่งเชียวละ ปืนอย่างนี้ยิ่งง่ายใช่ไหม”
ผมค่อยอารมณ์ดีขึ้นเมื่อกลับเข้าค่ายพัก

พ่อเฒ่า คุณเฮาเวิร์ด และทอม ต่างเงยหน้าขึ้นมองเราด้วยสายตาเป็นคำถาม

พีทกับผมก็ล้วงกระรอกออกมาจากกระเป๋าเสื้อชุดล่าสัตว์ของเรา สิบตัวนี่กองโตเชียวละครับ

“ใครยิงกระรอกได้” พ่อเฒ่าถามอย่างอารมณ์ดี “หมาเรอะ”

“ครับ” พีทยิ้ม “หมามันเก่งเสียจนคุณหนูกับผมต้องสอนให้มันหัดยิง เราก็เลยนั่งเล่นบนขอนไม้ ส่งปืนให้แจ๊คกี้ มันก็แสดงเดี่ยวตลอดรายการ นี่ผมกำลังคิดจะสอนให้มันรู้จักถลกหนังและตัดเนื้อ

ชิ้นลงหม้อต้มเสียด้วย กินกลางเสร็จก็จะลงมือเลย หมาตัวนี้เป็นหมาดีมากครับ ฉลาดกว่าคนเสียอีก”

“ฉลาดกว่าคนบางคน” พ่อเฒ่าพูดเน้นคำว่า “บางคน” ชัดเป็นพิเศษ “มากินกันเถอะ เจ้าหนู อิ่มแล้วตาจะให้แกกับแจ๊คกี้หัดถลกหนังกระรอก”

อาหารกลางวันนั้น เป็นอาหารที่ผมชอบมากเวลานี้ก็ยังชอบอยู่ ผมจึงไม่มีทางที่จะได้รับยกย่องว่าเป็นคนที่มีรสนิยมสูงส่งในเรื่องกิน ซึ่งคนประเภทนี้จะเลือกสรรการกินกันอย่างพิถีพิถันมาก

อาหารมื้อนี้เป็นอาหารกลางวันสำหรับนักล่าสัตว์ในชนบทตามแบบชาวรัฐแคโรไลนา มีไส้กรอกเวียนนาและปลาซาร์ดีน เนยแข็ง ขนมปังขิงที่เรียกว่า จินเจอร์สแนป แตงดอง หอยนางรมตัวเล็ก

และปลาแซลมอนกระป๋อง ทุกอย่างกินกันเย็นๆ คือไม่ได้ตั้งไฟ ยกเว้นกาแฟกลั้วคอซึ่งร้อนจัดแทบจะลวกลงไปถึงปลายรองเท้าเมื่อซดเขาไป ฟังดูแล้ว คุณก็อาจว่าไม่น่าจะกินลง แต่ผมบอกตรงๆ

ว่าไม่เคยกินอะไรอร่อยเท่า ไส้กรอกเวียนนากับปลาซาร์ดีนและเนยแข็ง แถมด้วยขนมปังขิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณตื่นแต่ก่อนฟ้าสาง แล้วก็เดินไกล ราวสิบไมล์ในอากาศสด

กินอาหารกลางวันกันแล้ว เราก็หาที่นอนกันใต้ร่มไม้ งีบกันเอาแรง ผมตื่นขึ้นมาประมาณบ่ายสองโมง พีทและทอมก็ตื่นด้วย เราสามคนช่วยกันถลกหนังกระรอก ถ้ารู้วิธีแล้ว มันก็ไม่ยากเลยครับ พี

ทกับผมถลกหนังแล้วส่งต่อให้ทอมทำความสะอาดและสับเป็นชิ้นๆ ผมจับหัวกระรอก พีทรวบตีนหลัง ดึงให้ตัวเหยียดตรงและตึง พีทกรีดลงมาตามหน้าท้องเลยขาลงมาถึงตีน แล้วก็ทำเหมือนปอก

เปลือกฝักข้าวโพด คือดึงหนังขึ้นไปทางหัวจนดูเหมือนว่าเป็นเสื้อคลุมไหล่ ตัวกระรอกเองก็ล่อนหมด พีทตัดหัวที่มีหนังร่นขึ้นไปกองแล้วโยนซากให้ทอม
ทอมต้องบรรจงตัดต่อมเล็กๆที่เรียกว่า แคสเตอร์แกลนด์ ออกให้หมดก่อน ต่อมนี้ทำกลิ่นเหมือนชะมดตัดออกแล้วก็กินเนื้อกระรอกได้อร่อยมาก กระรอกแก่ตัวผู้นั้นกลิ่นเหม็นฉุนพอๆกับแพะตัวผู้

ถ้าไม่ตัดต่อมนี้เสียก่อนจะนำเนื้อกระรอกไปหุงต้ม เนื้อสุกออกมาก็สาบฉุนเหมือนเนื้อแพะ จากนั้นทอมก็แล่เนื้อเป็นชิ้นๆล้างสะอาด ขณะที่ผมรวบรวม หัว หนัง และไส้ที่ตัดทิ้งไปฝังดินไว้

ทั้งหมดนี้เราช่วยกันทำสามคน ไม่ถึงสี่สิบห้านาทีก็เรียบร้อย เราเก็บเนื้อแดงที่สะอาดไว้ในหม้อปิดฝาปลุกพ่อเฒ่าและคุณเฮาเวิร์ดขึ้นมา เตรียมออกล่ากวางกันใหม่
หมาก็ได้พักเหมือนกัน ได้กินปลาแซลมอนกันตัวละครึ่งกระป๋องและได้หลับอีกสามชั่วโมงอย่างสบาย อากาศค่อยเย็นลงอีก ทอมและพีทล่ามบลูและแบลล์เข้ากับสายจูง แล้วเราก็ไปอีกด้านหนึ่ง

ของหนองน้ำห่างไปจากหนองใหญ่ ตรงนี้มีน้ำขังอยู่มาก เป็นหนองน้ำที่ร่มเย็นดี ทอมและพีทคิดว่ากวางจะหลบร้อนกลางวันมานอนพักที่นี่ ตอนนี้ก็คงเริ่มตื่นตัวเตรียมออกหาอาหารกันแล้วก่อน

ตะวันลับฟ้า

ผมกำลังนั่นคิดอยู่ว่า ที่เขาพูดกันว่า “ชั่วนิรันดร” นั้นมันยาวสักแค่ไหน ก็พอดีได้ยินหมาเห่าขรมขึ้นใกล้ๆนั่นเอง ดูเหมือมันจะตรงมาตามลำห้วยทางขวามือของผม สองฝั่งทำห้วยนั้นเปิดโล่งและ

มองเห็นได้ชัด มีพุ่มสปาร์เกิลเบอรี่ และกัลเบอรี่ เพียงประปราย เสียหมาเห่าโฮ้งๆ ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ หมาทั้งเห่าทั้งคำรามบางทีก็หอนวู้ๆ แถมท้ายอีกด้วย ผมได้ยินเสียงสวบสาบได้จังหวะมา

ตามพุ่มไม้

แล้วผมก็ได้เห็นเจ้าตัวการที่ทำให้เกิดเสียบสวบสาบ กวางผู้ครับ ตัวเบ้อเริ่ม มันวิ่งเร็วฝ่าพุ่มไม้เตี้ยๆเข้ามา มันมีเขาด้วย เขาองมันใหญ่โตไม่น่าเชื่อเลยครับยังกับมันเอาต้นไม้ตายแห้งทั้งต้นขึ้นไปผูก

ติดไว้บน หัวผมปลดเซฟปืนโดยไม่เคลื่อนไหวส่วนอื่น กวางมันวิ่งตรงดิ่งเข้าหาผม หมาวิ่งเห่ากวดมาอย่างบ้าคลั่ง

กวางวิ่งตรงดิ่งมาริมน้ำ พอมันวิ่งเข้าใกล้สักแค่ห้าสิบหลาผมก็ลุกขึ้นยืนแล้วเหวี่ยงปืนขึ้นระดับหน้ามันก็ยังวิ่งเข้ามา ผมก็ปล่อยให้มันเข้ามา พอมันเข้ามาใกล้ยี่สิบหลามันก็เห็นผม ทำเสียงครืดแล้ว

ก็โดดออกทางซ้าย ราวกับมีใครปลดสปริงให้มันเด้งขึ้น ผมลืมไปเลยครับว่ามันเป็นกวาง ผมยิงมันเหมือนยังนกเป็นน้ำหรือนกคุ่ม ปล่อยลูกตะกั่วไปตักไหล่มันอยู่ข้างหน้า

ผมเหนี่ยวไกยิงมันตอนมันกำลังกระโดดสูงจากพื้นดินราวหกฟุต มันน่าจะพลาดและกวางก็ควรโจนยี่สิบหลาเข้าพุ่มไม้แลผ่านพ้นชีวิตผมไปเลย ปืนลั่นเสียงเปรี้ยงใหญ่ แต่ผมไม่ได้ยิน ปืนกระแทก

แรงแต่ผมไม่รู้สึก ผมเห็นแต่เจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าราวกับว่าผมดันไปยิงเรือบินเข้าแล้ว มันตกลงมานอนแผ่ พลิกทั้งตัว แล้วหงายหลัง ไม่กระดุกกระดิกเลย หมาวิ่งเข้ามากัดมัน

ทำท่าดุดัน แต่มันก็ฉลาดครับ หมาน่ะ มันรู้ว่าไม่ต้องช่วยกลางก็อยู่มือแล้ว ผมยิงมันตายสนิทด้วยลูกปรายเบอร์หนึ่งประมาณสักสามออนซ์เห็นจะได้ ผมทำไหล่มันหัก คอมันหัก แล้วก็ยิงทะลุหัวใจ

มันด้วย ผมปล่อยให้มันเข้าใกล้จนแทบจะเอื้อมมือไปจับกล้ามไหล่มันได้ มันเป็นกวางของผม คนอื่นไม่ได้ยิงมัน คนอื่นไม่ได้เห็นมัน ผมเห็นคนเดียวยิงคนเดียว ไม่มีคนแนะนำไม่มีคนช่วย เจ้ากวาง

ยักษ์ตัวนี้เป็นของผม

มันเป็นกวางยักษ์จริงๆด้วยครับ พวกผู้ใหญ่เขาบอกผมว่ามันตัวมหึมาทีเดียวสำหรับกวางพันธุ์หางขาวแคโรไลนา เขาของมันแยกออกนับได้ถึงสิบสี่ยอด ถลกหนังแล้วก็คงหนักเกือบ ๑๕๐ ปอนด์

ข้างบนหลังเป็นสีทอง สวยมาก ข้างใต้ท้องขาวสะอาด ตีนเป็นกีบดำเล็กๆ ของมันก็สะอาดสะอ้านดี ขนเป็นกระจุกวงกลมตรงขาอันเป็นที่ตั้งของต่อมลิ่นก็เป็นสีน้ำตาลปนแดงสดใส แข็งและแหลม

เขาของมันสะอาดราวกับมีใครมาขัดถูให้ด้วยแปรงลวด แยกออกเป็นกิ่งก้านได้ระยะเท่ากัน เป็นปุ่มป่ำสีเหมือนไม้กระดานเรือที่ขัดถูกันจนสะอาดขึ้นมันแหละครับ

ผมอยู่กับมันตามลำพังขณะที่มันนอนนิ่งอยู่กลางดงเฟิร์นกลิ่นหอมกรุ่น อยู่ตามลำพังจริงๆ เหมือนเด็กอยู่คนเดียวในมหาวิหารแห่งพฤกษชาติ กอปรด้วยต้นโอ๊ค และ ไซเปรสส์ กลางหนองน้ำใหญ่ที่

ได้ยินเสียงนกเขาดูเหมือนสะอื้นไห้ แถมด้วยเสียงนกตื่นสายมาเดินและคุยกันเสียงจุ๊กจิ๊กอยู่ในพุ่มสปาร์เกิลเบอรี่ หมาเข้ามานอนพักกัน เจ้าบลูวางคางพาดลงตรงหลังกวางใหญ่ นังเบลล์เข้ามาเลีย

หน้าผมแล้วกระดิกหางเหมือนจะชมว่า “ทำได้เยี่ยมจริงๆเจ้าหนูเอ๋ย” แล้วมันก็ลงนอนเอาหน้าพาดบั้นท้ายกวางเอาไว้

ใช่แล้ว กวางตัวนี้เป็นกวางของเรา หมีหรืออะไรที่ไหนก็จะมายื้อแย่งของเราไปไม่ได้ เราทำงานเป็นทีม กัน ผม นังเบลล์ เจ้าบลู

ขณะนั้น ผมไม่มีญานจะทราบล่วงหน้าได้ว่าเมื่อผมโตแล้วผมจะไปยิงช้าง สิงโต แรด แล้วก็ตัวอะไรอีกร้อยแปด ผมจึงรู้สึกแต่ว่าผมเป็นเด็กที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเมื่อนั่งอยู่กลางดงเฟิร์นที่ถูกย่ำและ

ทับจนช้ำระเหยกลิ่นออกมากรุ่น ลูบคลำหนังเป็นมันด้วยขนเหมือนไหมของกวางผู้ตัวแรกที่ผมยิงได้ ผมตบเขาของมันสูดกลิ่นตัวสะอาดของมัน ผมก็น้ำตาตกอยู่บ้าง เพราะมันเป็นกวางที่สวยและ

ผมก็รักมัน ผมคิดว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมดาของคนล่าสัตว์ทุกคน ยี่สิบห้าปีต่อมา ผมยิงกระทิงอัฟริกันตัวแรกได้อยู่มือ แล้วก็คลื่นเหียนวิงเวียน อาเจียนเสียสิ้นไส้สิ้นพุง

ผมนั่งตบหัวกวางและตบหัวหมาสลับกันไปอยู่คนเดียวมื่อทอมและพีทเข้ามาด้วยกันจากทางหนึ่ง และพ่อเฒ่ากับคุณเฮาเวิร์ดก็เข้ามาอีกทางหนึ่ง ผมจะบอกให้ว่า มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษเหลือเกิน

เมื่อเราก็ยังเป็นเด็กอยู่ แล้วก็มีผู้ใหญ่ตัวเบ้อเริ่มสี่คน (สมัยเรายังเป็นเด็กนั้น เราคิดว่าอะไรๆมันใหญ่โตกว่าจริงทั้งนั้น) โผล่พรวดออกมาจากป่าและได้เห็นเรานั่งอยู่กับชนะชัยยิ่งใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

ผมมารู้จัก คำว่า ‘เขื่อง’ เอาทีหลังแต่ตอนนั้น ‘เขื่อง’ ก็ยังเบาไปถ้าจะบรรยายถึงความรู้สึกจริงของผม

“โอ้โฮ” พ่อเฒ่าอุทาน พยายามจะไม่ยิ้ม
“โอ้โฮ” คุณเฮาเวิร์ดอุทานพร้อมกัน

“คุณหนูยิงม้ามีเขาได้ตัวเบ้อเริ่ม” พีทพูด ทำสุ้มเสียงภูมิใจราวกับว่าผมเพิ่งหัดต้มเหล้าเถื่อนได้เป็น

“ยิงยังกับจับวาง” ทอมพูดบ้าง “สงสัยกวางมันยืนอยู่เฉยๆ คุณหนูคงเผลอนอนหลับ พอตื่นขึ้นมาเห็นกวางยืนค้ำหัวอยู่ ก็เลยยิงป้องกันตัว”

“ไม่ใช่ยังงั้น” ผมเอะอะประท้วง แล้วจึงรู้ว่าถูกล้อเมื่อพวกผู้ใหญ่ทั้งสี่คนเขาหัวเราะกันลั่นป่า

พวกผู้ใหญ่ที่มากับผมนี้เป็นพรานเจนป่าทุกคนเขาเข้ามาก็มองเห็นรอยจากดินแล้วว่ากวางมันกระโดดขึ้นไป แล้วผมก็ยิงมันขณะที่มันยังลอยอยู่กลางอากาศ

พีทพลิกกวางแล้วกรีดหน้าท้อง เปิดหนังหน้าท้องฉีกออกมาทั้งแผ่น ข้างในมีอะไรไม่รู้เป็นสีเขียวๆกลิ่นเหม็นยังกับอะไร ทั้งสี่คนโห่ขึ้นพร้อมกันแล้วกรูเข้าจับตัวผม พีทใช้มือหนึ่งเหนี่ยวหนังท้อง

ให้เปิดอ้าไว้แล้วคนอื่นก็ช่วยกันยัดหัวผมไปในนั้น เจอเข้าทั้งเลือด ลำไส้ แล้วก็ไอ้อะไรเขียวๆเหม็นหึ่งนั่น บอกจริงๆ ครับว่าผมไม่เคยได้กลิ่นอะไรเหม็นแรงเท่านั้นมาก่อน เนื้อตัวผมแต่หัวมาจนถึง

เข็มขัดคาดกางเกงเปรอะเปื้อนคราบเลือดแล้วก็เต็มไปด้วยพวกใบไม้อาหารกวางซึ่งย่อยไปบ้างแล้ว

“นั่น” พ่อเฒ่าพูดเมื่อผมทั้งเช็ดทั้งปัดของเหม็นออกจากตัวแล้วก็โจนผลุงไปจุ่มหัวลงในลำธาร “ทำให้แกเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจะเจ้าหนู เราทำพิธีเจิมแกเป็นพรานเต็มตัวแล้ว ต่อไปถ้าแกยิงกวาง

พลาดอีกพวกเราจะเล่นงานแก แกยิงหนนี้ได้กวางเยี่ยมมากเชียวนะเจ้าหนู” เสียงพ่อเฒ่าฟังอ่อนโยน “กวางขนาดนี้แกควรภูมิใจได้มาก ตาพูดจริงๆ”

ทอมและพีทช่วยกันตัดต้นไม้อ่อนที่มีลำต้นยาวแข็งแรงมาทำคาน เขาเจาะขากวางทำรูตรงหลังกระดูกอ่อนที่เข่า เสียบคานเข้าตรงรูนี้ได้เรียบร้อยแล้วก็หามคานพร้อมกวางขึ้นใส่บ่า เดินแบกกวาง

บุกหนองน้ำไปด้วยกันเหงื่อโซมตัว

ขณะนั้นเอง พ่อเฒ่าก็หันมาพูดกับเฮาเวิร์ด
“เออ เฮาเวิร์ด ถ้าแกยังไม่เพลียละก็ เราไปหามกวางของเรากลับเข้าค่ายบ้างดีไหม มันก็อยู่ห่างไปจากนี่ไม่ถึงเสี้ยวไมล์ ฉันไม่อย่ากให้เจ้าพวกแมวป่ามันปีนต้นไม้ขึ้นไปแทะกันเล่นเสียเปล่าๆ”

“กวางอะไรที่ไหนกันครับ” ผมถามเร็ว “คุณตาไม่ได้ยิงอะไรเลยบ่ายนี้ ที่ยิงตอนนั้นก็พลาด...”

พ่อเฒ่ายิ้มอย่างสุขุม ค่อยจุดกล้องยาเส้นอย่างใจเย็นก่อนตอบ
“ตายิงไม่พลาดหรอก เจ้าหนู” พ่อเฒ่าพูด “แต่ตาไม่อยากให้แกมีปมด้อยเมื่อออกมายิงกวางตัวแรก ถ้าแกยิงตัวนี้ไม่ได้ แล้วตัวนี้มันก็ใหญ่กว่า ดีกว่า สวยกว่าตัวที่ตายิงได้เป็นหลายเท่า ตาก็ทิ้งซาก

มันให้เน่าอยู่บนคาคบไม้ที่เราช่วยกันหอบมันไปทิ้งไว้ให้พ้นทาง และจะไม่พูดถึงมันอีกเลย มันน่าเสียดายที่จะปล่อยกวางดีๆให้เน่าไปเสียเปล่าๆ แต่มันน่าเสียดายมากกว่าที่จะให้หลายเสียกำลังใจ”

ประโยคสุดท้ายนี้เองครับที่ทำให้ผมยุติความเป็นผู้ใหญ่ ผมอ้าปากร้องไห้โฮๆลั่นป่า
ไม่มีใครหัวเราเยาะผมสักคนด้วยซี


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 27 February 2012, 01:34 PM
Post #27


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 11
ไปยิงไก่งวง


คริสต์มาสใกล้เข้ามา มิสล็อตตี้ คุณยายของผมก็ออกมานั่งเม้มปากเช้าวันหนึ่งหลังจากรินกาแฟแจกแล้วพลางก็เปรยว่า ถ้าบ้านนี้ยังมีผู้ชายเหลือ แถมด้วยปืนและกระสุนมากพอที่จะระเบิดส่งตัวไปนรกได้ก็ควรจะขยับขยายไปออกล่าไก่งวงป่าที่โง่กว่าตัวมาเป็นเสบียงกันบ้าง มิสล็อตตี้บอกว่า “เนื้อสัตว์ที่ตลาดมันขึ้นราคากันอีกจนแพงลิบลิ่ว ไก่งวงน่ะเขาเรียกถึงปอนด์ละสิบเซนต์ ฉันเห็นจะไม่ยอมควักกระเป๋าหรอก ถ้าไม่ไปยิงไก่งวงมากินกัน ปีนี้ไม่ต้องกินไก่งวงกันละ”

พ่อเฒ่าเหลือกตาข้ามถ้วยกาแฟมามองผม แล้วบอกว่าจะออกไปนั่งจิบกาแฟที่ระเบียงหน้าบ้าน เพราะอยากจะสูบกล้องด้วย มิสล็อตตี้นั้นไม่ยอมให้ใครมาสูบบุหรี่รมควันเหม็นๆ ในบ้านเลย นอกจากว่าตัวเองจะต้องสูบ คุณยายของผมเป็นหืด และหมอแนะนำให้สูบบุหรี่คิวเบ็บช่วยให้คลายอาการเจ็บแน่นในอก ผมก็เลยสูบบุหรี่คิวเบ็บเป็นมาแต่อายุยังนิดเดียว

“ผู้ชายเราทำอะไรกับผู้หญิงก็ลำบาก” พ่อเฒ่าปรารภกับผมเมื่อหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้โยกแล้วและจุดยาเส้นปรินซ์ อัลเบิร์ด ติดไฟได้โชนดี “ เราเห็นจะต้องออกจากบ้านหนียายเขาไปสักพัก ชีวิตนี่มันลำเค็ญเหลือละ เจ้าหนูเอ๊ย รู้ไว้เสียแต่เนิ่นๆ แหละดี ดูเถอะเราเพิ่งออกป่ากันมาหยกๆ ไปค้างอยู่ตลอดอาทิตย์ ตื่นก่อนฟ้าสาง นั่งหนาวแล้วหนาวอีกอยู่บนตอไม้ รอกวางมันวิ่งออกมาให้ยิง ถึงบ้านไม่ทันไรเขาก็ไล่เรากลับไปลำบากอย่างเก่าอีกแล้ว แย่จริง แย่มากผู้หญิงนี่น่ะ เขาทำอะไรไม่ได้เหตุผลเลย นี่ถ้าตาพูดขึ้นเองนะว่าจะพาแกไปล่าไก่งวง ยายเขาก็อาจหาเหตุผลมาเรียงเข้าเป็นหกสิบข้อว่า เราควรอยู่บ้านมากกว่า”

พ่อเฒ่าเคาะเถ้าออกจากล้องยาเส้นแล้วเดินตุบตับขึ้นบันไดไปชั้นบน ห้านาทีต่อมาก็กลับลงมาพร้อมกับไม้ท่อนเรียวเกะเอาไว้รูปคล้ายขลุ่ย เป็นไม้ซีดาร์ อีกมือถือชอล์คแท่งหนึ่ง พ่อเฒ่าถูแท่งชอล์คกับไม้ซีดาร์นั้น มีบางส่วนเลื่อนปิดเปิดได้ พ่อเฒ่าก็ขยับเลื่อนไปมาอย่างว่องไว ผมก็ได้ยินเสียงไก่งวงตัวเมียร้องครางชวนเหงาเต็มที พ่อเฒ่าขยับใหม่ คราวนี้เป็นเสียงตัวผู้ร้องก๊อกๆ อย่างดุร้าย พ่อเฒ่ายัดท่อนไม้สำหรับทำเสียงเรียกไก่งวงนี้ลงในกระเป๋า แล้วหยิบนาฬิกาออกมาดู

“คิดว่าสี่นาที อาจจะห้า” พ่อเฒ่าพูดเบาๆ
ผมถามว่า อะไรและทำไม

พ่อเฒ่าพยักหน้า แล้วบอกให้ผมคอยดู

ผมก็มีนาฬิกาถูกๆของผมอยู่เรือนหนึ่ง จึงควักออกจากกระเป๋ามาคอยจับเวลาบ้าง รอว่าพ่อเฒ่ากำลังคอยอะไร พอได้เวลาสี่นาทีครึ่งไม่ขาดไม่เกิน ทอมและพีทก็เดินสวบๆมาตามถนน ก้าวเท้ายาวๆ ได้ว่องไว ทั้งสี่สวมบู๊ตถึงตะโพก

“เกือบถูกว่ะ” พ่อเฒ่าพูด “คิดว่าคงในราวสี่หรือห้านาที พวกแกก็เลยมากันสี่นาทีครึ่ง ท่าจะแก่กันทั้งคู่ละซี เมื่อแกยังหนุ่มอยู่น่ะทำเสียงเรียกไก่งวงแบบนี้ สองนาทีแกก็มากันแล้ว”

ทอมกับพีทอมยิ้ม
“ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะครับ ท่าน” เขาแข่งกันพูดคล้ายๆยังงี้ละครับ “ขอรถผม ให้คุณหนูไปด้วยชั่วโมงเดียวก็ออกได้เลย ไม่มีอะไรนี่ครับนอกจากจัดของบรรทุกรถ กระโจม ปืน เสบียง ผ้าห่ม แล้วก็กระสุน”

“เอาเลย” พ่อเฒ่าพูด “เตรียมให้พร้อม เราคงถึงที่พักได้มืดพอดี แล้วตื่นกันแต่เช้า มิสล็อดตี้เขาจะเอาไก่งวง เมื่อเขาอยากได้เราก็ต้องหาให้เขา”

ระหว่างเขาพูดกันนี้ผมก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพราะไม่เห็นมีใครพูดออกมาให้ชัดๆว่า ผมจะมีส่วนร่วมกับเขาด้วยหรือเปล่า ผมเองคิดว่าตอนนี้ผมก็มืออาชีพเหมือนกัน เพราะผมยิงกวางได้ตัวเบ้อเริ่มเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แต่ผมก็ทราบว่าเฒ่านั้นไม่ชอบคนเซ้าซี้ อีกอย่างหนึ่งพวกผู้ใหญ่นี่ละร้ายนัก พ่อเฒ่า ทอม พีท และคุณยายอาจสมคบกันหาทางทรมานผมเล่นก็เป็นได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งจะคิดทำกันเป็นครั้งแรกหรอก

ผมช่วยทอมและพีทขนของไปใส่นังลิซ แล้วพีทก็ขับรถไปจอดหน้าบ้าน ผมยืนเฉย ไม่พูดอะไรเลย ตีหน้าโศกตาปรอยเอาไว้คล้ายๆ โอลิเวอร์ ทวิสต์ ตอนเข้าไปขอข้าวต้มอีกชามหนึ่ง

“ว่าไง เจ้าหนู” พ่อเฒ่าทัก “อะไรๆ ก็ขนขึ้น นังลิซครบแล้วนี่ เว้นแต่ปืนแก ใครจะเป็นคนยิงไก่งวงล่ะถ้าแกไม่ขึ้นไปเอาปืนของแกลงมาจากข้างบน”
ผมห้อไปหยิบปืนเร็วจี๋

ทอมกับพีทนั่งคู่กันหน้ารถ พ่อเฒ่ากับผมเบียดอยู่กับสัมภาระข้างหลัง เขาไม่ได้ไปตามถนนใหญ่หรอกครับ เลียบแม่น้ำมาตามถนนริฟเวอร์ ซึ่งเป็นถนนข้างหลัง

พ่อเฒ่าเอ่ยปากพูดกับท้ายทอยของทอมแต่ก็คล้ายกับว่าไม่ได้พูดกับใครเป็นพิเศษ แบบปรารภลอยๆละครับ
“เราคิดว่าสัตว์ป่าเป็นของพระเจ้า” พ่อเฒ่าพูด “ไก่งวงหรือกวางเกิดเป็นตัวแล้ว มันก็ไม่มีทางจะรู้ได้ว่ามันเป็นของคนรวยหรือของคนจน แต่คนรวยเขามีเงินมากก็ซื้อที่ดินเอาไว้กว้างใหญ่ไพศาลแล้วตัวเองก็เผ่นไปอยู่นิวยอร์ค หรือไม่ก็ปารีส ในฝรั่งเศสโน่นแน่ะ ทิ้งที่ดินของตัวรกเรื้อเอาไว้เปล่าๆ พวกสัตว์ป่ามันรู้ข่าวว่ามีสวรรค์ชะลอลงมาอยู่บนดินแล้ว ใครจะมาอาศัยพักพิงก็ได้ มันก็มากัน เจ้าคนรวยเจ้าของที่ดินก็คงล่องเรือย๊อชท์เล่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง เหมือนคนที่เป็นเจ้าของแม็กโมเลีย เอเคอร์ส นี่แหละ แล้วยังไงที่ดินก็ทิ้งไว้เฉยๆ ไม่มีคนเข้าไปยิงสัตว์ นกหนูมันรู้ข่าวก็เข้าไปอยู่กันแน่นขนัด นกตัวผู้กะนกตัวผู้ก็ตีกัน กวางกับกวางก็ชนกัน ผสมพันธุ์กันระหว่างพ่อแม่พี่น้องอุตลุด ไม่เท่าไรก็เป็นโรค ทีนี้เราก็จะเจอปัญหาโรคระบาด ลิ้นดำ พยาธิ ร้อยแปด สัตว์มันจะตายกันเป็นเบือเพราะติดโรค ไอ้ที่เหลือก็ผสมพันธุ์กันเองที่มันเป็นญาติกันพี่น้องกัน ไม่อะไรก็อะไรละ ซึ่งไม่เข้าท่าแล้วก็ไม่ทำคุณให้ใครเลยจนนิดเดียว”

พ่อเฒ่าหยุดนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ
“เราน่ะเป็นคนเคารพกฎหมายละ ไม่เคยละเมิดอะไรเลย แต่ถ้าเจ้าคนรวยนั่นจะออกปากสักนิดให้เราช่วยดูแลที่ดินให้มัน เราก็ช่วยยิงสัตว์ให้พอให้เหลือจำนวนสมดุล แต่เราก็ไม่มีเรือย๊อชโก้ๆ ไม่มีปัญญาจะไปอยู่เพรนซ์ริเวียร่าอย่างมัน มันก็ไม่รู้จักเรา แล้วก็คงไม่คิดจะให้เราช่วยดูแลที่ให้มัน เราเองก็ไม่คิดจะบุกรุกเข้าไปในที่ของมันหรอก เพราะมันติดป้ายห้ามเข้าไว้แทบทุกเสา แต่มันก็ไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินฟากถนนตรงข้าม นั่นมันที่สาธารณะ เราก็กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าไก่งวงมันอยากโง่เองเดินข้ามถนนมา เราก็ยิงมันได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะพวกเราทุกคนก็ตีทะเบียน มีใบอนุญาตล่าสัตว์กันทั้งนั้น ถ้าใครคิดว่าทำแบบนี้มันไม่สวย ผิดหลักศีลธรรมหรือกฎหมายอะไร ก็พูดออกมาเลย”

ผมก็มองผิวหนังที่คอของทอมและพีทยืดตัวขณะที่สองคนนั้นยิ้มอย่างกว้างขวางโดยไม่หันมา ผมเก็งเอาอย่างคิดว่าไม่ผิดว่า ถึงคริสต์มาสและปีใหม่ทุกปี บ้านเราก็คงมีไก่งวงแหล่งนี้กันนานก่อนผมเกิดหลายปี แต่นี่ผมเองจะเคยเป็นครั้งแรก ก็เลยต้องมีอารัมภบทกันหน่อย

เรานั่งรถกันไปชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงที่ดินของเศรษฐีคนนั้น เขาล้อมรั้วสูงเอาไว้ติดริมถนนฟากหนึ่งมีป้าย “ห้ามล่าสัตว์” ตอกติดต้นไม้สูงๆข้างในที่ดินเป็นระยะ ประมาณว่าติดป้ายกันทุกๆสิบต้น เห็นจะได้ เราเลี้ยวลงถนนดินที่เป็นลูกคลื่นยังกับกระดานซักผ้าไปกันอีกครึ่งไมล์ก็ถึงที่โล่ง ลักษณะบอกว่าใช้เป็นค่ายพักแรมหน้าตาเหมือนค่ายพักที่เราเพิ่งไปล่ากวางกันมายังกับแกะ ผมก็เลยเดารู้ว่าต้องเป็นที่ของพ่อเฒ่าแน่ๆ ค่ายพักแรมกลางป่าของพ่อเฒ่าจะมีลักษณะเหมือนกันทุกแห่งคล้ายกับว่าก่อนจะจากไปพ่อเฒ่าก็บรรจงตัดผมทำเล็บให้มันจนดูสะอาดเอี่ยม ข้อนี้ผมรู้แน่ครับ เพราะผมเป็นคนลงมือทำตามบัญชาพ่อเฒ่าทุกหน หนที่แล้วผมก็ต้องเก็บกวาดทุกอย่างจนเหลือแต่กองหินที่ใช้ก่อไฟทำอาหาร ส่วนอะไรที่เหลือเลอะเทอะอยู่ก็ต้องเก็บเผาหรือฝังให้สิ้นซาก

เขาตั้งค่ายกันอย่างรีบด่วน กินอาหารอย่างรีบด่วน ทำเตียงอย่างรีบด่วน แล้วก็หลับผล็อยกันไปอย่างรีบด่วนอีกแหละครับ

ผมว่าผมยังไม่ทันจะพลิกตัวสักทีเลย พีทก็จะเขย่าเรียก

พระจันทร์ยังขึ้นสูงอยู่บนห้า ดาวยังส่องแสงระยิบระยับดูกระจ่างตา

ขณะนี้เป็นเวลาตีสี่ ไม่น่าลุกจากที่นอนขึ้นมาเลยครับ มันหนาวราวกับคริสต์มาสในแคนาดา

เรากินกาแฟกันคนละถ้วยเดียวเท่านั้นเอง

“ตาขอแกอย่างเดียว เจ้าหนู” พ่อเฒ่าพูด “ตามตากับพีทและทอมให้ติดๆ เราทำอะไรกันให้ทำตามหุบปากให้สนิท พยายามอย่าเหยียบกิ่งไม้แห้ง เรานั่งไหนให้นั่งข้างๆ พอตาถองแขนแกยิงเลย แกจะรู้เองว่าควรยิงอะไร”

เราบุกเข้าไปในป่ามืด ค่อยเดินย่องไปตามทางกวางเก่า ทอมนำหน้า พีทตาม แล้วก็พ่อเฒ่า ผมรั้งท้าย เราเดินไปราวหนึ่งเสี้ยวไมล์ถึงที่โล่งเล็กๆ ห่างถนนใหญ่เข้ามาประมาณหนึ่งพันหลา มีพุ่มไม้รกล้อมรอบ ไกลออกไปฟากโน้นก็มีพุ่มไม้ทะมึนใหญ่เบ้อเร่อ มองไม่ค่อยจะเหมือนพุ่มไม้เท่าไหร่ พีท ทอม และพ่อเฒ่ามุดหายเข้าไปตรงนั้น ผมก็มุดตาม เขาทำพรางเอาไว้ซุ่มตัวยิงไก่งวงน่ะครับ ข้างในก็กว้างขวาง จัดว่าสบายสำหรับพรานสี่คนถือปืนมานั่งซุ่มคอยเหยื่อ เจาะรูเอาไว้เล็กขนาดให้ตามองลอดได้ และใหญ่พอจะสอดลำกล้องปืนออกไปได้สะดวก ตอนนี้ยังมืดอยู่แต่หนาวบรรลัยเลยครับ ยิ่งนั่งอยู่บนใบสนสีน้ำตาลลื่นๆเย็นๆ ยังงั้น ผมก็ถึงสั่น

พ่อเฒ่ากระซิบว่า “เดี๋ยวพอเริ่มจะสว่างแกจะเห็นไก่งวงมากัน บางทีก็บินมาเกาะต้นไม้ มองซ้ายมองขวาแล้วก็บินลงมา แต่เช้าๆ มันไม่ค่อยบินกัน ถึงงั้นก็เถอะตาไม่เคยไว้ใจพวกไก่งวง มันฉลาดกว่าเราเกือบทุกทีซีน่ะ ส่วนมากมันจะเดินมากัน ถ้าเป็นฝูงเล็กก็จะมีตัวผู้ตัวหนึ่ง ตัวเมีย สาม สี่ หรือ ห้าตัว ถ้าเป็นฝูงใหญ่ก็มีตัวผู้มากกว่าหนึ่ง ตัวเมียนับไม่ถ้วนเชียวละ ตาอยากให้แกเลือกยิงตัวโตที่สุดที่อยู่ใกล้แกมากที่สุด ยิงเมื่อตาถองแก อย่ายิงก่อน เล็งหัวมัน พยายามคิดว่าแกกำลังยิงนกรอบิน ยิงตัวน่ะไม่มีประโยชน์ เนื้อบางๆ กินอร่อยจะเละหมด แล้วยิงหัวมันก็เป็นเป้าโตถมไป ต้องยิงให้ได้นะ เพื่อยายของแก ทีนี้ก็นั่งเฝ้ามองอยู่นิ่งๆไปก่อน”

พอฟ้าสาง แสงเงินแสงทองขึ้นเรื่อฟ้า พ่อเฒ่าก็งัดไม้ทำเสียงเรียกไก่งวงทั้งไร่ พ่อเฒ่าทำเสียงคิกคักเหมือนไก่งวงตัวเมียออกเชิญชวนแฟนตัวผู้ ทำเสียงก๊อกๆ เหมือนเจ้าตัวผู้ตามเกาะแกะตัวเมีย สักครู่ก็หยุด ไม่ทำเสียงอะไรอีก

พ่อเฒ่าบอกผมทีหลังว่า ทำเสียงล่อไก่งวงแบบนี้ ต้องทำเพียงหอมปากหอมคอเท่านั้น อย่าทำให้มากไปทำแค่นั้นก็พอ ถ้ามีไก่งวงอยู่ในรัศมีที่มันได้ยิน มันก็จะมาเอง
หลายปีต่อมา ผมเคยนั่งซุ่มแบบนี้ คอยยิงเสือดาวมันเครียดเอาการละครับ แต่ยังไม่เครียดเท่านั่งคอยไก่งวง ไก่งวงมันไม่บินเข้ามาทื่อๆหรอกครับ มันแอบย่องเข้ามาเหมือนผี ปนเปเข้ามากับสายหมอกที่เป็นละออกพลิ้วมาตามซอกแคบๆ มองตอนนี้ไม่เห็นอะไรเลย กระพริบตาทีเดียวมากันเป็นหลายตัว ใหญ่ยังกับวัว มันเดินแถวเรียงเดี่ยวกันมาจากซอกทางเดินเล็กๆ ตัวแรกๆ น่ะตัวเมียทั้งนั้น แล้วก็มีลูกอ่อนขนาดอายุสักขวบตามเป็นแถว จากนั้นเป็นตัวเมียอีกท้ายสุดก็ถึงเจ้าจ่าฝูง

มันกระจายกันแผ่ออกไป จิกกินโน่นนี่ เดินใกล้เราเข้ามาทุกที ผมสงสัยว่าทอมกับพีทจะมาโรยข้าวโพด เตรียมไว้ตรงนี้เพื่อคอยเวลาล่าไก่งวงนี่อง สมัยนั้นการวางเหยื่อล่อสัตว์ก็ไม่ผิดกฎหมายด้วยครับ แต่ที่มันจิกกันอาจเป็นลูกสนก็ได้ ผมก็ไม่สนใจจะรู้ให้แน่หรอกครับว่า มันกินอะไรครับ ผมมองแต่เจ้าตัวผู้จ่าฝูงนั่นมันแผ่หางกางออกเหมือนพัดขนาดใหญ่ อ้าปากร้องก๊อกๆ ดังกังวานราวกับระฆังโบสถ์เซ็นต์แมรี่ มันมองไปรอบๆ ท่าทางเชื่องไม่หยอก คล้ายจะท้าให้ไอ้ตัวผู้หน้าไหนก็ได้มาทำกรีดป้อกับเมียมันตัวไหนก็เถอะ มันจะจับฉีกแต่ขาตลอดปีก มันต้อนฝูงลูกเมียของมันเข้ามาใกล้ที่เราซุ่มกันอยู่เรื่อยๆ พีทบอกผมทีหลังว่าฝูงนี้มีไก่งวงตั้งสิบหกสิบเจ็ดตัว ผมไม่รู้ไม่เห็นเลยครับ มัวแต่มองเจ้าจ่าฝูงตัวเดียว เหนียงมันแดงฉานอยู่กลางแสงสลัวเช้ามืด อกมันมีขนปุกปุยดูเป็นสีม่วงปนด้วยน้ำตาลแดงและดำที่เห็นชัดมากขึ้นเมื่อสว่างยิ่งขึ้น ผมดูว่ามันโตกว่านกกระจอกเทศเสียอีก

ในที่สุด มันก็เดินวางมาดเข้าไปกลางฝูงลูกเมียของมัน พลางก็สบถเบาๆ ในลำคอเป็นภาษาไก่งวงที่ผมฟังไม่ออก แล้วก็หยุดห่างจากซุ้มไม้ที่เราแอบซุ่มอยู่แค่สามสิบหลาเห็นจะได้ ทำท่าเหมือนนายพลตรวจแถวทหารไม่มีผิดเลยครับ มันแผดเสียงก๊อกๆ ขึ้นดังแทบจะไปปลุกเศรษฐีเจ้าของที่ดินได้ถึงปารีสในฝรั่งเศส แล้วมันก็ชูคอยืดขึ้นหาท้องฟ้า จะทะลวงให้ถึงสวรรค์ ท้าทายเทวดาอารักษ์ว่าองค์ไหนมาบินเกะกะอยู่แถวนั้นตอนเช้ามืดมันจะฉะไม่เลือกเชียวละ

ถึงตอนนี้ พ่อเฒ่าก็ถองผมเข้าให้
ผมเล็งยิงหัวมันด้วยปืน ๑๖-เกจของผมแล้ว หนี่ยวไก พอผมยิง ทอม พีท กับพ่อเฒ่าก็ยิง ผมยิงหนเดียว เขายิงกันคนละสองหน

ผมไม่มีวันลือความโกลาหลที่เกิดขึ้นกลางที่โล่งลาดใบสนหนากลางป่าละเมาะวันนั้นได้เลย

เจ้าตัวจ่าฝูงของผมหมอบลงไปแล้ว หัวขาดสะบั้น แต่ปีกมันกาะพือพั่บๆไม่หยุดยังกับกังหันลมคลั่ง ไก่งวงอีกหกตัวก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ไก่งวงเจ็ดตัวด้วยกันดิ้นพราดเข้าหาความตายกลางลานโล่งในป่า ก่อนอาทิตย์ขึ้นหนนี้ ทำให้ผมเห็นภาพคนตกนรกต่อมาว่ามันเบากว่ากันอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

ไก่งวงทุกตัวถ้าไม่ดิ้นก็วิ่งกันพล่าน สองตัวอุตสาห์ลุกขึ้นมาได้ วิ่งเข้าหาพุ่มไม้ เจอลูกเบอร์ ๖ เข้าที่กางเกงก็เลยล้มลงนอน ผมไม่เคยเห็นอะไรชุลมุนวุ่นวายอย่างนี้จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เคยเห็นอะไรอลหม่านเท่า ถึงแม้ครั้งหนึ่งผมจะเคยอยู่กลางดงสิงโตเก้าตัวเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เถอะ

ตรงหน้าผมนั้นดูราวกับว่ามีแต่ไก่งวงเต็มครืดไปหมด ผมก็มาเรียบเรียงเหตุการณ์ทีหลังได้ว่า เมื่อผมสังหารเจ้าจ่าฝูงนั้น ทอม พีท และพ่อเฒ่าก็เลือกเป้ายิงกันตามอัธยาศัย ตายคาที่ทุกตัว พอตัวที่เหลืออยู่รู้ว่าภัยอยู่ใกล้ก็ออกหนี ก็เจอเข้าอีกเป็นระลอกที่สองตายคาที่อีก ยกเว้นสองตัวที่ตะเกียกตะกายหนีแต่ก็ไม่รอดจนได้
ผมคิดว่าน่าจะพอถือเป็นสถิติได้บ้าง เจ้าตัวจ่าฝูงที่ผมยิงได้นั้นเนื้อเหนียวยังกับหนังตาแห้ง หนักถึงสิบเก้าปอนด์ ได้เป็นเนื้อไก่งวงเยอะเชียวละครับ
เราได้ตัวผู้อีกสองตัว แต่ละหนักกว่าสิบปอนด์

ตัวเมียมีหลายขนาด หกปอนด์ เจ็ดปอนด์ และแปดปอนด์ กินกันอร่อยเชียวละครับ

มันเป็นภาพน่าดูจริงๆเมื่อเราจอดนังลิซลงที่หน้าบ้านแล้ว มิสล็อตตี้ก็ออกมาดู ทำหน้าเชิงถามว่าอยู่ไหนล่ะ แล้วเราก็ลากไก่งวงออกมาจากรถให้ดูทีละตัว ทีละตัว ทีละตัว

มิสล็อตตี้แทบตะตีหน้าเฉยอยู่ไม่ไหว เมื่อเห็นไก่งวงป่าตัวโตๆ ยิงมาสดๆถึงเจ็ดตัว

เรากินกันแต่ไก่งวงตลอดเดือนจนผมแทบ จะสาปส่งไก่งวง

พ่อเฒ่าไม่ได้พูดอะไรมากเกี่ยวกับการแสดงฝีมือของพวกเราครั้งนี้ แต่มีอยู่หนหนึ่งระหว่างคริสต์มาสกับปีใหม่ พ่อเฒ่าก็เรียกผมไปคุยด้วยแล้วพูดเปรียบเทียบให้ฟัง
“ไม่ว่าคนหรือไก่งวงก็เหมือนกัน” พ่อเฒ่าแสดงทัศนะ “เมื่ออยู่ต่อหน้าความเย้ายวนก็เลือกไม่ถูกว่าควรอยู่ฟากไหนของถนนจึงจะดี”

ความทรงจำอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมมีกับผู้ใหญ่ที่เลี้ยงผมมานั้นก็คือ เมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาส เขาไม่เคยให้อะไรที่ผมจะต้องการใช้เลย

ผมจะอธิบายความหมายของคำว่า “ต้องการใช้” นี้สักเล็กน้อย

ผมรู้จักเด็กคนหนึ่ง อยู่ข้างบ้าน ของขวัญคริสต์มาของเขาล้วนเป็นของดีมีค่าอันควรแก่การใช้ เช่น รองเท้าใหม่คู่หนึ่ง หรือเครื่องแบบนักเรียนรุ่นใหม่ชุดหนึ่งซึ่งก็ฟังเข้าท่าดีและถูกหลักเศรษฐกิจด้วย แต่ผมก็ไม่เคยนิยมยินดีเลยกับหลังคาบ้าน

บ้านนี่นะครับ มันก็ต้องมีหลังคาติดมาด้วย คงไม่มีใครคิดจะให้หลังคาเป็นของขวัญวันคริสต์มาสเป็นแน่ ถ้าเด็กได้เสื้อผ้าไปโรงเรียนหรือรองเท้าในโอกาสพิเศษอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ของขวัญ มันเป็นของต้องใช้ที่ต้องหาให้อยู่แล้ว มันก็เหมือนหลังคาบ้านอย่างผมว่า

ไม่ว่าเราจะมีหรือจน ของขวัญที่ได้รับในวันคริสต์มาสและวันเกิดจะต้องเป็นประเภทฟุ่มเฟือยนอกเหนือจากของใช้ประจำวัน บางทีก็เป็นเพียงมีดพกราคาห้าสิบเซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนมากผมจะได้ของขวัญแพงกว่านั้น เพราะผมเป็นเด็กก่อนสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนยังมีเงินเหลือไว้ซื้ออะไรกันสนุกได้บ้าง “ผู้คน” ในที่นี้หมายถึงคนในครอบครัวผมเองครับ เมื่อผมเริ่มรู้จักวันคริสต์มาสปีแรกในชีวิต ก็ได้ของเล่นพวกปืนลมและจักรยาน พอโตขึ้นก็ได้รองเท้าบู๊ตล่าสัตว์ มีด ขวาน ลูกเสือ ถุงทรายสำหรับชกมวย และปืนลูกซอง ผมคิดว่าคริสต์มาสปีที่ประทับใจที่สุดก็คือปีที่ผมได้ทั้งจักรยาน ไอเวอร์ จอห์นสัน สีน้ำเงินและปืนลูกซองพร้อมกัน

ผมว่ามันสนุกพิลึกละครับที่จะด้อมๆมองอยู่ตามร้านขายของสิบเซ็นต์ต่างๆ หาของขวัญที่น่าทึ่ง สำหรับพวกผู้ใหญ่แล้วก็สนุกชะมัด ตอนรอให้แซนตาคลอส นำของอะไรอย่างหนึ่งมาให้ที่เราบ่นอยากได้กับพวกผู้ใหญ่มาตั้งหกเดือนได้กระมัง แต่ความสนุกจริงๆนั้นมันเริ่มเอาทีหลัง ประมาณปีใหม่ เมื่อเรายังไม่ต้องไปโรงเรียนและเล่นของขวัญที่ได้พบใต้ต้นคริสต์มาสได้อย่างเต็มที่

ตอนเทศกาลคริสต์มาสจริงนั้น พวกผู้ใหญ่ยุ่บยั่บไปหมด พี่ป้าน้าอามากันเต็มบ้าน พวกชาวกรุงลดตัวมาลุยบ้านนอกกันเป็นแถว เด็กอย่างเราจะต้องโชว์ตัวให้เห็นว่าหน้าตาสะอาด และกิริยามารยาทผ่านการอบรมมาแล้ว พอพวกญาติเมืองไกลไปกันแล้ว เราจะมีขี้เล็บดำบ้างก็ได้ ผมไม่หวีเสียบ้างก็ได้ ตอนนี้ละครับมันสนุกอย่างไม่มีอะไรเปรียบเลยเชียว

เทศกาลคริสต์มาสต่อกับปีใหม่นี้มีความหมายพิเศษสำหรับผมตลอดมา พอโรงเรียนปล่อยนักเรียนกลับบ้านประมาณวันที่ยี่สิบ ผมก็จะออกเดินทางไปยังเมืองเล็กๆ อันเป็นที่อยู่ของพ่อเฒ่า และไม่กลับเข้ากรุงจนถึงวันก่อนที่โรงเรียนจะเปิดเรียนอีก ผมมีเวลากว่าสองอาทิตย์ที่จะใช้ชีวิตแบบที่ผมคิดเอาเองว่าเหมือนพวกผู้ดีบ้านนอกของอังกฤษโบราณสมัยที่เขาประดับห้องโถงกันด้วยช่อฮอลลี่ และต้องให้ผู้ชายโตๆถึงสามคนและเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งจึงจะลาก ยูล ล้อก (ท่อนซุงคริสต์มาส) เข้าเตาผิงเตรียมจุดไฟกันได้

ผมจำไม่ได้ว่าเราเคยมีหมูยัดไส้ทั้งตัวมีแอ๊ปเปิ้ลในปากหรืออะไรทำนองนั้น แต่ก็มีการออกหาอาหารสารพัด ต้องไปกันหลายเที่ยว คนที่ทำหน้าที่นี้ก็คือพ่อเฒ่า และผู้ช่วยที่อยู่ในโอวาทอย่างยิ่งคือผมนั้นเอง เราออกไปหาของเข้าบ้านกันตลอดเทศกาลเลยทีเดียว

ผมจะเริ่มแต่เรื่องหอยนางรมนะครับ

เทศกาลคริสต์มาสก็คือเทศกาลหอยนางรม หอยตัวโต อ้วน เนื้อแน่น บางตัวใหญ่ขนาดแตงกวา เปลือกสีเทาอมขาวของมันเป็นสีเดียวกับเป็ดน้ำพินเทลเลยครับ มีรอยย่นลึกลงไปหาริมหยักเห็นชัด หอยนางรมนี่ไม่มีคนคิดว่าโรแมนติคเว้นแต่จะเจอไข่มุกเข้าสักเม็ด แต่ผมน่ะ ถึงหอยไม่มีไข่มุกก็ว่ามันยังโรแมนติคอยู่ดี
พ่อเฒ่ากับผมจะออกไปด้วยกันในเรือกรรเชียงเล็กๆที่เรียกว่าสคิฟฟ์ เตรียมคีมไปด้วย วันที่ออกไปหาหอยกันนี้มักจะเป็นวันที่อากาศหนาวและมัวซัว เป็ดน้ำบินเรี่ยน้ำหรือไม่ก็ซุ่มกันอยู่ตามมุมหนองนี้ ไม่ไปไหน เรามักจะหยิบปืนติดมือไปด้วย เพราะมันต้องมีเป็ดน้ำโง่ๆ บางตัวที่ยังอ้อยอิ่งอยู่กับถิ่นเก่า ไม่คิดจะอพยพหนีลมหนาวให้ทันเวลา ถ้าเจอพวกที่ออกบินข้าประเภทนี้ ไม่ผมก็พ่อเฒ่า คือใครก็ได้ที่ไม่ได้ถอเรือหรือกรรเชียงเรืออยู่ในขณะนั้น ก็จะคว้าปืนจากกราบเรือส่องมันร่วงลงมา ครั้งหนึ่งผมเห็นสัตว์ตัวเล็กๆหัวเหมือนหนูว่ายน้ำดิกๆมาข้างเรือ พ่อเฒ่าสั่ง “ยิงเลย” ผมก็ยิง ได้มิงค์ตัวผู้มาตัวหนึ่ง เราถลกหนังมันยืดออกให้เป็นแผ่นเรียบ แล้วโรยเกลือ คนในเมืองเขาซื้อขนมิงค์ชิ้นนี้ไปจากผมด้วยเงินถึงสองดอลล่าร์

เราก็จะล่องเรือไปเรื่อยๆบนผิวน้ำสีเท่าที่ลมตีเป็นระลอก หูและจมูกโดนลมหนาวจนชาและเย็นเฉียบไปกันจนถึงแหล่งหอยนางรมใต้น้ำ เราจะหยิบคีมด้ามยาวที่เตรียมมา ลากไปเรื่อยๆใต้น้ำจนสะดุดอะไรที่มันเป็นปุ่มเป็นก้อนเข้าทีก็ออกแรงบีบคีมงับฉับเข้าให้ ลากขึ้นมาเห็นเป็นก้อนเลอะโคลน เราก็เกร็งมือจับคีมคีบหอยให้มั่น ส่ายไปมาในน้ำจนโคลนหลุดออกเกือบหมด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ท้องเรือสกปรกมากนัก พอได้หอยสักครึ่งลำเรือเราก็จะถ่อเรือกลับ ตอนนี้ผมก็มักจะงัดมีดออกมาแล้วแงะหอยเปิดเปลือกออกได้เป็นยี่สิบกว่าตัว

การแงะเปิดเปลือกหอยนางรมนี่ง่ายครับ เราใช้สันมีดหนาๆเคาะริมหยักๆของเปลือกหอยให้แตกป่นออก แล้วยัดปลายมีดลงตรงรอยแตก บิดข้อมือนิดหนึ่งเปลือกหอยก็เปิดขึ้น เนื้อหอยในเปลือกวางอยู่แล้วสะอาดและเค็มปะแล่มๆ น้ำทะเลเย็นๆ ยังหยาดแหมะน้ำทะเลหน้าหนาวที่นี่มันเย็นจริงๆครับ เย็นจนชาเชียวละ ผมเองโตขึ้นมาก็ได้กินหอยนางรมอีกแยะ จิ้มซ้อสมากมายหลายชนิดที่เขาสรรทำกันขึ้นมา แต่ไม่เคยได้กินหอยนางรมที่ไหนอร่อยเท่าหอยนางรมสดตัวโตๆที่เราจับขึ้นมาจากแอ่งโคลนใต้น้ำ

การออกไปเที่ยวเก็บหอยนางรมนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง ก็คือการออกไปตัดต้นคริสต์มาส

คนสมัยนี้ เขาซื้อต้นคริสต์มาสกันจากที่มีคนตัดมาขายเมื่อใกล้เวลา สมัยผมยังเด็กนั้นเราไปเลือกหาต้นซีดาร์เหมาะๆและจองไว้ปีหนึ่งเต็มๆ เราจะเลือกที่มีรูปร่างและขนาดงดงามเหมาะสม และต้องซอกซอนไปหากันลึกๆหน่อย เพราะถ้าหาง่ายจะมีคนอื่นแอบย่องมาตัดเอาไปเสียก่อน ส่วนมากเราจะขนกันไปทั้งครอบเลย คุณแม่ คุณพ่อ คุณตา คุณยาย แถมหมาของเราด้วย ยัดเยียดกันไปในรถเพื่อไปตัดต้นคริสต์มาส มันเป็นโอกาสพิเศษจริงๆครับ

การไปตัดต้นไม้มาใช้เป็นต้นคริสต์มาสนี้ จะไปตัดล่วงหน้าเร็วนักไม่ได้ เพราะต้นไม้ที่ตัดมาจะต้องตั้งไว้ในบ้านจนกระทั่งหลังปีใหม่ เราจึงไปกันสองวันก่อนถึงวันคริสต์มาส ถ้าผมเป็นคนเลือกต้น ผมก็มักจะเลือกต้นที่ขึ้นอยู่ล้ำลึกในหนองน้ำหรืออยู่ไกลออกไปตามดงกัลเบอรี่ เพราะผมจะได้หยิบปืนติดมือไปด้วย โดยอ้างว่าจะไว้ใช้ป้องกันตัวหากมีกระรอกหรือกวางโผล่ออกมาทำร้าย

การหาช่อมิสเซิลโท หรือ ฮอลลี่นั้น มักเป็นหน้าที่ของผมโดยเฉพาะ มิสเซิลโทช่องามๆใช้ในการได้นั้นต้องปืนขึ้นไปหาจากที่สูงๆ ผมไม่เคยเก็บมิสเซิลโทจากแหล่งเตี้ยๆปืนง่ายเลย ทุกครั้งจะต้องปืนขึ้นไปเก็บมิสเซิลโทช่องามที่สุดจากที่มันเกาะอยู่แถวกลางๆต้นสนไซเปรสส์สูงใหญ่ขนาดต้นไม้ยักษ์เรดวูด ของแคลิฟอร์เนีย มองขึ้นไปจะเห็นลูกของมันที่เรียกว่า คิสซิ่ง เบอรี่ ลูกเล็กๆขาวเหมือนขี้ผึ้ง ทาบอยู่กับใบสีเขียวเข้ม เป็นกาฝากที่ลอยตัวเอ้อระเหยอยู่ในม่านเมฆ อย่างนี้ละผมชอบ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กผู้ชายทำได้และผู้ชายตัวโตๆทำไม่ได้ ผมจะคาบมีดไว้ในปาก(ที่ต้องคาบมีดก็เพราะผมกำลังคิดว่าตัวเองเป็นนายอิสเรล แฮนด์ส จากเรื่อง “เกาะมหาสมบัติ”) แล้วก็ไต่เดียะขึ้นไปอย่างลิง ตัดช่อมิสเซิลโทโยนลงมาข้างล่าง

ฮอลลี่ เบอรี่ นั้นเก็บง่าย เพราะต้นเป็นพุ่มเตี้ยโตอยู่กับดิน จะเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ภาพลูกเบอรี่สีแดงใสสว่างทาบอยู่กับสีเขียวเข้มของใบอวบหนามีหนามแหลม จะทำให้หัวของเราโลดสูงขึ้น เมื่อเราเก็บพวกช่อใบต่างๆ เหล่านี้รวบรวมกลับไปบ้านแล้ว พวกผู้หญิงก็มารับเอาไปประดับบ้าน แล้วบ้านของเราก็จะส่งกลิ่นรวยรินเหมือนค่ายพักแรมชั้นดีในป่า มีทั้งกลิ่นไม้ซีดาร์ กลิ่นสะอาดของหนองน้ำยามบ่ายจากช่อฮอลลี่แถมด้วยกลิ่นควันกรุ่นเครื่องเทศจากท่อนโอ๊คหรือฮิคกอรี่ที่กำลังคุอยู่ในเตาผิง ได้ยินเสียงฟืนไม้เบาหยดยางสนออกมาไหม้เสียงเปรี๊ยะปร๊ะเป็นระยะๆ

ผู้หญิงนี้ความจริงยุ่งน่ารำคาญ กวนใจผู้ชายไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ถึงหน้าเทศกาลคริสต์มาสต่อกับปีใหม่นี้ ก็เรียกว่าคุ้มที่ได้เลี้ยงดูกันมาตลอดปี มิสล็อตตี้คุณยายของผม ทำขนมของกินเก่งไม่หยอก กลิ่นอาหารที่คุณยายทำอยู่หน้าเตา ประกอบกับกลิ่นไม้เขียวตลอดปีที่เรียกว่าเอฟเว่อร์กรีน ผสมผสานเป็นอย่างดี กับกลิ่นพิเศษต่างๆของคริสต์มาสซึ่งไม่มีในช่วงเวลาอื่นของปี เรียกว่าบ้านทั้งบ้านนะครับอวลไปด้วยนานากลิ่น

มิสล็อตตี้มักเตรียมทำเค้กผลไม้อันโตๆไว้สองสามอันตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน เค้กนี้อันโตจริงๆครับ ใหญ่ยังกับกงล้อโรงสี เนื้อเค้กแน่นเปรี๊ยะไปด้วยผลซีทรัน(ผลไม้จำพวกมะนาว) สีเขียวเข้ม ลูกเกด ลูกอวบใหญ่ เชอรี่แช่อิ่ม และลูกคอนแรนท์เนื้อฉ่ำ ผลไม้เหล่านี้คุณยายจะแช่หมักไว้ในบรั่นดีหลายครั้งหลายหนก่อนจะผสมลงอบกับแป้งเค้ก ฉะนั้นกินเค้กผลไม้ชิ้นเดียวก็อาจทำให้เด็กๆมึนไปนิดๆ เค้กผลไม้นี้ทนนานไม่เสีย เพราะพ่อเฒ่ามักจะย่องเข้าไปรินบรั่นดีราดให้ชุ่มเป็นระยะๆไป ยิ่งถ้าเก็บใส่กระป๋องปิดฝาให้แน่นด้วยแล้วยังนุ่มและฉ่ำลิ้นไปถึงเดือนมิถุนายนโน่นเชียวละครับ

ทุกเทศกาลคริสต์มาส เราจะมีเค้กสามชนิด เค้กผลไม้สีดำอย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าแซลลี่ไวท์ หรือ แซลลี่ขาว เพราะมันก็เหมือเค้กสีดำมะฮอกกานีนั่น เพียงแต่สีออกขาวนวลเป็นแบบบลอนด์ อีกอย่างหนึ่งนั้นเราเรียก เค้กปอนด์ เป็นเค้กฟองน้ำ หน้าน้ำตาลไอซิ่งรสแวนิลลา หักออกมาได้เป็นชิ้นๆ กินอร่อยมากครับ
หน้านี้เรามีส้มกินกันด้วย ซึ่งตลอดปีเราจะไม่เคยได้กิน ผิวส้มนั้นมีน้ำมันติดเปลือกช่วยให้กลิ่นแหลมฉุนเสริมกลิ่นอื่นที่มีอยู่แล้ว ผลไม้อีกอย่างหนึ่งก็คือองุ่นมะละกา ลูกโตสีน้ำตาลอมม่วง นอกนั้นก็มีลูกเกดลูกอวบย่นที่เราจะกอบขึ้นมาเป็นกำมือ แต่ลูกนั้นโตยังกับลูกหิน เหนียวเหนอะ หวานยังกับน้ำตาล พ่อเฒ่าชอบเอาบรั่นดีมาราดลูกเกดด้วยเหมือนกัน ราดแล้วจุดไฟติดพึ่บ เป็นเกมเล่นกันสนุกว่า ใครจะกล้ายื่นมือฝ่าไฟเข้ามาฉกลูกเกดออกมาให้ได้เป็นก้อนโตกว่ากันโดยที่มือไม่ไหม้ไฟเลย
เรามีจานใส่ลูกนัทต่างๆ เต็มปรี่หลายจาน วอลนัทอังกฤษเอย พีแคนแกะเปลือกแล้วเอย แถมของอร่อยพิเศษคือ บราซิล นัท เม็ดขาวอ้วนเป็นมันย่องที่เราเรียกว่า นิกเก้อร์โท หรือนิ้วเท้าคนดำ ขนาบข้างพวกจานลูกนัทต่างๆเป็นระยะ คือจานลูกกวาดที่ซื้อมาจากร้านขายของหวาน มีมากมายหลายชนิด เช่น เปปเปอร์มิ้นอันเล็กๆ ทำเป็นรูปใบคริลเวอร์สีต่าง สดใสและลูกกวาดเนื้อแข็งลายทางๆ สลับสีสอดไส้นุ่มแหยะซึ่งกินไม่อร่อยเลย แต่เอามาประดับโต๊ะก็สวยเตะตา

รายการอาหารคริสต์มาสและในปีใหม่นี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีหมูแฮม หมูแฮมนี้มาแทนหมูอบทั้งตัวที่คาบแอ๊ปเปิ้ลไว้ในปากอย่างรูปสมัยเก่าไงล่ะครับ ต้องเป็นหมูอย่างพิเศษจริงๆ ที่บ้านผมต้องมีหมูแฮมขึ้นตามโต๊ะสามชนิด ชนิดแรกเป็นแฮมชนบทเนื้อแข็ง เค็มเหมือนน้ำทะเล สีแดงจัด เนื้อแข็งก็จริงแต่เปื่อย เคี้ยวง่าย แขวนทิ้งไว้ในห้องรมควันตั้งแต่เทพบุตรกาเบรียลเพิ่งจะหัดเป่าแตร (กาเบรียลเป็นนักเป่าแตชั้นยอดของสวรรค์ หมายความว่ามนุษย์โลกด้วย จึงได้รับหน้าที่เป็นผู้เป่าแตรในวันพิพากษาโลกตามความเชื่อในคริสต์ศาสนา) คือเหมือนแต่ดึกดำบรรพ์ละครับแฮมชนิดนี้ละที่เราทอดกินกันตอนเช้า กินกับข้าวโพดบดหยาบๆ ต้มร้อนๆ เค็มประแล่มดี อีกอย่างก็แฮมแช่เกลือ เรียกว่าคอร์นแฮม สีออกนวลเป็นสีบลอนด์ เขาแทรกกานพลูเข้าไปในเนื้อเต็มไปหมด แฮมชนิดสุดท้ายเป็นแฮมสมิธฟิลด์ สีชมพูอ่อน ไม่แข็ง หั่นแล้วริมจะงอขึ้น ตามมุมเนื้อจะแตก แฮมชนิดนี้มีมันนุ่มสีขาวแทรกเป็นเส้นเหมือนแควแม่น้ำ

กลิ่นของกินทั้งหลายที่ผมบรรยายมานี้ อบอวลกรุ่นไปกับกลิ่นไก่งวงป่าที่กำลังอบไฟอ่อน กาลีนา คนครัวเฒ่าของเราคอยดูแลพรมน้ำซ้อสให้เนื้อชุ่มอยู่เสมอพร้อมกันนั้น ก็มักจะมีเนื้อสันกวางอบหอมที่ไม่ใครก็ใครกำลังเหยาะเหล้าองุ่นและเยลลี่ลงไป เป็ดป่านอนเรียงกันอยู่ในถาดอบ เคียงด้วยหัวแครอท หัวหอมใหญ่ และแอ๊ปเปิ้ลหั่นเป็นชิ้นพองาม บางทีเราก็อาจมีนกคุ่มทอดกรอบมาตั้งโต๊ะอาหารเช้าเพื่อกินกับหมูแฮมด้วย มีของหวานชนิดหนึ่งที่พ่อเฒ่าเรียกว่า เรซินดัฟฟ์หรือพุดดิ้งลูกเกด เป็นของกินออกทะเลของคนอังกฤษโบราณ ราดซ้อสผสมบรั่นดีในปริมาณมากพอที่สันนิบาตต่อต้านโรงเหล้ารู้เข้า ก็จะลุกฮือประท้วงเป็นแม่นมั่น

ตลอดทุกวันของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้มีแต่เรื่องสนุกและตื่นเต้นเสมอ วันนี้ต้องลองยิงปืนกระบอกใหม่ พรุ่งนี้ลองสวมรองเท้าคู่ใหม่ เป็นบู๊ตหนังนุ่มซึ่งมองเหมือนบู๊ตทหาร แต่มีสายรัดหลังเท้าเพื่อความกระชับของเท้าเด็ก อีกวันก็ต้องสวมเสื้อขนสัตว์เนื้อหนาตัวใหม่ที่มีกระเป๋าบุวัสดุป้องกันความชื้นสำหรับจะได้บรรจุสัตว์เล็กที่ยิงได้ลงไปไม่ต้องหิ้งให้เมื่อยมือ โอ๊ย...เหมือนไฟฟ้าวับๆชวนให้ตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลาเลยครับ

พวกผู้ชายมักจะหาเวลาออกไปล่าสัตว์กัน จัดวางแผนกันเป็นพิเศษ ถ้าผมเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน บางทีเขาก็ยอมให้ผมออกไปล่ากวางหรือล่าคูน(สัตว์คล้ายหมีแต่ตัวเล็ก) กับเขาในป่าละเมาะที่หนาวเย็นเยียบไปด้วยน้ำค้างแข็ง บางทีเขาก็ให้ผมออกไปกับทอมและพีท ไปยิงหมูในป่าคือมันก็เป็นหมูบ้านเราดีๆนี่แหละครับ แต่มันไปเกิดและโตกันอยู่เป็นฝูงในป่า ไม่ใช่เป็นพันธุ์หมูป่า ผมได้ไปยิงนกคุ่ม นกเป็ดน้ำ และกระรอก ทุกวันก็มีอะไรสนุกๆทั้งนั้น ช่างวิเศษแท้ๆ

เวลาออกไปล่าสัตว์นี้ กลับเข้ามาเราก็หนาวแข็งเจียนตาย พอเข้าบ้านก็ปะทะกับความอุ่นและกลิ่นอาหารประกอบกับบรรยากาศอย่างงานเลี้ยง เราจะรีบเดินไปที่เตาผิง หันก้นเข้าหาเปลวไฟ เอามืออังไฟเสียให้อุ่นด้วย เวลาล้างคราบสกปรกออกจากมือด้วยน้ำร้อนจะได้ไม่ปวดแสบปวดร้อน เราจะถอดรองเท้าบู๊ตคู่ใหม่ออกจากเท้า สอดเท้าที่ปวดเมื่อลงในรองเท้าเก่าใส่อยู่บ้าน เปลี่ยนสวมกางเกงเนื้อนุ่มเบา แล้วเข้านั่งโต๊ะ อุทิศตนเพื่อการกินจนกระทังบรรจุอาหารเข้ากระเพาะมากกว่าทหารทั้งกองพันเขากินกันสมัยนี้ เราจะกินหมดทุกอย่างที่ตั้งโต๊ะแล้วก็ขอเติมอีก บิสกิตร้อนๆชุ่มเนยขนาดอันล่ะเท่าเหรียญยี่สิบห้าเซ็นต์มีเหลือเฟือจนกินไม่รู้จักหมด หัวอาร์ติโช้คดองและแยมแตงโมนั่นเป็นเพียงเครื่องเคียง กินอิ่มแล้วกว่าจะลุกจากโต๊ะได้ก็ต้องแข็งใจใช้กำลังทั้งหมดที่มี แต่มือก็ยังเล็งเห็นการณ์ไกล คว้าลูกเกดมาอีกกำมือหนึ่ง ลูกกวาดอีกเต็มกระเป๋ากางเกง เผื่อไว้หากจะหิวตอนกลางคืน ทำไมผมไม่ท้องแตกตายเสียตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

พ่อเฒ่าก็อย่างเคยละครับ พยายามยัดเยียดหลักความรู้และวัฒนธรรมให้ผมทับลงมาบนไก่งวงยัดไส้ใบเสจหอมหวน แต่ผมก็รับไว้ไม่ค่อยได้หรอกครับ ตอนนี้ พ่อเฒ่าจะให้ผมอ่านหนังสือเรื่อง “เอ คริสต์มาส แครอล” แต่ผมก็ไม่รู้เรื่องท่าเดียว เห็นจะเป็นเพราะอีตาสครูจ ขี้เหนียว กับครัทชิต และ ไทนี่ทิม อะไรในหนังสือนั่น เขาไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับผมเลยนี่ครับ


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
นายสาราพัด
post 28 February 2012, 10:35 AM
Post #28


ลูกผู้ชายตัวจริง


Group: ผู้ดูแลชุมชน
Posts: 4,542
Joined: 8 January 2007
Member No.: 6



บทที่ 12
หมาแก่กับคนแก่


พ่อเฒ่าคว้าตัวผมไว้ว่าวันที่ฝนปรอยวันหนึ่งหลังอาหารกลางวัน บ่นว่ายอกหลัง แก่ตัวลงสังขารก็ร่วงโรยทำท่าจะอัมพาตกินเอา พ่อเฒ่าบอกว่าสักวันหนึ่งพ่อเฒ่าจะโวยว่า เป็นไรก็เป็นกันซีวะ แล้วก็นอนลงตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อนไป

“มีอยู่สองอย่างซึ่งไม่ควรจะอยู่เกะกะในโลกนี้” พ่อเฒ่าสาธยาย “หมาแก่กับคนแก่ อยู่ไปก็ไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังตัวเหม็นอีกด้วย แกควรลองปล่อยเดี่ยวเสียบ้างซีนะ เจ้าหนู เพราะตาก็เป็นพี่เลี้ยงให้มานานแล้ว ตาปวดหลัง ปวดเท้า นึกอยากกินนกคุ่มให้อร่อย แต่มันเพลียเกินกว่าที่จะออกไปช่วยแกยิงไหว ถึงเวลาแล้วที่แกจะต้องฝึกหาวิธีการสั่งหมาให้มันไม่ทำอะไรนอกรีตในป่า แกยังไม่เคยคุมหมาเองเลยนี่ อย่างมากก็เพียงฟังตาร้องบอกมันวา ‘เฮ้ยหยุด’ สักวันแกจะต้องฝึกหมาของแกเองบ้าง วิธีดีที่สุดที่เราจะฝึกหมา ก็คือให้หมาสักตัวที่มันฉลาดกว่าแก มาช่วยฝึกเสียก่อน”

ขณะนั้นเป็นปลายเดือนกุมภาพันธ์ ฝนตกทุกวันมาตลอดสัปดาห์และก็ยังตกอีกเป็นพักๆ ตะวันแสงอ่อนซีดเยี่ยมหน้าออกมาเป็นครั้งคราว พ่อเฒ่าคิดว่านกมันก็คงเบื่อดินฟ้าอากาศอยู่เหมือนกัน อาจจะบินออกนอกบริเวณหนองน้ำเพื่อสูดอากาศสดบ้างก็ได้

“เอาแฟรงค์กับแซนดี้ไปซีนะ” พ่อเฒ่าสั่ง “ ปล่อยให้มันเดินไปเองตามชอบใจ แต่คอยดูมันไว้ แกไม่ต้องสั่งอะไรมันนอกจากบอกให้แซนดี้หยุดอยู่เฉยๆ เวลามันพยายามจะแย่งจุดที่แฟรงค์ชี้บอกเรา แซนดี้มันชอบเอาหน้า แฟรงค์เจอแหล่งนกเข้าทีไรมันจะแหยมเข้าไปทันที ทำทีว่ามันเจอเอง มันขโมยแหล่งที่ตัวอื่นชี้ได้เก่งที่สุด ถ้าแกสั่งหยุด แล้วมันไม่หยุด ตัดไม้เรียวไว้สักอันแล้วตีเข้า หมาบางตัวก็เหมือนคนบางคน ไม่ชอบพูดดีหรือฟังเหตุผล ต้องหวดก้นกันถึงจะรับรู้”

คุณแม่เอานังลิซออก ขับไปส่งผมกับหมาริมห้วยเล็กๆที่เรียกกันว่า แจ๊คกี้ส์ ครีก คุณแม่สั่งว่าจะแวะรับเราตรงสะพานประมาณเวลาตะวันลับ เมื่อคุณแม่กลับจากในเมือง หมามันกำลังตื่นเต้นอยากไปกันมากเพราะถูกปิดขังเอาไว้ตลอดสองอาทิตย์ เหงาเป็นกำลัง อยากออกวิ่งไล่นกหนูสนุกๆบ้าง

แซนดี้เป็นหมาพันธุ์อิงลิช เซ็ตเตอร์ตัวใหญ่ สีมะนาวสลับขาว มีตาแดงข้างหนึ่ง ส่วนเจ้าแฟรงค์แก่ เป็นหมาลิวเวลลอนสีเข้ม มันเป็นหมาชั้นดีทั้งสองตัวเลยครับ ลูกชาติลูกตระกูลอยู่เหมือนกัน เท่าที่ผมจำได้นั้น ปู่ของแฟรงค์ชื่อ เซอร์ ซิดนีย์ โมฮ้อค แฟรงค์ไม่ใช่หมาอวดโก้อย่างแซนดี้ แซนดี้มันคิดว่าอะไรที่อยู่ในรัศมีหนึ่งไมล์ก็นับเป็นการล่าสัตว์ระยะใกล้ทั้งนั้น มันไม่เคยก้มจมูกสูดดินเลยในชีวิต แต่ชูจมูกร่อนขึ้นในอากาศและสูดกลิ่นนกได้ไกลถึงแคนนาดา ถ้าลมพัดถูกทางและถ้ามีนกเพ่นพ่านอยู่ในแคนาดานะครับ

แฟรงค์นั้นมักตามดมเหยื่อในระยะกระชั้นชิดจริงๆ มันคิดว่าดินมีไว้สำหรับให้สูดร่องรอย ถ้าเป็นนกตัวเดียวแฟรงค์ก็ตามได้เหมือนมฤตยู เจอเข้าเป็นตายแน่ ถ้าเจอนกเป็นฝูง แล้วให้เวลาสักหน่อยแฟรงค์ก็ตามทันเหมือนกัน ถ้าเห็นมันยืนแข็งอยู่ละก็ เชื่อได้ว่ามีนกอยู่ตรงนั้น นกจะไม่อยู่บนนั้นหรือทางโน้น แต่จะอยู่แทบใต้จมูกแฟรงค์เลยทีเดียว ถ้าเหยื่อวิ่ง แฟรงค์จะวิ่งตาม แล้วเหยื่อก็จะหนีไม่พ้นไปจากใต้จมูกแฟรงค์ มันรู้ครับ มันไม่ชี้งู หรือเต่า หรือกระต่าย หน้าที่ของมันคือชี้นกคุ่ม

หมามันก็เป็นหมา เที่ยวแสดงความนับถือด้วยการยกขาดะไปตามต้นไม้ พุ่มไม้ ตอไม้ ก้อนหิน และทางเดินเท้าที่เราผ่านมาด้วยกัน มันวิ่งไปตามถนนเหมือนว่าทำนาฬิกาหายไว้แต่อาทิตย์ที่แล้ว แล้วมันก็วิ่งกลับมาบอกผมว่า ถึงเวลาลงมือทำงานแล้ว ผมโบกมือเลียนแบบพ่อเฒ่า บุ้ยหน้าไปทางไร่ข้าวโพดรกเรื้อ แฟรงค์มองแซนดี้ แซนดี้มองแฟรงค์แล้วมันก็แหงนมองผมทั้งสองตัว นัยน์ตามันบอกว่า “ไม่ไปหรอก สั่งงานเหลวไหล”

ผมเอ็ดว่า “ไปซี่ ห่-นี่” เวลาพ่อเฒ่าไม่อยู่ ผมก็สบถได้คล่องปาก

หมาทำท่าเหมือนยักไหล่ แซนดี้ออกวิ่งรอบริมไร่เป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แฟรงค์วิ่งทแยงมุมไปทางหนึ่ง แล้วหักกลับมาวิ่งทแยงอีกมุมหนึ่ง แซนดี้ตรวจสอบขอบนอกบริเวณไร่เสร็จแล้วก็กลับมานั่งลงตรงหน้าผม อ้าปาก ลิ้นห้อย สีหน้าของมันหยันได้คล้ายกัน

“ห่-“ ผมสบถ “เก่งกันนักทำกันเองซีวะ”
หมามองตากัน ดูเหมือนจะบอกกันว่าเจ้าหนูค่อยฉลาดขึ้นหน่อยแล้ว ถึงจะยังไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราวอยู่นั่นอง แซนดี้ชูจมูกร่อนขึ้นสูดอากาศ แฟรงค์กัดเศษไม้ใบหญ้าที่ติดข้อเท้ามาเป็นก้อนง่วนอยู่ แซนดี้คงจะได้กลิ่น มันรีบชี้จมูกไปทางดงสนที่ขึ้นอยู่บนเนินเตี้ย มองเหมือนเกาะเล็กๆ อยู่กลางกองฟางแห้ง ถัดไปข้างหลังมีกองขี้เลื่อยที่เขามัดไม้กันอยู่กองหนึ่ง แซนดี้เดินเชิดหน้าชูจมูกราวกับสาวสังคมชั้นสูงกรายเข้าไปในงาน มันเดินครับ ไม่วิ่ง แฟรงค์ก็ตามหลังมันไปต้อยๆ ไปถึงดงสนบนเนินแล้ว แซนดี้ก็หายเข้าไปหลังพุ่มกัลเบอรี่ เสียงลูกพรวนที่คอเงียบไป แฟรงค์เอาหัวทิ่มเข้าไปในพุ่มไม้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คงเห็นอะไรเข้าท่า จึงหันมาทำท่าเหมือนโบกมือเรียกให้ผมรีบตามไปเร็วกำลังจะได้การแล้ว

ได้การจริงๆ ด้วยครับ แซนดี้ยืนตัวแข็งอยู่บนเนินจิ๋วนั้นเอง ลักษณะของมันคล้ายจะถูกยิงออกจากปืนใหญ่แล้วก็เผอิญแข็งอยู่กลางคันอย่างนั้น มันยืนเกร็งหัวชี้แข็งโย้หน้าจนเกือบจะหัวทิ่มแหละครับ หางพวงใหญ่ของมันชี้แข็งกับหางเสือเรือ แฟรงค์กลับเข้าพุ่มไม้ไปอีกและทำหนาที่กองหนุนเอียงหัวแนบสีข้างแซนดี้ไว้แล้วกระดิกหางอยู่ไปมา พอผมก้าวเขามาชิดหัวแซนดี้ มันก็โดดผลุงลงกลางฝูงนกพอดี นกโดดขึ้นแล้วกางปีกร่อนเหนือกองขี้เลื่อยเรียงกันราวกับรูปพัดด้ามจิ้ว ผมยิงลำกล้องแรกเร็วเกินไปจึงพลาด แต่ได้นกมาตัวหนึ่งจากลำกล้องที่สอง
แฟรงค์ก็ยักแย่ยักยันขึ้นไปบนกองขี้เลื่อยร่วนๆ นกยังกระพือปีกอยู่แผ่วๆมันคาบหัวขึ้นมา กัดคอ แล้ววางลง นกตายสนิท จากนั้นมันก็คาบขึ้นมาให้นกอยู่ในอุ้งขากรรไกรล่าง กดฟันบนเพียงพอให้นกไม่หลุดจากปาก แล้ววิ่งมาหาผม ยืนขึ้นด้วยตีนหลัง สองตีนหน้าเกาะอกผมไว้ ผมเปิดปากกระเป๋าเก็บสัตว์ที่ยิงได้ของเสื้อผ้าใบล่าสัตว์ตัวเก่า มันก็ยัดจมูกเข้าไป ปล่อยนกหล่นลงในกระเป๋า มันเอาตีนหน้าลงยืนบนดิน ถ่มขนนกออกมาสองสามอัน แล้วชวนผมว่า “ไปกันต่อเถอะ เจ้าหนู”

แซนดี้ถอนใจ แล้วหมาสองตัวก็หยดหารือกันแฟรงค์บอกว่านกฝูงใหญ่มมันอยู่ทางนั้น คือตรงที่ทางเดินโค้งออกแล้วมีหญ้าไม้กวาดขึ้นสูงนกมันจะกระจายกันอยู่แถวหญ้าแห้ง เพราะหนองน้ำแฉะเกินไปจนอยู่ไม่สบาย แซนดี้ไม่เห็นด้วย มันคิดว่า”นกหลบไปอยู่ทางซ้ายมือ และคงชุมนุมกันอยู่ในดงสน แฟรงค์ก็เลยขึ้นเสียงเอากับเพื่อนว่า “อุวะ ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหานกเดี่ยวแถวนี้ล่ะ ไอ้หมาจุดเหลือดีแต่สูดลม ข้าว่ามันหลบไปอยู่ทางขวานี่หว่า” แซนดี้ก็เลยเอออวยว่า “เอาวะ แกมันเก่งเรื่องนกคุ่ม เอาไงก็เอากัน”
ผมเองนั้นคิดว่า นกมันอาจจะอยู่ตรงข้างหน้าก็ได้ไม่ใช่ซ้ายหรือขวาอย่างที่หมามันเถียงกันหรอก แต่หมามันไม่ถามผมสักคำ

แซนดี้กับแฟรงค์หารือกันอีกแล้ว แซนดี้ก็ออกวิ่งปร๋อไปสักครู่ก็วงกลับมายืนริมหนองน้ำ แฟรงค์ย่ำเข้าไปในดงหญ้าสูงสีเหลือง เจอรอยเข้าก็ส่วยตะโพกยังกับนางระบำแขก แล้วทิ้งตัวลงนอนราบเป็นตาย ผมได้ยินเสียงลูกพรวนของแซนดี้กรุ๋งกริ๋งอยู่หลังพงหญ้าไม้กวาด ก็ตะโกนว่า “หยุดโว้ย” มันก็หยุดเงียบไปเหมือนกัน

นกบินพึ่บขึ้นมาจาใต้จมูกแฟรงค์ ผมยิงโป้งเห็นขนกระจุย

“ไปคาบมา” ผมสั่งแฟรงค์

มันทำท่ารำคาญ บอกผมว่า “อย่าสั่งงานส่งเดชซีวะ” แล้วก็หมุนตัวปราดทิ้งตัวลงนอนราบอีก

มีจรวดสีน้ำตาลเล็กๆพุ่งขึ้นจากพงหญ้า ผมยิงได้และแฟรงค์ทำท่าว่าพอใจ

มันเดินท่อมๆไปอีกสองสามฟุตก็ทิ้งตัวนอนราบอีก คราวนี้มีนกสองตัวเตลิดขึ้นมา ตัวผู้ตัวหนึ่ง ตัวเมียตัวหนึ่ง ผมยิงตัวหนึ่งได้ด้วยลำกล้องซ้าย

แฟรงค์หันมายิ้มกับผม บอกว่า “พอแล้ว เจ้าหนู พักปืนไว้ก่อน ฝูงหนึ่งน่ะ เล่นเสียห้าตัวก็ควรพอแล้ว”

ผมทำตามมัน แฟรงค์ส่งสัญญาณไปทางแซนดี้ว่า ถึงมันจะวางมาดเป็นผู้ดีตีนแดงอยู่ ก็ควรเริ่มทำงานเสียบ้าง ผมได้ยินเสียงลูกพรวนของแซนดี้อีก ครู่หนึ่งมันก็คาบเอานกตัวหนึ่งมาให้ คายทิ้งไว้กับดินแล้วลงนั่ง แฟรงค์นั้นไปตามเอาเจ้าสองตัวที่ผมยิงได้หลังสุดคาบกลับมาพรอมกันทั้งคู่ ค่อยสอดใส่กระเป๋าเสื้อให้ผมอย่างระมัดระวัง

เราข้ามไปอีกฟากของหนองน้ำ ผมเตรียมเจ้าปืน ๑๖-เกจ ของผมไว้พร้อมจะใช้งานอีก แฟรงค์เดินนำหน้าผม แวะตรงโน้นตรงนี้ สูดกลิ่นตามขอบหนองน้ำกะทั่งมาเจอกลิ่นแรงเข้า มันรีบโทรเลขบอกแซนดี้ แซนดี้วิ่งเข้ามาช่วยตรงที่แฟรงค์กำลังดมวนอยู่เป็นวงกลม หางปัดไปมาไม่อยู่นิ่ง “เอาซิ เจ้าคนเก่ง” แฟรงค์บอกแซนดี้ “รับช่วงไปเลย มันออกมากันตรงนี้ ลมก็พัดตรงเขาจมูกเชิดๆของแกพอดี ทำงานให้คุ้มค่าขนมปังข้าวโพดที่นายเขาเลี้ยงเสียบ้างซี”

แซนดี้เชิ่ดหัวขึ้นทันที ผมจำได้ว่าหัวมันสวยมาก สวยกว่ารูปปั้นผู้หญิง หรือภาพเขียน ที่ผมเคยได้พบเห็นต่อมาเสียอีก มนวิ่งขึ้นเนินไป แฟรงค์เหลียวมาพักหน้าเรียกผม แล้วเราก็เดินขึ้นเขาไปด้วยกัน ประมาณสักสองร้อยหลาถัดมา แซนดี้ยืนนิ่งอยู่ สีอ่อนของมันทำให้มันดูเหมือนปีศาจ มันยืนเฉยยังกับรูปสลักหินอ่อนตรงริมดงสนข้างหญ้า

นกตัวหนึ่งหลบเข้าหลังตนไม้เมื่อผมยิง อีกตัวหนึ่งดิ่งหลบลอดกิ่งไม้เมื่อผมยิงอีก พลาดทั้งคู่ ทำเอาหมาทั้งสองตัวหน้าโศก แฟรงค์เหมือนจะพูดอย่างทอดอาลัยว่า “เจ้าหนูนี่มันเด็กลมเพลมพัดแท้ๆ เดี๋ยวก็ยิงแม่น โป้งได้ โป้งได้ อีกเดี๋ยวแค่นี้ก็ยิงอะไรไม่ถูกเสียแล้ว เราควรช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้เจ้าหนูอีกนิดเถอะ”

แซนดี้เพียงแต่ยักไหล่ ทำท่าเหมือนพูดออกมาชัดหูว่า “ใครจะไปทำให้ได้ทุกอย่างล่ะโว้ย” แล้วก็นอนลงพินิจดูอะไรที่ติดตรงหน้าท้องเฉยอยู่

หมามันหารือกันโดยไม่สนใจถามทัศนะของผมลงมติพ้องกันว่า ลาดเนินที่ว่าก็มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบไม่เลว เราจึงบุกเข้าไปในหนอง กำลังข้ามก็มีนกตัวเดียวบินปร๋อขึ้นจากริมหนองน้ำเพราะตกใจ ผมยิงเปรี้ยงทั้งที่เห็นเป็นเงาเลือน อีกสองตัวก็เลยบินขึ้นมาอีก แย่ครับ ไม่มีอะไรร่วงลงมาสักตัว เพราะอันที่จริงก็แทบมองไม่เห็นตัวนก กิ่งไม้มันบังเกะกะไปหมด

แฟรงค์หยุดตรึกตรองแล้วนำผมอ้อมแหล่งนกไปให้ยืนปักหลักอยู่บนเนินเตี้ย เมื่อผมจะเดินตามมันลงมามันก็บอกว่า “อย่าตามมาเลย เจ้าหนู ให้ตายซีกำลังจะช่วยต้อนมาให้ยิงง่ายๆไม่รู้หรือไงนะ”

ผมก็เลยอยู่ตรงลาดเนิน แฟรงค์ให้แซนดี้ลุยลงไปในหนอง ตัวมันเองก็เสาะกลิ่นตามลาดเนินลงไปจนถึงหนองน้ำ หมาทั้งสองตัวไม่หยุดชี้แหล่งนกอีกแล้ว ถ้าเจอนกก็กวนมันบินขึ้นมาให้เห็นตัวกันเลย เวลานกตื่นบินขึ้นมาแบบนั้น ก็เป็นเป้าชัดมากในที่แจ้งอีกครู่เดียวผมก็ได้นกอีกสี่ตัวมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของผม

เราก็กลับไปตามทางที่ผมนัดพบกับคุณแม่ แซนดี้เห็นกองขี้เลี่อยเข้ากองหนึ่งก็เดินทื่อเข้าไป คราวนี้นกมันรวมกันอยู่ในพุ่มสปาร์คเกิลเบอรี่ใหญ่ขนาดสามฟุต หมามันช่วยให้มีกำลังใจเสียจนผมเพียงแต่ยกปืนขึ้นมากดโป้งเข้าให้ ได้นกมาอีกสองตัว แซนดี้ลงนั่ง ก้อมมองบั้นท้ายของมันเอง คล้ายจะสงสัยว่าอะไรก็กระจุยหายไปเพราะโป้งสุดท้ายของผม แฟรงค์ไปเก็บนกมาใส่กระเป๋าให้ผมอย่างเคย มองหน้าผมแล้ว ก็บอกว่าถึงผมจะเป็นเด็กโง่ ไม่ประสีประสา ก็รู้จักทำตามคำสั่งได้ดีพอใช้ ตอนนี้ก็ควรจะกลับบ้านกันเสียที

ผมมองเลยไปตรงที่เห็นนกมันหลบเข้าซุ่มอยู่ในดงหญ้าไม้กวาด

หมาทั้งสองตัวปรามผมว่า “ไม่ได้หรอก จำไว้ซิว่า เรามีโควตา ยิงเกินไม่ได้ ไม่งั้นพ่อเฒ่าจะโกรธเอานะ”

ผมก็บอกว่างั้นไปรอคุณแม่กันดีกว่า จะได้กลับบ้าน

หมาสองตัวเห็นด้วย มันไม่พยายามออกล่านกเลยครับ ระหว่างที่เราเดินกลับออกมา ทั้งๆที่ตาเซ่อๆอย่างผมก็ยังเห็นนกอย่างน้อยสามฝูงแอบอยู่ตามพุ่มไม้ หมาไม่สน ตามผมมาเฉยๆ

เมื่อเรากลับถึงบ้านพ่อเฒ่าก็ดูไม่ค่อยจะมีลักษณะใกล้ตายเหมือนตอนที่เราออกไปกัน เพราะผมพอจะได้กลิ่นจางๆของยาที่พ่อเฒ่าชอบดื่มเป็นประจำ เพื่อแก้หนาวอย่างว่า ยาแก้หนาวของพ่อเฒ่านี้บรรจุขายในถังกลมที่ไม้ข้างในนั้นเขาเอาไฟลนให้ไหมเกรียม สีของยาเป็นสีแดงอมน้ำตาลมะฮอกกานี แล้วตอนนั้นการซื้อขายก็ต้องลักลอบทำกันอย่างผิดกฎหมายด้วยครับ

พ่อเฒ่ามีท่าว่าพอใจมากเมื่อผมหยิบนกสิบตัว ตัวผู้หกและตัวเมียสี่ ออกมาวางเรียงกันเป็นแถวหน้าเตาผิง

“เรียนรู้อะไรมาบ้างล่ะ” พ่อเฒ่าถามพลางดูดกล้องยาเส้น

“รู้หลายอย่างครับ” ผมตอบ “อย่างหนึ่งก็คือหลังฝนตกหนัก เราต้องไปล่านกในที่สูงเพราะนกคุ่มไม่ชอบย่ำน้ำแฉะเท้า แล้วก็ในฤดูนี้ไม่มีอะไรในไร่ให้มันกินอยู่แล้ว นกเข้าไปอยู่ในป่าละเมาะ กินเปลือกไม้กับลูกเบอรี่ที่พอมีหลงเหลืออยู่ แล้วมันก็ดูเหมือนจะชอบไปซุกอยู่แถวกองขี้เลื่อยด้วย”

“นั่นซี” พ่อเฒ่าเห็นพ้อง “ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่เห็นกองขี้เลื่อยที่ไหน เป็นต้องมีนกเตาะแตะอยู่แถวนั้นทุกที มันอาจจะชอบขี้เลื่อยเป็นฝุ่นละเอียดดี หรือไม่ก็ชอบกินขี้เลื่อยแทนข้าวโพดป่นเพื่อรักษาสุขภาพก็ได้ แล้วแกรู้อะไรอีกล่ะ”

“ผมได้รู้ว่า เวลาบ่ายจัดๆโดยเฉพาะหลังจากที่มีฝนตกทำให้ชื้นแฉะ นกไม่ชอบอยู่ในหนองน้ำ แต่จะมารวมอยู่ฟากข้างนี้ หรือไม่ก็บินไปแอบอยู่ฟากข้างโน้น มันไม่ชอบบินไกลตอนบ่ายเหมือนบินตอนเช้าแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะยิงอะไรในหนองน้ำในเมื่อเราอาจส่งหมาเข้าไปกวนมันบินขึ้นมาให้เรายิงง่ายๆ

“ส่งหมาเข้าไปงั้นหรือ” พ่อเฒ่าถามเสียงอ่อนโยน ทำตาหยีอย่างอารมณ์ดี

“หมามันเข้าไปกันเองครับ” ผมรับอย่างแหยๆ “มันไม่ยอมให้ผมบุกเข้าไปกับมันด้วย ผมก็เลยยืนอยู่ริมหนองน้ำ ยิงมาได้สี่ตัวครับ ง่ายยังกับอะไรดี”

“มีอะไรอีก”

“ผมเพิ่งรู้ว่า ผมยิงได้ดีและสบายมากเวลาไปคนเดียว เพราะผมไม่ต้องคอยระวังว่าจะยิงถูกคนอื่นบางทีก็เลยกลัวเสี่ยงยิงนกที่ปกติไม่กล้ายิง เพราะกลัวโดนเพื่อน ยิงไปมากเข้าชักมั่นใจมากขึ้น เพราะเรายิงตามสบายไม่เครียด แล้วก็ไม่อยากทำให้หมาผิดหวัง”

“หมดเท่านี้เองหรือ”

“อีกอย่างหนึ่งครับ คุณตา ผมคิดว่าไม่มีใครจะสั่งหมาดีๆได้ เพราะยังไงก็รู้ดีกว่าคนอยู่แล้ว รู้สึกว่าเป็นธุระของหมาที่รู้หน้าที่ของหมาอยู่แล้วนะครับ”

พ่อเฒ่ายิ้มกว้าง เห็นหนวดเฟิ้มและฟันมีคราบยาเส้น

“นั่นล่ะ ที่ตากำลังรอฟังอยู่” พ่อเฒ่าพูด “น้อยคนนักจะรู้ความจริงข้อนี้ เราได้หมามาตัวหนึ่ง เราฝึกมันให้ถูกทาง แล้วก็ปล่อยให้มันทำอะไรต่ออะไรของมันไปเอง เราจะได้หมาดีตัวหนึ่งไว้ใช้ตลอดชีวิตของมัน เด็กก็ฝึกได้ด้วยวิธีเดียวกัน หมาน่ะ ถ้าเราทำมันเสียหมาแต่ยังเล็ก จะแหกปากร้องสั่งห้ามให้คอแตกมันมันก็ไม่ฟัง เด็กก็เหมือนกัน เมื่อมันยังเด็กทำอะไรผิดตีทันที ตีให้จำ พอมันโตแล้วเราจะไม่ต้องแตะไม้เรียวอีกเลย แกต้องห้ามแซนดี้หรือเปล่า

“หนเดียวครับ”

“ห้ามแล้วมันหยุดไหม”

“หยุดครับ”

พ่อเฒ่าทำท่าว่ายิ่งพอใจ
“เจ้าหนู” พ่อเฒ่าพูด “ตาจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งนะ ถ้าคนเราเป็นคนฉลาดจริงละก็ หมาที่ดีจะสอนเข้าทุกอย่าง แต่คนโง่จะไม่มีวันเรียนรู้จากหมาฉลาดได้เลย หมาโง่เสียอีกอาจพอเรียนรู้จากคนฉลาด ได้ในบางโอกาส แกจำที่พูดเอาไว้”

พ่อเฒ่าพยักหน้าหงึกๆแล้วพูดต่อ
“ทีนี้” พ่อเฒ่าเริ่ม แล้วผมก็รู้เลยว่าพ่อเฒ่าจะบอกอะไรผม “เอานกไปถอนขนแล้วควักไส้เสีย อะไรที่เรายิงมาได้เราก็ต้องกินได้ นกหรือปล่านี่น่ะ ได้มาแล้วไม่รีบทำเสีย มันยิ่งไม่อยากทำ รีบไปเร็วๆตาอยากกินนกคุ่มกับข้าวต้มเละๆ ตาคิดว่าตาเห็นจะยังไม่ตายละคืนนี้”

ฤดูหนาวผ่านไปแล้วพร้อมกับฝนเย็นเยียบที่ตกปรายลงมาไม่เป็นเวลา ตะวันค่อยฉายโฉมออกมาให้ได้เห็นกันบ่อยขึ้น ล่วงมาถึงระยะนี้ จะยิงสัตว์ก็ล่าไป จะตกปลาก็เร็วไป จะเล่นฟุตบอลก็ร้อนไป จะเล่นเบสบอลก็ยังหนาวเกินไป ผมก็ชักจะหงุดหงิดตามประเด็กรุ่น คุณก็คงเข้าใจนะครับ บ้านมันก็เล็กไปแล้วก็ไม่มีอะไรทำนอกจากไปโรงเรียนอย่างเดียว หน้าร้อนก็ยังอยู่ไกลเกินความหวัง ตามประพฤติของผมในระยะนี้เห็นจะเรียกว่าเป็นตัวอย่างไม่ได้ เว้นเสียจะยกให้เห็นเป็นตัวอย่างชนิดเลว

พ่อเฒ่ามองผมด้วยสายตามีแววขัน เพราะพ่อเฒ่าทราบดีว่าผมกำลังคว้างและไม่มีอะไรทำ อาจจะเพราะเหตุนี้เองพ่อเฒ่าจึงมาเรียกผมออกไปที่สนามหลังบ้านในวันหนึ่ง บอกว่าอยากอวดอะไรผมสักอย่าง

หมาครับลูกหมาพอยน์เตอร์ หน้าโศกน่าสงสารยังกับอะไร ตีนมันโตยังกับอุ้งตีนหมี หูข้างหนึ่งบิดเก ขี้ร้อนกินเจียนตายกระมัง ขนมันร่วงหลุดเกือบหมดเห็นหนังข้างในยู่ย่นเป็นสีชมพูน่าเกลียด

พ่อเฒ่าพูดว่า “นี่เป็นหมาล่านกชั้นยอดเชียวละเจ้าหนู ตอนนี้ยังดูสารรูปเต็มที ตายอมรับ แต่ก็เป็นหมาดี ตารู้จักพ่อแม่ของมัน เราต้องช่วยดูแลมันหน่อย จะฝึกลูกหมาต้องฝึกกันในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเราไม่มีอะไรอื่นจะทำ แต่ก่อนอื่นเราต้องรักษาโรคเรื้อนให้มันเร็วที่สุด”

“คุณตาไปเอามาจากไหนครับ” ผมถาม “ผมไม่เคยเห็นหมาอะไรขี้เหร่เท่านี้”

“อย่าดูหน้าตามันฉาบฉวยซี” พ่อเฒ่าปรามผม “เลือดมันดีกว่าแกเสียด้วยซ้ำไป คือยังงี้ คนที่เป็นเจ้าของ แม่มันน่ะเขาต้องไปอยู่ที่อื่น ก็เลยทิ้งแม่หมาไว้ให้ชาวนาที่มาเช่าที่ทำนาอยู่ดูแล เลยเป็นขี้เรื้อนกันทั้งครอก ถ้าเรารักษาโรคเรื้อนได้ แกก็จะได้หมาดีไว้ใช้แกเองตอนนี้ก็ชักคล่อง ไอ้หมาแก่ของเรามันฝึกแกเสียทำอะไรเป็นทุกอย่าง แกก็ลองมาฝึกลูกหมาดูบ้างเป็นไร จะได้รู้เรื่องหมามากขึ้นอีก ก็เรียนจากหมานี่ละ”

ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่แฟรงค์กับแซนดี้ช่วยกันฝึกผมตามหลักสูตรอนุบาลทีเดียว

“จะรักษาโรคเรื้อนได้ยังไงล่ะครับ คุณตา” ผมถาม

“ง่ายมาก” พ่อเฒ่าตอบ “เดี๋ยวเราไปหา กัสแม็คนีล กันที่ปั๊มน้ำมัน ขอน้ำมันเครื่องเก่าๆใช้แล้วมาสักหน่อย รถยนต์เขาจะมาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกันเมื่อพ้นหน้าหนาวจะเข้าหน้าใบไม้ผลิ ของเก่าก็ทิ้งเอาไว้เฉยๆ แล้วเราก็เลยไปหาหมอวัตสันที่ร้านขายยา ซื้อกำมะถันมาสักนิด เราจะผสมกำมะถันกับน้ำมันเครื่องเก่าๆนั้น เอามาชโลมตัวหนา เผลอเดี๋ยวเดียวขี้เรื้อนก็หาย”

พ่อเฒ่าพูดจริงครับ เราผสมน้ำมันเครื่องกับกำมะถันทาตัวลูกหมาทุกวันอยู่สามสี่วัน ไม่นานก็เห็นใหม่เริ่มงอกออกมาแล้ว ไม่ถึงเดือนเท่านั้นก็มีขนฟูสวยทีเดียว โตขึ้นกวดตามจนทันตีนโตของมัน เราตั้งชื่อมันว่าทอม เพราะอะไรสักอย่าง และผมก็ตั้งตัวเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของมัน

พ่อเฒ่าสอนผมว่า “หมาล่านกต้องฝึกในสนามหลังบ้าน ไม่มีทางที่เราจะสอนให้มันรู้จักสูดกลิ่นได้เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้น ไอ้ที่จะสอนให้มันรู้จักเสาะหานกก็ไม่มีทางอีกเหมือนกัน ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่ง ไอ้ที่เราจะสอนหมาตัวนี้ได้ ก็คือหัดให้มันอยู่ในวินัยเสียบ้าง มันจะได้ใช้ความสามารถในตัวของมันเองให้ได้ผลดีที่สุด ก็เหมือนครูที่โรงเรียนเขาฝึกแกให้มีระเบียบวินัยน่ะแหละ แกจะมีสมองพอจะรับไว้ใช้ประโยชน์ได้แค่ไหนก็แล้วแต่ตัวแกเอง”

“เราจะเริ่มยังไงครับ” ผมถามพ่อเฒ่า

“มีหลายวิธีที่เราจะฝึกหมาได้โดยไม่ถึงกับให้มันอยู่มือถึงขนาดหงอ ไอ้คำนี้ตาไม่ชอบ แกอย่าเอามาใช้ หมากลัวจนหงอน่ะเอามาทำอะไรได้ เราอยากฝึกหมาให้มันมีความรู้ ไม่ใช่ขู่มันจนมันกลัวหงอ คนฝึกหมาที่ขู่หมาจนหงอน่ะ ไม่ควรที่จะเป็นเจ้าของหมาดีๆเราสอนหมาให้มันรู้จักสามัญสำนึกและมีกิริยาสุภาพเท่านั้นก็พอถมไป สิ่งแรกที่ต้องสอนมันก็คือความแตกต่างระหว่าง ‘เยส’ กับ ‘โน’ อะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้ เราจะเริ่มด้วยแบบฝึกหัดพื้นฐาน อาหารไงล่ะ”

เราเลี้ยงหมาวันละหนเท่านั้น มันจึงหิวเมื่อถึงเวลากิน อาหารที่เราให้มันกินก็มีของเหลือจากโต๊ะ ข้าวต้มข้าวโพดเย็นและแข็ง ขนมปังข้าวโพดแข็งๆ ใบเขียวของหัวไชเท้าและมันเปลว บางทีก็ให้ปลาแซมมอนกระป๋องหนึ่งหรืออาหารสุนัขกระป๋องก็เคยให้ แต่ไม่บ่อย เราให้มันกินตอนห้าโมงเย็นทุกวัน หมาแต่ละตัวกินจากจานสังกะสีตัวละจาน ห่างกันประมาณสองสามฟุต ผมสังเกตเห็นว่าแฟรงค์กับแซนดี้จะไม่ขยับตัวเข้าหาอาหารเลย จนพ่อเฒ่าดีดนิ้วและบอกว่า “กินได้” ถ้ามันกำลังกินกันอยู่ แล้วพ่อเฒ่าจะร้อง “หยุด” ขึ้นมากลางคัน มันก็จะหยุดกินทันที เจ้าแฟรงค์แก่มันทำอะไรน่ารักครับ เราเอาเนื้อสักชิ้นหรืออะไรก็ได้ที่อร่อยๆไปวางไว้บนจมูกมัน มันก็จะนั่งเฉย รอจนเราบอกให้กินได้มันจึงจะสลัดหัวดีดชิ้นเนื้อลอยขึ้นไปแล้วงับมับ เคี้ยวกิน แล้วก็ทำท่าเหมือนจะโค้งคำนับ

เราฝึกลูกหมากันอย่างง่ายๆ วางจานของมันลงกับพื้น พอมันวิ่งปราดเข้าหาอาหาร ผมก็จะจับหางมันไว้แล้วสั่งว่า “หยุด” ผมจะลูบหัวลูบหลังมัน ชมมันว่ามันเป็นลูกหมาดีมาก แล้วผมก็พูดว่า “กินได้” คลายมือปล่อยมือไปกินของมันตามสบาย ไม่ถึงอาทิตย์หรอกครับมันก็เข้าใจคำสั่ง มันจะเดินเข้าหาจานอาหาร ผมร้อง “หยุด” มันก็หยุด มันหันมามองผม คอยให้ผมดีดนิ้วและบอกว่า “กินได้” แล้วมันจึงจะกิน บางทีมันกำลังกินเพลิน ผมก็คว้าหางมันไว้อีก สั่ง “หยุด” มันรู้จักคำสั่งนี้ภายในสองวันเท่านั้นเองครับ พอผมบอกว่า “หยุด” มันก็จะหยุดทั้งๆที่บางทีกำลังกลืน มันจะถอยลงนั่งฟังคำสั่งให้กินได้ต่อไป

มันก็เหมือนลูกหมาทั่วไปแหละครับ ชอบนักที่จะวิ่งไล่งับไม้หรือลูกบอลที่เราขว้างให้มันไปคาบกลับมากแล้วก็คาบไม้หรือลูกบอลนั้นวิ่งหนีล้อเรา มันไม่ใช่หมาชนิดเก็บของกลับโดยกำเนิดหรอกครับ มันออกจะขี้เล่น พ่อเฒ่าสอนผมให้ปราบมันให้หายขี้เล่นในเรื่องนี้ เราผูกเชือกเส้นเล็กเข้าที่ปลอกคอของมันแล้วขว้างไม้ออกไป พอมันวิ่งตามไปคาบขึ้นมาได้และเตรียมออกวิ่ง พ่อเฒ่าก็กระตุกเชือกพอดีที่มันโผนขึ้น ตะโกนลั่นว่า “ไปเอามา” แล้วพ่อเฒ่าก็สาวเชือกเข้ามาอย่างเร็วจนมันมานั่งปุกอยู่ตรงหน้าเรา ชนิดที่ตีนของมันแทบไม่แตะดิน ประมาณสามวันต่อมาก็รู้จักคำว่า “ไปเอามัน” มันเลิกคิดว่าการคาบของเล่นนี้เป็นการเล่น แต่เห็นเป็นเรื่องเอางานเอาการขึ้นมาแล้ว

“สิ่งสำคัญเวลาฝึกหมา” พ่อเฒ่าพูด “ก็คือต้องสอนให้มันรู้จักความแตกต่างระหว่างการทำงานและการเล่น แกต้องคอยเตือนให้มันสำนึกอยู่เป็นระยะๆอย่าให้มันลืม อย่างกระต่ายเป็นต้น หมาล่านกชั้นดีทุกตัวอดไล่กระต่ายเล่นไม่ได้เลย ไล่กระต่ายเป็นเรื่องเล่นสนุกของมัน แต่ไล่นกคุ่มนั่นเป็นงานหนัก แกจะจับได้ทุกทีเวลาหมามันชี้กระต่าย เพราะแทนที่จะชี้ตัวตรงๆ มันจะทำตัวงอๆ พิกล หูตั้ง จมูกกดลง มันจะกระโดดแล้วกันมามองเรา ทำท่าเหมือนไอ้บ้าปัญญาอ่อน ที่ก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าทำผิด แต่ไม่แน่ใจว่าผิดยังไงกันแน่ วิธีปราบหมาไม่ให้มันวิ่งไล่กระต่ายก็ต้องห้ามกันอย่างเด็ดขาด เราจะจัดการเรื่องนี้ในฤดูใบไม้ร่วงก่อนจะถึงฤดูยิงนก”

พ่อเฒ่าอธิบายต่อไปว่า “ระหว่างนี้ เราต้องระวังไม่ให้มันวิ่งเพ่นพ่านเที่ยวไปตอนหน้าร้อน เพราะหมาติดนิสัยได้มากกว่าระหว่างหน้าร้อน ถ้าเราปล่อยมันตามสบายมันก็เที่ยวไล่กวดหมดไม่ว่าอะไร สนุก พอถึงฤดูใบไม้ร่วงมันก็ลืมแล้วว่างานจริงๆของมันคืออะไร ทีนี้มันก็จะเป็นหมาที่ใช้ในการอะไรไม่ได้เลย ตาไม่ชอบหมาที่ถนัดวิ่งไล่เว้นแต่แบบที่ไล่กระต่ายหรือไล่นกคุ่มมาให้เรายิง ลูกหมาน่ะ มันคงไล่อุตลุดทั้งสองอย่างปนเปกันไปหมดเลยทีแรก เพราะมันเป็นลูกหมาแล้วก็กำลังคึก หมาล่านกทุกตัวก็อิจฉากันด้วยเวลาออกล่านกคุ่มด้วยกัน แต่มันก็ต้องรู้จักอดกลั้น สะกดความรู้สึกของตัวไว้บ้าง ถึงแม้มันจะรู้สึกเหมือนคลั่ง ถ้ามันแก้นิสัยอิจฉาไม่ได้ แกก็เสียหมาไปตัวหนึ่ง มีแต่เจ้านักแสดงที่ถนัดแต่วางมาด แล้วก็พึ่งกันไม่ได้เลยสักอย่างเดียว”

ตลอดฤดูใบไม้ผลิ เราใช้เวลาฝึกเจ้าลูกหมาทอมของผมให้มีกิริยามรรยาทดีกันในสนามหลังบ้านนั้นเอง

ถึงฤดูร้อน เราก็ทบทวนบทเรียนให้มันไม่ลืมว่าเราสอนอะไรมันไว้บ้างในฤดูใบไม้ผลิ
มันรู้จักคำว่า “ตามมา” และคำว่า “ลง” มันรู้ว่าเวลาจะขึ้นรถนั้น หมาต้องขึ้นข้างหลังรถเสมอไป ไม่ใช่ขึ้นเบาะหน้า มันรู้คำว่า “ไปเอามา” และ “ไป” และ “หยุด” มันเรียนรู้ว่านกหวีดไม่ใช่ของเล่นเฉยๆ แต่มีความหมายอยู่ในแต่ละเสียง และเวลาที่นายโบกมือไปทางหนึ่งนั้นมันจะต้องไม่วิ่งไปอีกทางหนึ่ง ตลอดเวลาที่มันรู้อะไรต่างๆนี้ มันยังไม่เคยได้กลิ่นนกคุ่มเลยด้วยซ้ำ

ฤดูร้อนผ่านเลยไปอีก ใบไม้เริ่มกรอบเป็นสีชมพูเกือบถึงเวลาเปิดฤดูยิงนกอยู่รอมร่อ ผมก็มีหมาของผมหนึ่ง โตจนกือบจะได้ส่วนกับตีนของมันอยู่แล้วฝึกมาเรียบร้อย แต่ก็เหมือนพวกนักศึกษาทางไปรษณีย์ละครับ จบหลักสูตรทางไปรษณีย์มาแล้วก็ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ตนด้วยการปฏิบัติตามหลักทฤษฎีที่เรียนมา ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าผมมีหมาปัญญาอ่อนหรือหมาอัจฉริยะ แต่อย่างน้อยก็คุยได้ว่า มารยาทการกินของมันวิเศษมาก
บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่งของต้นเดือนตุลาคม พ่อเฒ่าก็พูดว่า “นกตัวอ่อนๆโตพอแล้ว ถูกไล่บ้างก็ไม่เป็นไร งูก็มุดดินหายไปหมดแล้วเหมือนกัน เราเอาลูกหมาออกไปลองดูกันซิว่า มันพอจะรู้จักล่านกเป็นหรือยัง”

เราพามันออกไปข้างหลังบ้าน ตรงที่มีนกคุ่มเชื่องๆ อยู่เสมอฝูงหนึ่ง ถ้ามันไม่อยู่ในพงหญ้าไม้กวาดมันก็อยู่ในดงไม้หรือในไร่ถั่ว นกฝูงนี้พ่อเฒ่าใช้สอนผมจนยิงนกเป็น หมาทุกตัวพ่อเฒ่าก็สอนให้เริ่มรู้งานจากนกฝูงนี้ เราไม่เคยยิงนกให้เหลือน้อยกว่าสิบตัว เราปลูกพืชให้มันมีอาหารกินเหลือเฟือและให้ร่มเงามันอาศัย มันจึงอยู่มาเรื่อยๆหลายรุ่นตั้งแต่ผมเริ่มจำความได้ คล้ายๆกับร่วมอยู่ครอบครัวเดียวกันกับเรา

สิ่งแรกที่เจ้าลูกหมาทำคือปราดไปชี้กระต่าย โดยเข้าใส่ แล้ววิ่งไล่กวดจี๋ไปเลย กลับมาก็ลิ้นห้อย ทำท่าทางผู้ชนะ ผมตะโกน “หยุด” ไม่รู้กี่หนจนเสียงแห้งไอ้ทอมไม่ได้สะดุดแก้วหูของมันเลย

“ตีมัน” พ่อเฒ่าสั่ง “ตีมันแรงๆตีให้จำ แล้วบอกมันด้วยว่า อย่า”

ผมตัดไม้ศรอินเดียนมาเรียวหนึ่ง ฟาดเสียหลายที

เจอกระต่ายอีกตัวมันก็โดดเข้าใส่อีก กวดตามไปสักหน่อยก็นึกได้ วิ่งกลับมานอนหงายสี่ตีนชี้ฟ้าอยู่ตรงหน้าผมคล้ายกับจะพูดว่า “นายตีผมเถอะ ผมผิดไปแล้ว” ผมตีมัน แต่ไม่แรงนัก ตั้งแต่นั้นเราก็ไม่มีปัญหาเรื่องกระต่ายอีก มันเรียนรู้วินัยในสนามหลังบ้านมาจนขึ้นใจแล้วนี่ครับ

เราพามันออกไปตรงแถวที่คิดว่ามีนกคุ่มซุ่มอยู่แล้วมันก็อยู่แถวนั้นจริงๆ เป็นภาพที่น่าขันมากครับ

ทอมมันเหมือนขี้เมาซ่อนตัว ที่ไม่เคยได้ลิ้มรสเหล้ามาก่อน แต่จู่ๆก็เกิดได้กลิ่นเหล้ากรุ่นจมูก มันไม่รู้ว่ามันกำลังสูดกลิ่นอะไรอยู่ แต่มันรู้ว่ากลิ่นนี้มันชอบ มันรู้ด้วยว่ามันมีส่วนจะต้องทำอะไรสักอย่างกับกลิ่นนี้
มันค่อยย่องย่างเข้าไปอย่างระมัดระวังตัวมาก เดินยังกับเต้นรำ ท่าทางมันบอกว่าตัดสินใจไม่ตก มันเองก็ไม่ทราบว่า มันควรจะทำอย่างไรดี สัญชาตญาณสั่งให้โดดออกไล่ แต่มันก็ครูอบรมสั่งสอนมา มันทำท่าคล้ายจะหยุดถกเถียงกับตัวเอง แล้วมันก็นะลอยลำ

สิ่งที่มันทำ คือชูหางขึ้นฟ้าเหมือนเสาธง แล้วทำตัวแข็งกึ่งหมอบ ยกตีนหน้าข้างขวาขึ้น พุ่งจมูกชี้ตรงไปยังสิ่งที่มันเองไม่เคยได้เห็นและไม่เคยได้สูดกลิ่นมาก่อน มันยืนแข็งอยู่อย่างนั้น และคงจะยืนแข็งมากระทั่งทุกวันนี้ ถ้าผมไม่เดินผ่านมันออกไปไล่นกให้โดดบินขึ้นมาแล้วร้อง “หยุด” ดักคอไว้ก่อน เมือมันเริ่มออกวิ่งไล่ พอผมบอกว่า “หยุด”มันก็หยุดทั้งที่กระโดดค้างอยู่เลยครับ ลงมายืนเฉยมองนกบินไปหมด มันมองว่านกบินลงตรงไหนแล้วก็ตามไปชี้นกเดี่ยวๆได้อีกห้าตัว โดยไม่พยายามจะกระโดดไล่อีก

จริงนะครับ มันแสนรู้ราวกับปาฏิหาริย์นั่นแน่ะ

ตลอดชีวิตของไอ้ทอม มันไม่เคยถูกตีอีกเลย แล้วก็แทบจะไม่ต้องออกคำสั่งกันด้วยครับ มันไม่เคยไล่กระต่ายอีก และหลังจากที่ผมห้ามว่า “หยุด” หนเดียวตอนที่เอามันออกไปล่านกรวมกับหมาแก่สองตัวนั่น มันก็ไม่เคยแย่งชี้แหล่งนกอีกเลย ถ้าตัวแก่ชี้นก มันก็หยุดยืนชี้ทางสมทบให้ ปักหลักมั่นคงจนแทบจะต้องเอารถแทร็คเตอร์ชนิดขุดตอได้มาขุดตัวมันออกไป

ผมเอามันออกไปตามลำพังวันแรกที่เปิดฤดูล่านกเอาออกไปทางอื่นที่มันไม่รู้จักภูมิประเทศเลย ตอนนั้นอายุมันยังไม่เต็มเก้าเดือน มันรี่เข้ามาหานกคุ่มฝูงแรกอย่างแม่นยำ ไม่มียุกยิกหรือลังเลเลยแหละครับ ชี้แหล่งนกไม่ผิดเสียด้วย พอมันสุดรู้ว่ามีนก มันก็ชี้นกยกตีนหน้าข้างหนึ่งลอยร่อนบอกผม พอนกบินขึ้นผมก็ยิง ตัวแรกยิงได้แต่ตัวที่สองผมพลาด มันไม่ออกไล่นกเลย ผมสั่งว่า “ไปเอามา” มันก็วิ่งปรู๊ดตรงไปที่มันเห็นนกหล่นลง ทั้งๆที่มันยังไม่เคยรู้รสขนนกเลยตั้งแต่เกิดมา มันคาบนกวิ่งเอามาวางใส่ฝ่ามือผม หันไปถ่มขนในปากทิ้ง แล้วบอกผมว่า “นายครับ นกมันอยู่ทางนั้นกันแน่ะ” มันบอกผมเหมือนหมาแก่สองตัวนั่นแหละครับ เราก็ตามนกไปทางนั้น นกไป เราก็ตามไปแล้วก็มีนกจริงๆอย่างมันว่า

ผมกลับบ้านวันนั้นพร้อมด้วยนกเต็มกระเป๋าเสื้อล่าสัตว์ รายงานข่าวคืบหน้าของเจ้าทอมด้วยความชื่นชม แต่พ่อเฒ่ากลับไม่ตื่นเต้นอะไรเลย
“ตาก็บอกแล้ว” พ่อเฒ่าพูด “ว่าไอ้ลูกหมาขี้เรื้อนตัวนี้น่ะเลือดมันดี ไม่ว่าหมาหรือคน ถ้าเกิดมาเลือดดีและช่วยแนะแนวทางให้นิดๆหน่อยๆมันก็ทำอะไรได้เรื่อง แกก็เหมือนกัน ตาหวังอยู่ว่าแกคงจะโตขึ้นมาดีอย่างลูกหมาตัวนี้ แต่ก็อย่างว่าแหละหมาตัวนี้อาจจะเลือดดีกว่าแกสักหน่อย ยังไงก็เถอะ อย่างน้อยตาก็ไม่ต้องรักษาขี้เรื้อนให้แก”


--------------------
สำหรับทุกอย่างของเพื่อน
สำหรับเพือน ..น้อยกว่านี้ได้ยังไง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ningrs
post 29 February 2012, 07:14 AM
Post #29





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 532
Joined: 8 January 2010
From: นครสวรรค์
Member No.: 11,868



ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ สนุกและมีอะไรที่มากกว่าความสนุกค่ะ ติดตามอยู่นะคะ biggrin.gif laugh.gif tongue.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
แวบมา
post 29 February 2012, 11:40 PM
Post #30


สารวัตรคาวบอย


Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 4,593
Joined: 10 January 2007
Member No.: 113



QUOTE (ชัชวาลย์ @ 20 September 2011, 10:05 PM) *
..ผมเป็นสาวกของ โรเบิร์ต รูอาร์ค คนหนึ่ง

หนังสือ...พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู ที่คุณใหญ่หามาฝาก

เป็นอีกเล่ม ที่ผมอ่านได้ไม่เบื่อ

อ่านทีไร...เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กทุกครั้ง biggrin.gif


ครั้งแรกที่ผมได้อ่าน "พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู" ฉบับคัดลอกซึ่งพี่ตาเกิ้นทำมาให้

ผมก็หลงรักนวนิยายเรื่องนี้เหมือนพี่อุ๊

แต่ที่ต่างออกไปคือ

"ได้อ่านทีไร... ผมก็รู้สึกอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ ขึ้นมาทุกครั้งครับ" tongue.gif


--------------------
อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤๅ

มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ ฤๅแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม

ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม

ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี
Go to the top of the page
 
+Quote Post

3 Pages V   1 2 3 >
Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 23 October 2014, 09:25 PM
Mocha v1.2 Skin © Bytech Web Design