IPB

Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
> ประวัติญี่ปุ่น และโยชิซึเนะ
bancha
post 23 April 2007, 10:14 AM
Post #1





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



วันก่อนถามเพื่อนเรื่อง โยชิซิเนะ กับเบนเค

มันบอกไม่มีเวลาเล่า ให้ Web Link มาอันหนึ่ง
http://www.kunchann.net/forums/index.php?showtopic=704
เลยฝากเพื่อนที่นี่ด้วย



ประวัติญี่ปุ่น และโยชิซึเนะ

ได้ยินคำว่า ประวัติศาสตร์ ฟังดูแล้วน่าเบื่อเนอะ ต้องมีวันที่ ปีค.ศ. ที่ต้องจำเยอะแยะ ความจริงแล้ว มหาฯลัยในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีคณะประวัติศาสตร์ตั้งขึ้นเฉพาะ เพราะเขามองเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์เป็นอะไรที่น่าศึกษามาก เพราะมันมีสิ่งที่ไม่คาดฝันให้ผมหาได้เสมอ ๆ ตามความคิดของผมเอง ผมว่า สิ่งที่ทำให้พวกท่านและผมรู้จักญี่ปุ่นคงเป็นเกมญี่ปุ่นและการ์ตูน ซึ่งมักสร้างเกี่ยวกับนักรบซามูไร (กันดั้มก็มีที่มาจากสงครามระหว่างซามูไรกับชาวนา ท่านลองสังเกตดูดี ๆ ว่า กันดั้มรูปร่างคล้าย ๆ อะไร และแซ็คหรือซาคุ คล้าย ๆ อะไร ถ้าไม่ใช่ซามูไรกับชาวนา (เปรียบเทียบหมวกของแซ็คกับเหล็กเหล็กของพลทหารญี่ปุ่นดู)) และวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่น ส่วนแรงจูงใจที่ทำให้ผมศึกษาประวัติศาสตร์ก็มาจากเกมนั่นแหละ แต่เป็นเกมทางตะวันตกเกี่ยวกับสงครามโลก


เรื่องการนับยุคของญี่ปุ่น
อย่างแรกที่จะทำให้ท่านเข้าใจเรื่องยุคสมัยต่าง ๆ ก็ต้องมีการแบ่งยุคมันซะก่อน (ปฏิทินของญี่ปุ่นจะนับตามจันทรคติก่อนมาเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินกรีกอเรียนแบบตะวันตกในค.ศ. 1873) ยุคสมัยของญี่ปุ่นแบ่งออกได้เป็น 10 ยุคหลัก ๆ คือ
-ยุควัฒนธรรมโจมอน (Jomon Culture) 11000-300 BC
-ยุควัฒนธรรมยาโยย (Yayoi Culture) 300 BC-ค.ศ. 250 (ยาโยยนะครับ ไม่ใช่ยาโอย (Yaoi) และไม่เกี่ยวอะไรกับยาโอยทั้งสิ้น)
-ยุควัฒนธรรมหลุมศพ (Tomb Period) ค.ศ. 250-552
-ยุคยามาโต้ช่วงท้าย (Late Yamato) ค.ศ. 552-710 (ไม่รู้ว่าช่วงต้นหายไปไหน)
-ยุคนาระ (Nara Period) ค.ศ. 710-784
-ยุคเฮอัน (Hean Period) ค.ศ. 794-1185
-ยุคคามะคุระ (Kamakura Period) ค.ศ. 1185-1333
-ยุคอาชิคากะ (Ashikaga Period) ค.ศ. 1333-1600
-ยุคโตคุกาวะ (Tokugawa Period) ค.ศ. 1600-1868
-ยุคญี่ปุ่นสมัยใหม่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงย่อย ๆ คือ

-ยุคเมจิ (Meiji) ค.ศ. 1868-1912 เป็นช่วงที่จักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji - 明治天皇, Meiji Tennō แปลว่า จักรพรรดิแห่งการปกครองที่แท้จริง (หลังจากที่ถูกโชกุนยึดอำนาจไปนาน)) มีอำนาจปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ

-ยุคไทโช (Taisho) ค.ศ. 1912-1926 เป็นช่วงที่จักรพรรดิไทโชปกครอง

-ยุคโชวะ (Showa) ค.ศ. 1926-1989 เป็นช่วงที่จักรพรรดิโชวะปกครอง (ซึ่งก็คือ ช่วงของฮิโรฮิโตะนั่นเอง) และเป็นช่วงสุดท้ายของอำนาจการปกครองของจักรพรรดิก่อนญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

-ยุคเฮเซ (Heisei) ค.ศ. 1989-ปัจจุบัน เป็นช่วงที่จักรพรรดิอะกิฮิโตะเป็นประมุข (ซึ่ง เฮเซ มาจากคำว่า เฮกะ แปลว่า ประมุขจักรพรรดิ)

ในสมัยยามาโต้ตอนท้าย จักรพรรดิองค์ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมักจะแต่งงานกับเจ้าสาวจากตระกูลโซกะ (Soga) (ซึ่งตระกูลหรือที่เรียกว่า อุจิ (Uji – ไม่ใช่อุนจิ) แต่ละตระกูลมีความเชื่อว่า ตนสืบเชื้อสายจากเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง อาจจะมีกองทหารของตนเอง ตระกูลที่เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ปกป้องจักรพรรดิ (คล้าย องครักษ์) จะมีอำนาจใกล้เคียงจักรพรรดิและส่งลูกสาวให้แต่งงานกับจักรพรรดิได้ด้วย) ทำให้ตระกูลโซกะมีอำนาจเกือบทัดเทียมจักรพรรดิ จนโซกะ อุมาโกะ (Soga Umako) ถึงขั้นลอบสังหารจักรพรรดิ สึชุน (Sushun) ซึ่งเป็นหลานชายของตนเอง และตั้งจักรพรรดินีซุยโกะ (Suiko - ยังคงจำกันได้นะในเรื่องของเทพริวจิน ที่กล่าวว่า เธอยืมอัญมณีแห่งคลื่นมาน่ะ) เป็นหุ่นเชิดของตนและทายาทของเธอ เจ้าชายโชโตะกุ ไทชิ(Shotogu Taishi) เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่น เพราะว่าตระกูลของตนเลื่อมใสในศาสนาพุทธ ขณะที่ตระกูลโมโนะโทเบะ (Manotobe) กับนากะโทมิ (Nagatomi) รังเกียจ

เมื่อจักรพรรดินี อุมาโกะ และเจ้าชายโชโตะกุตายลงหมด บรรดาคนในตระกูลโซกะก็พยายามขึ้นมาเป็นใหญ่แทน ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็กำลังถูกคุกคามจากจีน ทำให้เกิดการคัดค้านจากตระกูลอื่น ๆ ในค.ศ. 645 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มตระกูลโซกะ (เขาไม่ล้มจักรพรรดิ แต่ล้มตระกูลของราชินีแทนเพราะเขาเชื่อในสายเลือดสุริยะเทพอามะเทราสึของจักรพรรดิว่า เป็นสายเลือดศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะ) โดยเจ้าชายนากะ (Naga) และนากะโทมิ คามะทาริ (Nagatomi Kamatari) (เป็นคนในตระกูลนากะโตมิ ซึ่งเคยปราบศาสนาพุทธที่เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่นผ่านทางเกาหลี เพราะเชื่อว่า ศาสนาพุทธเป็นต้นเหตุของโรคระบาดในญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังจากศาสนาพุทธเข้ามาได้ไม่นาน (คล้าย ๆ ว่า เทพเจ้าลงโทษที่ชาวญี่ปุ่นไปนับถือศาสนาอื่นแทน) ถ้าตามความคิดของผม ผมว่า เป็นไปได้ที่พระศาสนาพุทธอาจจะนำเอาโรคจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาในญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นชาวญี่ปุ่นยังไม่ได้ภูมิคุ้นกันโรคดังกล่าว ทำให้เกิดโรคระบาด)

หลังจากล้มตระกูลโซกะ ทั้งสองก็สืบเจนารมณ์ของเจ้าชายโชโตะกุที่ต้องการรวบรวมการปกครองญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น ปฏิรูประบบการปกครองใหม่ เรียกการปฏิรูปครั้งนี้ว่า การปฏิรูปไทกะ (Taiga Reform – ไทกะ แปลว่า การเปลี่ยนครั้งใหญ่) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีนสมัยราชวงศ์ถัง

เจ้าชายนากะก็เข้ารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ส่วนคามะทาริก็ตั้งตระกูลตนเองใหญ่เป็นตระกูลฟุจิวาระ (Fujiwara) และเข้ารับหน้าที่เป็นผู้ปกป้อง (ดังนั้นคงไม่ต้องบอกว่า ลูกสาวของตระกูลฟุจิวาระก็จะได้แต่งงานกับจักรพรรดิ) เขายังเป็นผู้ใช้ชื่อประเทศว่า Nihon (日本 – ซึ่งตามภาษาจีนจะอ่านว่า จิมเปน จึงเป็นที่มาของคำว่า Japan) ต่อมาเจ้าชายนากะก็ขึ้นเป็นจักรพรรดิเทนจิ (Tenji)

ช่วงสมัยจักรพรรดิคัมมุ (Kammu) ซึ่งเป็นต้นสมัยเฮอัน (ยุคเฮอัน ตั้งตามชื่อเมืองหลวงเฮอันในขณะนั้น หรือเกียวโตในปัจจุบัน หลังจากการย้ายเมืองหลวงจากนาระไปนากะโอกะ ก่อนจะย้ายมาเฮอัน) ต้องการรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นและขยายอิทธิพลของตนไปทางเหนือของเกาะฮอนชู ทำให้ต้องต่อสู้กับพวกเอมิชิ (Emishi) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองทางเหนือและทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ปรากฏว่า กองทัพจักรพรรดิ (ซึ่งมาจากการเกณฑ์ประชาชนเหมือนการเกณฑ์ไพร่ของไทย คือ ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีร่างกายสมบูรณ์จะต้องเข้ากองทัพของจักรพรรดิช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นบางส่วนอาจจะกลับไปตั้งถิ่นฐานทำไร่ทำนาเหมือนเดิม แต่ต้องเสียภาษีให้) แพ้ราบคาบ เพราะเจอสงครามกองโจร ซึ่งเป็นยุทธวิธีของพวกเอมิชิและทหารของจักรพรรดิใช้วิธีการรบแบบจีนไม่คุ้นเคยกับสง
ครามแบบนี้ เข้าไป รวมทั้งการยิงธนูบนหลังม้า (รู้สึกว่า การยิงธนูบนหลังม้า มันโหล ๆ ยังไงก็ไม่รู้ มีใช้มาตั้งแต่พวกพาร์เธียน ไซเทียน มองโกล ยันมาถึงพวกเอมิชิ) ซึ่งใช้ยุทธวิถียิงแล้วหนีและหันกลับมายิงใหม่

หลังจากนั้นจักรพรรดิก็ให้อำนาจการขยายอิทธิพลของพระองค์แก่พวกกลุ่มตระกูลต่าง ๆ โดยตั้งตำแหน่งพิเศษที่เรียกว่า เซอิ ไทโชกุน (Seii Taishogun (征夷大将軍) – แปลว่า แม่ทัพผู้กำราบชนป่าเถื่อน) กองทหารประจำตระกูลเหล่านี้ก็ศึกษาความพ่ายแพ้ของกองทัพจักรพรรดิและพัฒนาเทคนิควิธี
การรบใหม่ ฝึกการรบบนหลังม้าและการยิงธนู (ดังนั้นซามูไรที่สมบูรณ์จริง ๆ ที่สามารถออกสนามรบได้ ต้องแบกธนูไปด้วย) จักรพรรดิก็โปรดปรานกองทัพเหล่านี้มากและใช้กองทัพของกลุ่มตระกูลเหล่านี้ปราบชนป่าเ
ถื่อนจนพวกนั้นถอยร่นไปทางเหนือ บางส่วนข้ามไปฮอคไกโด กองทหารเหล่านี้แม้ว่าจะได้รับการศึกษา ก็ยังมีความป่าเถื่อนและดุร้ายแฝงอยู่

ช่วงกลางสมัยเฮอัน กองทัพของจักรพรรดิมีความสำคัญน้อยลงเรื่อย ๆ และถูกปลดประจำการ เพราะกองทัพจักรพรรดิล้าหลังกว่ากองทัพพวกกลุ่มตระกูลต่าง ๆ ทำให้อำนาจของจักรพรรดิลดน้อยลง
ตระกูลฟุจิวาระดำรงมาจนถึงช่วงปลายสมัยเฮอัน ก็เริ่มเสื่อมถอยลง (แต่ก็ได้สร้างสิ่งที่สำคัญทิ้งไว้คือ ตัวอักษรคาตะคานะและฮิรากานะ) ทำให้เกิดความระส่ำระสายทั่วประเทศ ตระกูลฟุจิวาระต้องเริ่มพึ่งกองทหารจากตระกูลอื่นในการปราบกบฏมากขึ้น โดยเฉพาะจากตระกูลไทระ (Taira) และตระกูลมินาโมโตะ (Minamoto) อำนาจจึงตกไปอยู่กับตระกูลทั้งสอง และต่อสู้แก่งแย่งอำนาจกันในสงครามเกนเป (Genpei War (源平合戦、寿永・治承の乱) –เกนเป มาจากคำว่า เกนจิ กับ เฮเกะ ซึ่งเป็นคำอ่านตัวคันจิของคำว่า มินาโมโตะ กับ ไทระ) ผลคือ ตระกูลมินาโมโตะชนะและมินาโมโตะ โยริโทโมะ (源 義朝) ก็ตั้งรัฐบาลทหาร ซึ่งก็คือ โชกุน เข้าปกครองประเทศ
ภาพสงครามเกนเป




ยุคคามาคุระ
ยุคคามาคุระ (鎌倉時代, Kamakura-jidai) เป็นยุคที่ต่อจากยุคเฮอัน เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคกลาง แสดงถึงการขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นนักรบ ปกครองโดยระบอบโชกุน ผู้ที่นำญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคคามาคุระคือ มินาโมโตะ โยริโทโมะ (源 頼朝)

ซึ่งพวกท่านก็คงรู้จักคนที่มีนามสกุลคล้าย ๆ กับโชกุนคนนี้ คือ มินาโมโตะ โยชิสึเนะ (源 義経) โยชิสึเนะเป็นลูกคนที่ 9 ของมินาโมโตะ โยชิโทโมะ ส่วนตาโชกุนคนนี้เป็นลูกคนที่ 3 เท่ากับว่า เขาเป็นพี่ชายของโยชิสึเนะ (ใครได้ดูโคนันภาค OVA ตอนคดีฆาตกรรมแห่งเมืองปริศนา ก็คงจะรู้เกี่ยวกับเรื่องกิเคคิ หรือบันทึกของโยชิสึเนะเกี่ยวกับสงครามระหว่างเกนจิกับเฮเกะบ้าง พี่ชายของโยชิสึเนะที่เขาว่าถึงก็คือ โยริโทโมะ เนี่ยแหละ (ใครว่าการ์ตูนไม่มีประโยชน์)) และเป็นพี่ชายคนโตที่สุดของตระกูล เพราะเมื่อโยชิสึเนะเกิดมาได้ไม่นาน ก็เกิดกบฏเฮจิ (平治の乱) เป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูลพันธมิตรมินาโมโตะ-ฟูจิวาระกับตระกูลไทระ (รายละเอียดนั้น ก็ตามความต้องการของพวกท่าน อยากให้ลง ผมก็ลง) พี่ชายคนโต 2 คนและพ่อถูกฆ่าโดยพวกของไทระ คิโยโมริ ทำให้ลูกแต่ละคนถูกเนรเทศไปยังที่ต่าง ๆ พี่ชายโยริโทโมะถูกเนรเทศไปอิสึ ส่วนโยชิสึเนะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของฟูจิวาระ ฮิเดฮิระที่ฮิไรสึมิ จังหวัดมุซึ


ในค.ศ. 1180 เมื่อโยชิสึเนะได้ข่าวว่า พี่ชายโยริโทโมะตั้งกองทัพร่วมกับเจ้าชายโมจิฮิโตะ (Mochihito) ในการล้มพวกไทระ โยชิสึเนะก็เข้าร่วมกองทัพกับมินาโมโตะ โนริโยริ (源 範頼 –คนนี้ก็เป็นพี่น้องกับโยชิสึเนะ) เข้าต่อสู้ในสงครามเกนเป เช่นเดียวกับมินาโมโตะ โยชินาคะ แต่หลังจากกลับจากการขับไล่พวกไทระออกจากเกียวโต จักรพรรดิกลับยกความดีความชอบตั้งตำแหน่งโชกุนให้กับโยริโทโมะ ทำให้โยชินาคะไม่พอใจและจับจักรพรรดิขังไว้ โยริโทโมะจึงสั่งให้โยชิสึเนะกับโนริโยริไปปราบ หลังจากนั้นพวกไทระก็กลับมาอีกครั้ง ตระกูลมินาโมโตะก็สามารถเอาชนะได้

หลังจากสงคราม โยชิสึเนะก็เข้าร่วมกับจักรพรรดิต่อต้านการมีอำนาจของโยริโทมิ จนถูกไล่ล่าหนีไปพึ่งใบบุญของฟูจิวาระอีกครั้ง แต่คงถึงคราวตายของโยชิสึเนะแล้ว เขาถูกลูกชายของฮิเดฮิระ ฟูจิวาระ ยาสึฮิระฆ่า

ช่วงชีวิตของโยชิสึเนะมีความน่าตื่นเต้นและเศร้าเสียใจ จึงถูกนำมาทำเป็นวรรณกรรมและภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเล่าของเฮเกะ (平家物語, Heike Monogatari (ชื่อหยั่งกะยาสระผม) เป็นตำนานมหากาพย์แบบ Star Wars เมื่อ Star Wars มันเป็นสงครามระหว่างฝ่ายจักรวรรดิกับฝ่ายกบฏ อันนี้ก็เป็นสงครามระหว่างมินาโมโตะกับไทระ แถมเยอะกว่ามาก Star Wars หลัก ๆ มี 9 ภาค อันนี้มี 13 ภาคใหญ่และมีตอนย่อย ๆ ในภาคอีก แต่งขึ้นโดยพระตาบอดที่ท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ขณะที่เล่นบิวะ (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้าย ๆ น้ำเต้า) ไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกับกิเคคินะครับ) ที่ยกชีวิตของโยชิสิเนะในแบบตำนาน เช่น ได้ฝึกฝนวิชากับเทนกุที่วัดคุรามา โดยเฉพาะช่วงที่เขาหลบหนีจากโยริโทโมะไปกับผู้ติดตามที่ภักดีต่อโยชิสึเนะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเบงเค ก่อนจะไปฆ่าตัวตาย

ทีนี้เบงเคเป็นใคร ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาร่วมกับโยชิสึเนะได้ (ใครได้ดูโคนันภาค OVA ที่ว่า ก็รู้แล้วล่ะ)

เบงเคเป็นพระนักรบ (ไม่ต้องสงสัยอะไรมาก ศาสนาพุทธที่เข้ามาในญี่ปุ่นเป็นนิกายมหายาน ไม่ถือพระวินัยเป็นหลักมากเท่าพวกเถรวาท (พิสูจน์ง่าย ๆ เลย ดูที่พระพุทธรูปว่า มีอุณาโลมหรือจุดขาว ๆ ที่หน้าผากหรือไม่ ถ้ามีเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะมหายานเป็นเทวนิยม เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระโพธิสัตว์ เถรวาทไม่เป็น) พระในญี่ปุ่นจึงแต่งงานได้ มีลูกได้ เป็นนักรบได้ เหมือนเส้าหลินแหละ)

ชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ ไซโตะ มุซาชิโบ เบงเค (西塔武蔵坊弁慶) มีเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดเบงเคหลากหลาย บ้างก็ว่าพ่อเป็นเจ้าอาวาทของวัดแห่งหนึ่งไปข่มขืนลูกสาวช่างตีดาบ บ้างก็ว่า เป็นบุตรของเทพเจ้า แต่หลาย ๆ เรื่องกล่าวว่า เขาเป็นเด็กปีศาจที่เกิดมามีผมรุงรังและฟันยาว (ผมนึกหน้าเบงเคแบบมีฟันยาวไม่ออกแฮะ มันจะเหมือนบัค บันนี่รึป่าวหว่า) ในตอนเด็กเขาจึงถูกเรียกว่า โอนิวาคะ (鬼若-ลูกของปีศาจ)
เขาได้บวชเรียนในวัดตั้งแต่อายุน้อย ๆ และได้เดินทางไปยังวัดหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น ทำให้เบงเคได้รับการฝึกสอนวิชาการรบ เมื่ออายุได้ 17 ปี มีการกล่าวว่า เขาสูงถึง 2 เมตร ด้วยเหตุนี้เบงเคจึงออกจากวัดพุทธไปบำเพ็ญตนกับพระภูเขาที่เรียกว่า ยามาบูชิ (Yamabushi)

ครั้งหนึ่งเบงเคได้อยู่ที่สะพานโกโจในเกียวโต เพื่อรวบรวมดาบจากพวกนักดาบที่ข้ามสะพานนี้ให้ได้ 1000 เล่ม เมื่อถึงเล่มที่ 1000 เบงเคก็พ่ายแพ้แก่โยชิสึเนะและขอเป็นผู้ติดตามโยชิสึเนะ เขาได้ร่วมต่อสู้กับโยชิสึเนะในสงครามเกนเป หลังสงครามก็ถูกโยริโทโมะไล่ล่า

เบงเคได้หลบหนีไปกับโยชิสึเนะถึง 2 ปีในฐานะคนนอกกฎหมาย ท้ายสุดเมื่อปราสาททาคาดาจิถูกล้อมโดยพวกของโยริโทโมะ ตามตำนานกล่าวว่า เบงเคได้ต่อสู้จนเลือดหยดสุดท้าย แม้ว่าจะถูกยิงด้วยลูกธนูมากมาย และยืนตาย


แปลจาก wikipedia (http://en.wikipedia.com )และหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของศาสตราจารย์เพ็ชรี สุมิตร จัดพิมพ์โดย โครงการญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ม.ธรรมศาสตร์

หลังจากออกทะเลไปเรื่องโยชิสึเนะซะนาน ก็กลับเข้ามายังยุคคามาคุระต่อ ยุคนี้ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองคามาคุระ แต่จักรพรรดิจะอาศัยอยู่ที่เกียวโตที่เดิมตั้งแต่สมัยเฮอัน

โชกุนในยุคคามาคุระก็มีดังนี้
1. Minamoto no Yoritomo (1147-1199) (r. 1192-1199)
2. Minamoto no Yoriie (1182-1204) (r. 1202-1203)
3. Minamoto no Sanetomo (1192-1219) (r. 1203-1219)
4. Kujo Yoritsune (1218-1256) (r. 1226-1244)
5. Kujo Yoritsugu (1239-1256) (r. 1244-1252)
6. Prince Munetaka (1242-1274) (r. 1252-1266)
7. Prince Koreyasu (1264-1326) (r. 1266-1289)
8. Prince Hisaaki (1276-1328) (r. 1289-1308)
9. Prince Morikuni (1301-1333) (r. 1308-1333)

ดูน่าสงสัยไหมครับ มันต้องแน่อยู่แล้วว่า ทำไมอยู่ดี ๆ พวกตระกูลคุโจและพวกเจ้าชายก็เข้าเสียบตำแหน่งโชกุนแทนตระกูลมินาโมโตะ ผมก็จะเล่าให้ฟัง

ในช่วงของมินาโมโตะ โยรีเอะ ซึ่งเป็นลูกของโยริโทโมะ ขึ้นปกครอง อำนาจของโชกุนก็ตกต่ำลง เพราะถูกพวกตระกูลโฮโจบี้ เนื่องจากโยริโทโมะดันแต่งงานกับโฮโจ มาสาโกะ (ตัว sa ผมขอใช้ สา แทน เพราะ ตัว tsu ผมใช้ ซึ ไป เดี๋ยวอ่านแล้วงง) ทำให้ปู่ของมินาโมโตะ โยรีเอะชื่อ โฮโจ โทคิมาสะ ซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลโฮโจ ขึ้นมามีอำนาจในฐานะตาของโยรีเอะ แต่ก็ยังไม่สามารถมีอำนาจได้เต็มที่ เพราะโยรีเอะดันไม่สนิทสนมด้วย ก็เลยอายุสั้น เขาถูกลอบสังหารในปีค.ศ. 1204 ระหว่างที่ถูกกักบริเวณในบ้าน (ใครเป็นบงการ พวกท่านก็น่าจะเดา ๆ ได้) โทคิมาสะในฐานะปู่ของโชกุนก็แต่งตั้งน้องของโยรีเอะ มินาโมโตะ สาเนะโทโมะขึ้นเป็นโชกุนแทน เพราะสาเอะโทโมะสนิทสนมกับคุณปู่โทคิมาสะค่อนข้างมากและตอนนั้นอายุเพียง 11 ปียังไม่ประสีประสาอะไร คุณปู่ก็เลยกลายเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนตัวเขาก็ไปนั่งแต่งกลอน เพราะไม่อยากเผชิญชะตากรรมแบบพี่ชาย

หลังจากที่มินาโมโตะ สาเนะโทโมะถูกลอบสังหารโดยลูกชายของมินาโมโตะ โยรีเอะในวันปีใหม่ปีค.ศ. 1219 ด้วยอายุเพียง 27 ปี ทำให้อำนาจของตระกูลมินาโมโตะสิ้นสุดลง และเกิดสุญญากาศทางการเมือง จักรพรรดิโก-โทบะ (後鳥羽天皇) ก็พยายามจะรวบอำนาจจากโชกุน ทำให้เกิดสงครามโจเคียว (承久の乱) ในปีค.ศ. 1221 ระหว่างจักรพรรดิกับโฮโจ โยชิโทคิ (北条義時) สุดท้ายกองทัพจักรพรรดิก็แพ้และตัวจักรพรรดิถูกไล่ไปอยู่เกาะโอคิ แต่ตัวโยชิโทคิยังไม่ทันได้ครองประเทศก็ดันป่วยซะก่อนและตายในปีค.ศ. 1224 ปีเดียวกับโฮโจ มาสาโกะตาย

ทีนี้ก็ไม่มีใครจะมาเป็นโชกุนต่อ เพราะโฮโจ ยาสึโทคิน้องของโฮโจ โยชิโทคิได้ตั้งระบบโรคุฮาระ ทันได (六波羅探題) ขึ้นเพื่อป้องกันความวุ่นวายในเกียวโตและคิไนและเป็นตัวกลางระหว่างโชกุนกับจักรพรรด
ิ แต่ตัวยาสึโทคิไม่ได้เป็นโชกุน เพราะก่อนหน้านั้น โยชิโคคิและมาสาโกะได้ตกลงคล้าย ๆ (ผมคิดเอาเองนะ เพราะใน wikipedia ไม่ได้บอกไว้) ร่วมมือกับคุโจ มิจีเอะ ซึ่งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาของจักรพรรดิที่เรียกว่า คันปาคุ มีอำนาจในการปกครองประเทศ แต่งตั้งลูกชายของมิจีเอะ คุโจ โยริซึเนะ (九条 頼経) เป็นโชกุนหุ่นเชิด โดยมีพวกคุโจกับพวกโฮโจบงการ เพราะตอนนั้นโยริซึเนะอายุแค่ 7 ขวบเอง ศูนย์อำนาจก็เลยย้ายมาอยู่ที่เกียวโต เพราะเป็นฐานอำนาจของพวกคุโจ มีพวกโฮโจกับคุโจเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ เมื่อเขาอายุได้ 25 ปี ก็ถูกแทนที่ด้วยลูกของเขาคือ คุโจ โยริซึกุ (九条 頼嗣) ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

ต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดคือ เจ้าชายมุเนะทาคะ (宗尊親王) ราชโอรสของจักรพรรดิโก-สากะ (後嵯峨天皇) กับนางสนองพระโอษฐ์ (คนที่นำคำสั่งของจักรพรรดิไปบอกต่อ) ซึ่งเป็นคนของตระกูลไทระ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดถ้าจะมีพระราชวงศ์ขึ้นมาเป็นโชกุน เพราะเจ้าชายก็ถูกวิชามารของพวกโฮโจบังคับให้กลายเป็นหุ่นเชิด เหมือนกับสมัยของฟูจิวาระที่ทำกับจักรพรรดินั้นแล และเจ้าชายมาเป็นโชกุนตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ดังนั้นก็ต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งจะเป็นใครอื่นนอกเหนือจากพวกโฮโจกับคุโจ เจ้าชายคนอื่น ๆ ก็สืบทอดเป็นวงเวียนวัฏจักรเช่นนี้ต่อไป คนต่อมาอายุแค่ 2 ขวบก็เป็นโชกุนซะแล้ว และคนสุดท้ายเป็นโชกุนตอนอายุ 7 ขวบ (เจ้าชายฮิสากิเป็นโชกุนตอนอายุ 17)

หลังจากเลี้ยงต้อยมานาน สงสัยผลกรรมติดจรวดตามทัน จักรพรรดิโก-ไดโกะ (後醍醐天皇) ก็ใช้ความพยายามครั้งที่ 2 ในการล้มล้างพวกโฮโจเรียกการล้มล้างครั้งนี้ว่า การปฏิรูปเคมมุ (建武の新政; Kemmu no shinsei) หลังจากความล้มเหลวในสงครามโจเคียว แต่ครั้งนี้สำเร็จเพราะได้แม่ทัพคนสำคัญคือ อาชิคากะ ทาคาอุจิ (足利尊氏) (พวกท่านรู้จักกันอยู่แล้วแหละจากการ์ตูนเรื่องหนึ่ง แต่คนในการ์ตูนไม่ใช่คนนี้) ในการล้มล้าง เป็นอันสิ้นสุดยุคคามาคุระ และเริ่มต้นยุคอาชิคากะ

แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกโฮโจเสื่อมอำนาจลง คือ การรุกรานของพวกมองโกลนำโดยกุบไลข่าน พวกมองโกลยกกองทัพ 23000 นาย (กองทัพมองโกล+จีน 15000 นายกับกองทัพเกาหลี 8000 นาย) มายังคาบสมุทรเกาหลี ข้ามช่องแคบซึชิมา ขึ้นฝั่งและเข้ายึดเกาะซึชิมากับอิคิได้อย่างง่ายดาย ต่อมาในวันที่ 19 พฤษจิกายน ค.ศ. 1259 ก็ยกขึ้นฝั่งที่อ่าวฮากาตะ แต่คราวนี้พวกญี่ปุ่นมีการเตรียมตัวมาอย่างดีมาหลายเดือน จาการศึกษาความพ่ายแพ้ที่เกาะซึชิมาและอิคิ ระดมทรัพยากรและกำลังผลมากมายจนเอาชนะพวกมองโกลได้

ทีนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ในปีค.ศ. 1275 รัฐบาลโชกุนสั่งสร้างป้อมปราการป้อมกันทุกจุดที่พวกมองโกลจะสามารถขึ้นฝั่งได้ โดยเฉพาะอ่าวฮากาตะ การบุกครั้งที่ 2 เริ่มในฤดูไบไม้ผลิปีค.ศ. 1281 แต่ลมพายุในช่องแคบซึชิมารุนแรง ทำให้เสียกำลังพลไปมาก ก็เลยถอยมาตั้งหลักรอจนถึงฤดูร้อน ก็ยกพลเข้ายึดเกาะอิคิได้และแบ่งกำลังพลบุกเข้าคิวชูหลาย ๆ จุด จุดที่สำคัญก็หนีไม่พ้นอ่าวฮากาตะ พวกมองโกลก็ถูกไล่บี้จนต้องหนีขึ้นเรือกลับจีน แต่ระหว่างกลับดันเกิดพายุไต้ฝุ่นที่ชายฝั่งคิวชู 2 วันขยี้กองเรือมองโกลย่อยยับ กลายเป็นตำนานของ “คามิคาเซะ” สายลมเทพเจ้าที่ปกป้องญี่ปุ่นจากมองโกล

หลังจากออกทะเลไปเรื่องโยชิสึเนะซะนาน ก็กลับเข้ามายังยุคคามาคุระต่อ ยุคนี้ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองคามาคุระ แต่จักรพรรดิจะอาศัยอยู่ที่เกียวโตที่เดิมตั้งแต่สมัยเฮอัน

โชกุนในยุคคามาคุระก็มีดังนี้
1. Minamoto no Yoritomo (1147-1199) (r. 1192-1199)
2. Minamoto no Yoriie (1182-1204) (r. 1202-1203)
3. Minamoto no Sanetomo (1192-1219) (r. 1203-1219)
4. Kujo Yoritsune (1218-1256) (r. 1226-1244)
5. Kujo Yoritsugu (1239-1256) (r. 1244-1252)
6. Prince Munetaka (1242-1274) (r. 1252-1266)
7. Prince Koreyasu (1264-1326) (r. 1266-1289)
8. Prince Hisaaki (1276-1328) (r. 1289-1308)
9. Prince Morikuni (1301-1333) (r. 1308-1333)

ดูน่าสงสัยไหมครับ มันต้องแน่อยู่แล้วว่า ทำไมอยู่ดี ๆ พวกตระกูลคุโจและพวกเจ้าชายก็เข้าเสียบตำแหน่งโชกุนแทนตระกูลมินาโมโตะ ผมก็จะเล่าให้ฟัง

ในช่วงของมินาโมโตะ โยรีเอะ ซึ่งเป็นลูกของโยริโทโมะ ขึ้นปกครอง อำนาจของโชกุนก็ตกต่ำลง เพราะถูกพวกตระกูลโฮโจบี้ เนื่องจากโยริโทโมะดันแต่งงานกับโฮโจ มาสาโกะ (ตัว sa ผมขอใช้ สา แทน เพราะ ตัว tsu ผมใช้ ซึ ไป เดี๋ยวอ่านแล้วงง) ทำให้ปู่ของมินาโมโตะ โยรีเอะชื่อ โฮโจ โทคิมาสะ ซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลโฮโจ ขึ้นมามีอำนาจในฐานะตาของโยรีเอะ แต่ก็ยังไม่สามารถมีอำนาจได้เต็มที่ เพราะโยรีเอะดันไม่สนิทสนมด้วย ก็เลยอายุสั้น เขาถูกลอบสังหารในปีค.ศ. 1204 ระหว่างที่ถูกกักบริเวณในบ้าน (ใครเป็นบงการ พวกท่านก็น่าจะเดา ๆ ได้) โทคิมาสะในฐานะปู่ของโชกุนก็แต่งตั้งน้องของโยรีเอะ มินาโมโตะ สาเนะโทโมะขึ้นเป็นโชกุนแทน เพราะสาเอะโทโมะสนิทสนมกับคุณปู่โทคิมาสะค่อนข้างมากและตอนนั้นอายุเพียง 11 ปียังไม่ประสีประสาอะไร คุณปู่ก็เลยกลายเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนตัวเขาก็ไปนั่งแต่งกลอน เพราะไม่อยากเผชิญชะตากรรมแบบพี่ชาย

หลังจากที่มินาโมโตะ สาเนะโทโมะถูกลอบสังหารโดยลูกชายของมินาโมโตะ โยรีเอะในวันปีใหม่ปีค.ศ. 1219 ด้วยอายุเพียง 27 ปี ทำให้อำนาจของตระกูลมินาโมโตะสิ้นสุดลง และเกิดสุญญากาศทางการเมือง จักรพรรดิโก-โทบะ (後鳥羽天皇) ก็พยายามจะรวบอำนาจจากโชกุน ทำให้เกิดสงครามโจเคียว (承久の乱) ในปีค.ศ. 1221 ระหว่างจักรพรรดิกับโฮโจ โยชิโทคิ (北条義時) สุดท้ายกองทัพจักรพรรดิก็แพ้และตัวจักรพรรดิถูกไล่ไปอยู่เกาะโอคิ แต่ตัวโยชิโทคิยังไม่ทันได้ครองประเทศก็ดันป่วยซะก่อนและตายในปีค.ศ. 1224 ปีเดียวกับโฮโจ มาสาโกะตาย

ทีนี้ก็ไม่มีใครจะมาเป็นโชกุนต่อ เพราะโฮโจ ยาสึโทคิน้องของโฮโจ โยชิโทคิได้ตั้งระบบโรคุฮาระ ทันได (六波羅探題) ขึ้นเพื่อป้องกันความวุ่นวายในเกียวโตและคิไนและเป็นตัวกลางระหว่างโชกุนกับจักรพรรด
ิ แต่ตัวยาสึโทคิไม่ได้เป็นโชกุน เพราะก่อนหน้านั้น โยชิโคคิและมาสาโกะได้ตกลงคล้าย ๆ (ผมคิดเอาเองนะ เพราะใน wikipedia ไม่ได้บอกไว้) ร่วมมือกับคุโจ มิจีเอะ ซึ่งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาของจักรพรรดิที่เรียกว่า คันปาคุ มีอำนาจในการปกครองประเทศ แต่งตั้งลูกชายของมิจีเอะ คุโจ โยริซึเนะ (九条 頼経) เป็นโชกุนหุ่นเชิด โดยมีพวกคุโจกับพวกโฮโจบงการ เพราะตอนนั้นโยริซึเนะอายุแค่ 7 ขวบเอง ศูนย์อำนาจก็เลยย้ายมาอยู่ที่เกียวโต เพราะเป็นฐานอำนาจของพวกคุโจ มีพวกโฮโจกับคุโจเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ เมื่อเขาอายุได้ 25 ปี ก็ถูกแทนที่ด้วยลูกของเขาคือ คุโจ โยริซึกุ (九条 頼嗣) ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

ต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดคือ เจ้าชายมุเนะทาคะ (宗尊親王) ราชโอรสของจักรพรรดิโก-สากะ (後嵯峨天皇) กับนางสนองพระโอษฐ์ (คนที่นำคำสั่งของจักรพรรดิไปบอกต่อ) ซึ่งเป็นคนของตระกูลไทระ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดถ้าจะมีพระราชวงศ์ขึ้นมาเป็นโชกุน เพราะเจ้าชายก็ถูกวิชามารของพวกโฮโจบังคับให้กลายเป็นหุ่นเชิด เหมือนกับสมัยของฟูจิวาระที่ทำกับจักรพรรดินั้นแล และเจ้าชายมาเป็นโชกุนตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ดังนั้นก็ต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งจะเป็นใครอื่นนอกเหนือจากพวกโฮโจกับคุโจ เจ้าชายคนอื่น ๆ ก็สืบทอดเป็นวงเวียนวัฏจักรเช่นนี้ต่อไป คนต่อมาอายุแค่ 2 ขวบก็เป็นโชกุนซะแล้ว และคนสุดท้ายเป็นโชกุนตอนอายุ 7 ขวบ (เจ้าชายฮิสากิเป็นโชกุนตอนอายุ 17)

หลังจากเลี้ยงต้อยมานาน สงสัยผลกรรมติดจรวดตามทัน จักรพรรดิโก-ไดโกะ (後醍醐天皇) ก็ใช้ความพยายามครั้งที่ 2 ในการล้มล้างพวกโฮโจเรียกการล้มล้างครั้งนี้ว่า การปฏิรูปเคมมุ (建武の新政; Kemmu no shinsei) หลังจากความล้มเหลวในสงครามโจเคียว แต่ครั้งนี้สำเร็จเพราะได้แม่ทัพคนสำคัญคือ อาชิคากะ ทาคาอุจิ (足利尊氏) (พวกท่านรู้จักกันอยู่แล้วแหละจากการ์ตูนเรื่องหนึ่ง แต่คนในการ์ตูนไม่ใช่คนนี้) ในการล้มล้าง เป็นอันสิ้นสุดยุคคามาคุระ และเริ่มต้นยุคอาชิคากะ

แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกโฮโจเสื่อมอำนาจลง คือ การรุกรานของพวกมองโกลนำโดยกุบไลข่าน พวกมองโกลยกกองทัพ 23000 นาย (กองทัพมองโกล+จีน 15000 นายกับกองทัพเกาหลี 8000 นาย) มายังคาบสมุทรเกาหลี ข้ามช่องแคบซึชิมา ขึ้นฝั่งและเข้ายึดเกาะซึชิมากับอิคิได้อย่างง่ายดาย ต่อมาในวันที่ 19 พฤษจิกายน ค.ศ. 1259 ก็ยกขึ้นฝั่งที่อ่าวฮากาตะ แต่คราวนี้พวกญี่ปุ่นมีการเตรียมตัวมาอย่างดีมาหลายเดือน จาการศึกษาความพ่ายแพ้ที่เกาะซึชิมาและอิคิ ระดมทรัพยากรและกำลังผลมากมายจนเอาชนะพวกมองโกลได้

ทีนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ในปีค.ศ. 1275 รัฐบาลโชกุนสั่งสร้างป้อมปราการป้อมกันทุกจุดที่พวกมองโกลจะสามารถขึ้นฝั่งได้ โดยเฉพาะอ่าวฮากาตะ การบุกครั้งที่ 2 เริ่มในฤดูไบไม้ผลิปีค.ศ. 1281 แต่ลมพายุในช่องแคบซึชิมารุนแรง ทำให้เสียกำลังพลไปมาก ก็เลยถอยมาตั้งหลักรอจนถึงฤดูร้อน ก็ยกพลเข้ายึดเกาะอิคิได้และแบ่งกำลังพลบุกเข้าคิวชูหลาย ๆ จุด จุดที่สำคัญก็หนีไม่พ้นอ่าวฮากาตะ พวกมองโกลก็ถูกไล่บี้จนต้องหนีขึ้นเรือกลับจีน แต่ระหว่างกลับดันเกิดพายุไต้ฝุ่นที่ชายฝั่งคิวชู 2 วันขยี้กองเรือมองโกลย่อยยับ กลายเป็นตำนานของ “คามิคาเซะ” สายลมเทพเจ้าที่ปกป้องญี่ปุ่นจากมองโกล

จากการระดมทรัพยากรครั้งนี้ ทำให้เกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง ภาษีใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อเอามาสร้างป้อมปราการป้องกันมองโกลเพิ่ม นำไปสู้การเสื่อมอำนาจของพวกโฮโจ เพราะแรงงานที่จะทำไร่ทำนาก็กลายเป็นทหาร ภาษีก็รีดจากพวกประชาชนมากขึ้น จักรพรรดิโก-ไดโกะก็เล็งเห็นจุดนี้ก็พยายามล้มอำนาจพวกโฮโจลง
*************************
ยุคอาชิคากะ (足利幕府, Ashikaga bakufu) เป็นยุคสมัยที่โชกุนในตระกูลอาชิคากะครองอำนาจ ยุคนี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ยุคมุโรมาจิ (Muromachi) ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากที่พักของโชกุนอาชิคากะ โยชิมิซึ (足利 義満) ไปตั้งใหม่ยังตำบลมุโรมาจิในเกียวโต

โชกุนทั้งหมดในยุคก็มีทั้งหมด 15 คน
1.Ashikaga Takauji (1305–1358) (r. 1338–1358)
2.Ashikaga Yoshiakira (1330–1368) (r. 1359–1368)
3.Ashikaga Yoshimitsu (1358–1408) (r. 1368–1394)
4.Ashikaga Yoshimochi (1386–1428) (r. 1395–1423)
5.Ashikaga Yoshikazu (1407–1425) (r. 1423–1425)
6.Ashikaga Yoshinori (1394–1441) (r. 1429–1441)
7.Ashikaga Yoshikatsu (1434–1443) (r. 1442–1443)
8.Ashikaga Yoshimasa (1436–1490) (r. 1449–1473)
9.Ashikaga Yoshihisa (1465–1489) (r. 1474–1489)
10.Ashikaga Yoshitane (1466–1523) (r. 1490–1493, 1508–1521)
11.Ashikaga Yoshizumi (1480–1511) (r. 1495–1508)
12.Ashikaga Yoshiharu (1510–1550) (r. 1522–1547)
13.Ashikaga Yoshiteru (1536–1565) (r. 1547–1565)
14.Ashikaga Yoshihide (1540–1568) (r. 1568)
15.Ashikaga Yoshiaki (1537–1597) (r. 1568–1573)

คนที่มีกล่าวถึงในการ์ตูนอาจจะมีหลายคน แต่ผมจะยกคนที่ผมรู้ดีกว่า คนนั้นก็คือ โชกุนอาชิคากะ โยชิมิซึ (足利 義満) ซึ่งพวกท่านรู้จักดีจากอิคิวซัง เป็นโชกุนที่ให้อิคิวซังมาตอบคำถามให้ประจำ โชกุนคนนี้เป็นคนที่ 3 พ่อของเขาก็คือ โชกุนคนที่ 2 อาชิคากะ โยชิอาคิระ (足利 義詮) ซึ่งเคยเป็นตัวประกันของพวกโฮโจในสมัยคามาคุระมาก่อน


พวกท่านคงจะเคยเห็นและรู้จักภาพนี้มาแล้วจากในอิคิวซัง นี่ก็คือ คินคาคุจิ (金閣寺) หรือวัดทอง 1 ใน 3 สถานที่สำคัญที่สุดในสมัยนี้ ความจริงมันก็ไม่ใช่วัดหรอก มันเป็นที่พักของโชกุนที่ดูเหมือนวัดเท่านั้นเอง สร้างในปีค.ศ. 1371 เสร็จในปีค.ศ. 1397 หลังจากที่โชกุนตายก็กลายเป็นวัดนิกายเซน

สถานที่สำคัญแห่งที่ 2 ก็คือ โชโคคุจิ หรือวัดไม้


เป็นวัด (เป็นวัดแต่แรก ไม่ใช่เป็นที่พักมาก่อน) ที่โชกุนโยชิมิซึสร้างขึ้น เพื่อแสดงความศรัทธาในศาสนาพุทธนิกายเซน ตั้งอยู่ใกล้ ๆ พระราชวังหลวงในปัจจุบัน สร้างในปีค.ศ. 1382 เสร็จในปีค.ศ. 1392 ก่อนโชกุนตาย 2 ปี

สถานที่สำคัญแห่งสุดท้ายคือ กินคาคุจิ หรือวัดเงิน


เป็นที่พักของโชกุนอาชิคากะ โยชิมาสะ ตั้งอยู่บนเนินเขาฮิกาชิยามะทางตะวันออกของเกียวโต สร้างในค.ศ. 1482 แต่เสร็จหลังจากที่โชกุนตาย ที่พักของโชกุนก็กลายเป็นวักนิกายเซนไปตามคำขอสุดท้ายของโชกุน

ทีนี้เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับโชกุนโยชิมิซึคือ การรวมราชวงศ์เหนือ-ใต้
ปัญหาก็คือ ราชวงศ์เหนือกับราชวงศ์ใต้เนี่ยหรือยุคนันโบคุโจ (南北朝時代) มันคืออะไร ผมก็จะเล่าให้ฟัง

ก่อนที่จะเข้ายุคอาชิคากะ จักรพรรดิโก-ไดโกะได้ล้มล้างพวกโฮโจ โดยมีขุนศึกคนสำคัญคือ อาชิคากะ ทาคาอุจิ (足利尊氏) เป็นแม่ทัพคนสำคัญ หลังจากล้มล้างเสร็จแล้ว ตาโชกุนคนนี้ก็ยึดคามาคุระไว้และดันเอาดินแดนที่ยึดครองมาแจกจ่ายให้กับพวกพ้องของตน
เอง โดยไม่ขออนุญาตจากจักรพรรดิ ทำให้จักรพรรดิไม่พอใจและส่งนิตตะ โยชิสาดะมายึดคามาคุระคืน แต่ก็พ่ายแพ้ทาคาอุจิ ทำให้ทาคาอุจิกรีธาทัพเข้าถึงเกียวโต

จักรพรรดิจะทำยังไงล่ะ ก็หนีน่ะสิครับ เขาก็หนีไปตั้งศูนย์การปกครองแห่งที่ 2 ที่โยชิโนะ (Yoshino) กลายเป็นสายราชวงศ์ทางใต้ ส่วนทางเกียวโต ทาคาอุจิก็อ้างสิทธิการสืบบัลลังค์ของจักรพรรดิโคเมียว ให้จักรพรรดิองค์นี้สืบบัลลังค์ต่อ กลายเป็นราชวงศ์ทางเหนือ

ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ราชวงศ์ทางใต้ก็คือ ราชวงศ์ใหม่ที่จักรพรรดิโก-ไดโกะหนีไปตั้งอยู่ที่โยชิโนะแทนฐานอำนาจเดิมที่เกียวโต ส่วนราชวงศ์เหนือก็เป็นราชวงศ์ดั้งเดิมที่เกียวโตแต่ไหนแต่ไร

2 รางชวงศ์นี้ก็ต่อสู้กันมา 50 ปี สุดท้ายฝ่ายใต้ก็ยอมแพ้ฝ่ายเหนือในสมัยโชกุนโยชิมิซึ แล้วก็รวมราชวงศ์เป็นราชวงศ์เดียวเช่นเดิม

แม้ว่าตระกูลอาชิคากะจะได้เป็นโชกุนตลอดสมัย แต่เพราะตระกูลอาชิคากะแบ่งอำนาจการปกครองกับจักรพรรดิ เพื่อรักษาความชอบธรรมในการปกครอง ทำให้อำนาจของโชกุนในช่วงนี้อ่อนแอลงยิ่งกว่ายุคคามาคุระและโทคุกาวะ ผลก็คือ พวกไดเมียวในแคว้นต่าง ๆ มีอำนาจมากขึ้น ถือเป็นยุคสมัยฟิวดัลอย่างแท้จริง (คือ ผู้ปกครองท้องถิ่นมีอำนาจมากกว่าผู้ปกครองส่วนกลาง)

เมื่อไดเมียวมีอำนาจมากขึ้น ความภักดีต่อโชกุนก็ลดลง ทำให้ช่วงปลายสมัยมุโรมาจิเป็นสมัยของการต่อสู้ระหว่างแคว้นเรียกว่า ยุคสมัยเซนโกคุ (戦国時代, Sengoku-jidai) เป็นการต่อสู้ระหว่างไดเมียวตามแคว้นต่าง ๆ สู้กันตั้งแต่กลางคตวรรษที่ 15 ถึงต้นศตวรรษที่ 17 (ประมาณ 1450-1600) มีกลุ่มตระกูลมากมายที่เข้าต่อสู้ โดยเฉพาะกลุ่มที่จะมีส่วนในยุคสมัยการรวมญี่ปุ่นคือ กลุ่มโอดะ นำโดยโอดะ โนบุนากะ

เทคโนโลยีทางการทหารที่สำคัญสมัยนี้คือ ปืนไฟ ปืนไฟมาจากไหน พวกท่านก็คงรู้ ๆ กันแล้ว ปืนไฟเป็นสินค้านำเข้าจากพวกโปรตุเกส ซึ่งมาเทียบท่าที่ทางใต้ของเกาะทาเนกาชิมะ ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในญี่ปุ่นแรก ๆ คือ เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต (Fernão Mendes Pinto (ผมไม่รู้ว่า อ่านแบบนั้นรึป่าวนะ)) โดยสารเรือสำเภาจีนมา สินค้าที่นำเข้ามาคือ ปืนคาบชุด (Arquebus) พร้อมเครื่องกระสุน (ญี่ปุ่นไม่มีปืนคาบศิลานะครับ มาใช้ปืนใหม่อีกทีนี่ก็ลูกเลื่อนเลย นำเข้าจากอเมริกา) ซึ่งไม่ใช่สินค้าแปลกใหม่อะไรมากนัก ญี่ปุ่นก็เคยมีใช้อาวุธดินปืนมาก่อน เพราะรับอารยธรรมจากจีน แต่ขนาดปืนของจีนมันหนัก ขนย้ายลำบาก และมีวิธีการยิงแบบปืนใหญ่ ขณะที่ของฝรั่งมันใช้ระบบ matchlock คือ มันจะมีนกติดสายชนวนเอาไว้ เวลากดไกปืน นกจะดันชนวนลงไปจี้กับดินปืนในถาด แล้วไฟจะไปจุดระเบิดในลำกล้องดันกระสุนออกไป อาวุธปืนมีส่วนสำคัญอย่างมากในการรวมญี่ปุ่น เพราะเป็นอาวุธที่มีความรุนแรงสูง ผลิตได้ง่าย จนสามารถสร้างกองทหารเรียงหน้ากระดานแบบยุโรปได้

แต่ผมว่า กองทหารติดปืนแบบญี่ปุ่นช่วงนี้คงสู้พวกยุโรปไม่ได้ เพราะผมเคยเห็นวิธีการโหลดกระสุนของทหารพวกนี้ คือ ตอนที่กำลังรบ ๆ กัน พลปืนจะยิงก็ยิงไป แต่เขาไม่ได้พกกระสุนหรือดินปืนสำรองติดตัวเอาไว้ เวลาจะโหลดลูกใหม่ จะมีคนส่งกระสุนให้ แต่งตัวคล้าย ๆ กับพลปืน แต่พกตู้ใบเล็ก ๆ เก็บดินปืน เก็บกระสุนไว้ ใครจะโหลดลูกใหม่ต้องมาขอจากตาคนนี้ (ผมเห็นภาพจากหนังสือของ osprey (หนังสือประวัติศาสตร์สงคราม) แล้วงงเลย มันรบกันแบบนี้รึเนี่ย) ถ้าอีตานี่มันตายระหว่างส่งกระสุนไปให้แนวหน้า แนวหน้าก็ฉิบหายกันหมด ดีทีสมัยหลังจากนี้ ก็ต่างคนต่างพกกันไปเอง


มาถึงช่วงที่คนที่ขอโอดะ โนบุนากะไว้ มาอ่านด้วยแล้วกัน ผมก็จะแจงให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะผมรู้ (ใครเล่น shogun มาก่อนจะเข้าได้เหตุการณ์ช่วงนี้ได้ง่ายและเร็ว)

ยุคเซนโกคุ (戦国時代, Sengoku-jidai) คือ ยุคแห่งสงครามระหว่างแคว้นที่กินเวลาร่วมร้อยปี เริ่มต้นครั้งแรกในปีค.ศ. 1467 ด้วยสงครามโอนิน (Onin war) ซึ่งมาสาเหตุมาจากการสืบทอดตำแหน่งโชกุนต่อจากโชกุนอาชิคากะ โยชิมาสะระหว่างพวกตระกูลโฮโสคาวะกับตระกูลยามะนะ ซึ่งทั้งคู่ที่กองทัพพร้อมบี้อีกฝ่ายได้ทันที เพราะมันอยู่ในเกียวโตทั้งสองฝ่ายเลย

แต่การสืบตำแหน่งก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นเอง เพราะโชกุนไม่มีอำนาจแล้ว จากในกระทู้ก่อนผมก็อธิบายไว้ว่า โชกุนกับจักรพรรดิช่วงนี้แทบไม่มีอำนาจสั่งการอะไรแล้ว อำนาจอยู่ในมือไดเมียวหมด จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกนี้คือ การชิงอำนาจความเป็นใหญ่เหนืออีกฝ่าย

ไม่ใช่เพียงกลุ่มตระกูลทั้งหลายก็เข้าร่วมต่อสู้กัน พวกชาวไร่ชาวนาก็ลุกขึ้นต่อต้านการกดขี่ของพวกเจ้าของที่ดิน แต่ผมจะไม่พูดถึงพวกชาวไร่ชาวนา เพราะมันเกิดอยู่ทั่วไปหมด

กลุ่มตระกูลที่สำคัญในขณะนี้ (ใครเล่น Shogun จะรู้ เพราะมันแบบเดียวกันเลยและผมแนะนำให้หา shogun มาเล่น จะเข้าใจยุคนี้อย่างชัดแจ้ง) คือ



แต่ผมจะพูดเท่าที่มีบนแผนที่ภาพแรกเท่านั้นนะครับ ไม่งั้นผมจะทำไม่ไหว (เห็นตระกูลตั้ง 42 ตระกูลใน wikipedia ก็เหนื่อยแล้ว นี่ยังมีพวกตระกูลที่ไม่มีใน wikipedia อีก)

1.พวกโอดะ (織田) ตราประจำตระกูลจะเป็นรูปดอกซากุระ ตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากไทระ สึเคโมริ หนึ่งในพวกตระกูลไทระ (มีตระกูลใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ ต่อญี่ปุ่นแค่ 3 ตระกูลเท่านั้นแหละ) ฐานอำนาจของโอดะจะอยู่ที่โอวาริ ตอนกลาง ๆ ของเกาะฮอนชู ต้นตระกูลคือ โอดะ จิคาสาเนะ เป็นลูกชายของไทระ สึเคโมริ คนสำคัญของตระกูลนี้ ซึ่งผมจะถือเป็นตัวนำเรื่องสำคัญเลยคือ โอดะ โนบุนากะ (織田 信長) ลูกชายคนที่ 3 ของโอดะ โนบุฮิเดะ แต่เป็นลูกที่เกิดจากเมียหลวง จึงเป็นทายาทของตระกูลโอดะอย่างแท้จริง เขาสามารถเป็นจ้าวแห่งปราสาทนาโกยาตั้งแต่ยังเด็กและได้รับการดูแลจากผู้ติดตามชื่อ ฮิราเตะ มาซาฮิเดะ เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลก็ขยายอำนาจนอกไปนอกเขตโอวาริ โดยใช้วิธีการผูกพันธไมตรี เช่น การแต่งงานกับลูกสาวของตระกูลไซโต (ตระกูลเดียวกับไซโต ฮาจิเมะ ในซามูไรพเนจรแหละ) ชื่อ ไซโต โน, การเป็นพันธมิตร (หลอก ๆ) กับพวกตระกูลอิมะกาวะและตระกูลคิระ หรือเข้าโจมตีปราบปราม เช่น บดขยี้พวกตระกูลชิบะที่พยายามจะติดต่อร่วมมือกับพวกอิมากาวะในการโค่นล้มโนบุนากะ เป็นต้น

2.พวกทาเคดะ (武田) มีฐานอำนาจอยู่ที่ไค สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่ง ตราประจำตระกูลจะเป็นดอกไม้ที่มีกลีบเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (หรือบางทีก็เป็นแค่สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน 4 อันต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมอันใหญ่) ตระกูลทาเคดะเป็นตระกูลแรก ๆ ตั้งแต่ปลายสมัยเฮอันก่อนสมัยคามาคุระเสียอีก ได้สงครามเกนเปมาก็แล้ว โดยอยู่ฝ่ายมินาโมโตะ เข้าปราบกบฏของอุเอสึกิ เซนชู ปะทะกับพวกโฮโจก็มาก ตระกูลทาเคดะเรียกได้ว่า ฝ่าสมรภูมิทุกยุคสมัยเลยก็ว่าได้ (ถ้าไม่นับช่วงก่อนมีโชกุน) ทำให้ทาเคดะ ชินเกน แม่ทัพทาเคดะที่จะต่อสู้กับโนบุนากะในสมรภูมิที่ราบมินาตะมีเทคนิดคการรบที่มีชื่อเส
ียงในการใช้ทหารม้าซามูไรที่เรียกว่า คิบะกันดัน (騎馬軍団) เข้าโจมตีข้าศึกด้วยวิธีการพลิกแผลง จนทหารม้าซามูไรกลุ่มนี้บางครั้งถูกเรียกว่า ชินชูซึ คิโบซึ (神出鬼没) หรือปีศาจศักดิ์สิทธิ์

3.พวกอิมากาวะ (今川) ตราประจำตระกูลจะเป็นรูปปิ่นปักผม สืบเชื้อสายมาจากอาชิคากะ โยชิยาสึ ต้นตระกูลคือ อิมากาวะ คุนิอุจิ ฐานอำนาจอยู่ที่สุรุกะ คนที่มีความสำคัญคือ อิมากาวะ โยชิโมโตะ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าต่อสู้กับโนบุนากะในสมรภูมิแรก ก่อนที่จะเดินทางถึงเกียวโต

4.พวกโมริ (毛利) (ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับตาลุงโมริ โคโกโรทั้งสิ้น) สืบสายเลือดมาจากโอเอะ ฮิโรโมโตะ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของโชกุนสมัยคามาคุระ ตราประจำตระกูลจะเป็นจุด 3 จุดกับขีดแนวนอน 1 ขีด ฐานอำนาจอยู่ที่อาคิ คนที่มีความสำคัญคือ โมริ เทรุโมโตะ ซึ่งต่อสู้กับโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ สมัยที่ฮิเดโยชิยังเป็นแม่ทัพของโนบุนากะ แต่ชนะเป็นบางครั้ง แต่กลุ่มตระกูลที่โนบุนากะไม่ค่อยอยากไปยุ่ง เพราะปราสาทของพวกโมริเหนียวมาก ทำให้พวกโมริสามารถคุมแคว้นทางใต้ของฮอนชูได้นานจนถึงสงครามเซคิกาฮาระ

5.พวกโทคุกาวะ (徳川) ตระกูลนี้มีเริ่มต้นที่โทคุกาวะ อิเอยาสึ (徳川 家康) ชื่อเดิมคือ มาซึไดระ ทาเคจิโยะ สืบเชื้อสายมาจากพวกตระกูลมาซึไดระ พ่อของเขาคือ มาซึไดระ ฮิโรทาดะ และตระกูลนี้ก็เป็นสายหนึ่งของทายาทจักรพรรดิจากตระกูลมินาโมโตะ ฐานอำนาจอยู่ที่มิคาวะ จะมีบทบาทช่วงนี้ในสงครามร่วมกับโนบุนากะและฮิเดโยชิ พันธมิตรที่สำคัญที่พวกท่านรู้จักกันดีในช่วงปฏิรูปเมจิคือ พวกชินเซ็นกุมิ

6.พวกโออุจิ (大内) มีฐานอำนาจที่ซุโอะ มีอำนาจมากสมัยโชกุนอาชิคากะ เป็นหนึ่งในตระกูลที่มีบทบาทสนับสนุนฝ่ายอาชิคากะในการรวมราชวงศ์เหนือ-ใต้ นอกจากนี้ยังเป็นตระกูลหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับต่างประเทศโดยเฉพาะจีน สุดท้ายก็ถูกพวกโมริไล่บี้หนีไปเกาะชิโกกุ

7.พวกโฮโจช่วงหลัง (後北条) ศูนย์อำนาจของพวกนี้ก็ยังอยู่ที่คามาคุระที่เดิม ผู้นำตระกูลในช่วงนี้คือ โฮโจ โสน (北条早雲) ซึ่งเดิมชื่อ อิเสะ ชินคุโร ไม่มีความเกี่ยวพันกับตระกูลโฮโจเลย เขาเป็นซามูไรในตระกูล ๆ หนึ่งที่ไม่ค่อยมีอำนาจเท่าไหร แต่พยายามต่อสู้ ได้ดินแดนต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะคามาคุระ ซึ่งเป็นของโฮโจแต่เดิม ตาชินคุโรอยากให้เชื้อสายของเขามาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เลยเลือกเอาตระกูลโฮโจ ใช้ตราประจำตระกูลเป็นรูปสามเหลี่ยม 3 อันเหมือนกันด้วย มีบทบาทในช่วงที่ฮิเดโยชิเรืองอำนาจ

8.พวกอุเอสึกิ (上杉) เป็นตระกูลที่มีฐานอำนาจที่เอจิโกะ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนี้คือ อุเอสึกิ เคนชิน (上杉謙信) ตระกูลนี้ไม่ค่อยถูกกับพวกทาเคดะเท่าไหร ถึงขนาดทำสงครามกันก็มี เมื่อโนบุนากะเรืองอำนาจ เคนชินก็ได้ต่อสู้กับโนบุนากะในสมรภูมิที่แม่น้ำเทโดริ

ที่เหลือเอาไว้ต่อครั้งหน้าแล้วกัน

ที่มา: http://www.geocities.com/azuchiwind/wars.htm
http://www.ospreysamurai.com/castles_nagashino.htm
แปลจาก wikipedia http://en.wikipedia

9.พวกโอโทโม (大伴) เป็นตระกูลที่มีอำนาจในบุเซน มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมหลุมศพ (ก่อนสมัยนาระอีก) ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลนี้ได้น้อยมาก

ส่วนอีก 2 ตระกูลที่เหลือ ผมหาข้อมูลไม่ได้เลย ผมก็จะข้ามไปแล้วกัน จนกว่าผมจะหาได้

อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่ายุคก่อน ๆ นัก คือ
- ดาบซามูไร ถือเป็นอาวุธประจำกายของนักรบแต่ละคนตั้งแต่ทหารราบอาชิการุห่วย ๆ ไปจนถึงไดเมียว พวกท่านก็น่าจะรู้จักดาบชนิดนี้มากพอสมควรแล้ว จากทั้งหนังและการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งหลาย ดาบซามูไรจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ แต่พวกท่านรู้หรือป่าวว่า ดาบซามูไรมีประสิทธิภาพเป็นรองคมดาบแห่งดามัสกัส (ดามัสกัสไม่ใช่ชื่อดาบหรือชนิดของดาบนะครับ มันหมายถึงดาบโค้งคล้าย ๆ เซเบอร์ที่ตีด้วยเหล็กดำจากดามัสกัส (เหล็กชนิดนี้ก็ส่งมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง) ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนสูงมาก) เพราะ...

1. แม้ว่า ดาบซามูไรจะจะมีพลังทำลายรุนแรง สามารถฟันรู้ผลเพียงครั้งเดียวได้ แต่มีความคล่องตัวต่ำกว่าดาบแขก เนื่องจากน้ำหนักของดาบ การจะจับมือเดียวแบบดาบแขกนั้นก็ทำได้ แต่ต้องฝึกนานมาก แต่อำนาจการทำลายจะลดลงด้วย ขณะที่ดาบดามัสกัสสามารถถือได้เพียงมือเดียวและมืออีกข้างถือโล่ได้ และพลังทำลายก็เทียบเท่ากับดาบซามูไร มีนายทหารฝรั่งเศสบันทึกการรบระหว่างทหารม้าฝรั่งเศสกับทหารม้ามามลุกไว้ว่า “...ขณะที่นักรบมามลุกคลานอยู่บนพื้น โดยมีเคราขาวลากดิน เขาใช้ดาบโค้งของเขาตัดขาหน้าม้าของเดสเวอนัว...” (ต่วย’ตูนพิเศษ ฉบับที่ 368) การตัดขาม้าขาดด้วยดาบมือเดียวไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ เลยนะครับ ถ้าดาบไม่คมพอ

2. เพราะน้ำหนักที่มากกว่านี้เอง ทำให้ดาบซามูไรสามารถใช้ได้จำกัดเมื่ออยู่บนหลังม้า แม้ว่าจะมีรุ่นที่ออกแบบมา เพื่อใช้สำหรับซามูไรบนหลังม้าก็ตาม ก็ยังหนักอยู่ดี ขณะที่ดาบแขกสามารถใช้ได้ทั้งบนหลังม้าและบนพื้นราบ ถ้าหากขี่ม้าอยู่ คุณสามารถใช้ดาบดามัสกัสตวัดข้าศึกตัวขาดได้ ขณะที่ดาบซามูไรจะเป็นการฟันเฉียงขึ้นและอาจจะฟันไม่ขาดด้วย เพราะออกแรงได้น้อยลงจากที่ใช้เพียงมือเดียว

มีบทความบางบทกล่าวว่า “ดาบเซเบอร์ยุโรปมีที่มาหรือได้รับอิทธิพลจากดาบซามูไร” ผมก็ลองนึก ๆ ดูซักพักนึงว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ดาบเซเบอร์จะได้รับอิทธิพลจากดาบซามูไร (โดยส่วนตัวแล้ว เรื่องนี้ ผมถือว่า สำคัญ เพราะผมชอบเซเบอร์ฝรั่งมากกว่าดาบซามูไร (เกี่ยวกันรึป่าว))

ผมก็ลองค้น ๆ ดู ทั้งหนังสือทั้งเว็บ ก็พบว่า เซเบอร์ยุโรปกับดาบซามูไร ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ดาบซามูไร ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพวกไอนุและรัสเซีย (ผมก็ไม่รู้ว่า ตอนนั้นดาบรัสเซียมันเป็นยังไงนะ เพราะรัสเซียได้รับอิทธิพลอารยธรรมจากทั้งตะวันออกและตะวันตก คุณจึงเห็นทหารรัสเซียสมัยแรก ๆ จะคล้าย ๆ แขกผสมฝรั่ง) สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยเฮอันศตวรรษที่ 8 โดยช่างตีดาบที่ชื่อ อามาคุนิ (Amakuni) ขณะที่ทหารไบแซนไทน์ทางยุโรปใช้ดาบโค้งกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ซึ่งดาบชนิดนี้รับมาจากดาบโค้ง shamshirของพวกเปอร์เซีย แต่ว่าตอนนั้นยุโรปทางตะวันตกยังใช้ดาบตรง 2 คมอยู่ สร้างคล้าย ๆ กับไม้กางเขน ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความชอบธรรมในการทำสงครามครูเสด อีกส่วนจะคล้าย ๆ ดาบญี่ปุ่นคือ ลักษณะที่เป็นดาบใบใหญ่และหนัก ทำให้สามารถสร้างความเสียหายได้มาก และด้วยความยาวของมันทำให้สามารถปะทะกับอัศวินบนหลังม้าได้ เช่น claymore ของสกอตแลนด์ที่ยาวถึง 1.4 เมตร ด้ามจับยาว 33 เซน ใบดาบยาว 1 เมตร กว้างประมาณ 5 เซน หนักประมาณ 5.5 ปอนด์ (ประมาณ 10 กิโล ผมไม่แน่ใจมาตราวัดปอนด์เป็นกิโลนะครับ) สมัยนั้นใครโดนแทงจัง ๆ แล้วรอดได้ มันไม่ใช่คน (สมัยนี้ส่งโรงบาลทัน คงอาจจะรอด)

จนมาถึงกลางศตวรรษที่ 17 ก็มีดาบเซเบอร์เกิดขึ้นในสวิส แต่ถึงกระนั้นดาบเซเบอร์ไม่มีต้นกำเนิดแน่ชัดนะครับว่า เกิดในสมัยไหน ใครเป็นคนคิด มีการสันนิษฐานว่า ต้นแบบมาจากดาบแขก shamshir ผมก็เห็นด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่เซเบอร์จะมาจากดาบแขกมากกว่าดาบซามูไร เพราะว่า ในช่วงสมัยสงครามครูเสด พวกคริสเตียนต้องรบกับแขกเป็นประจำอยู่แล้ว ได้พบเห็นและรู้ถึงประสิทธิภาพของดาบดามัสกัส ประกอบกับทหารไบแซนไทน์ก็ใช้ดาบโค้ง shamshir มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกยุโรปจึงอาจจะรับเอาดาบ shamshir ไปออกแบบผสมผสานกับโก่งกันมือแบบเรเปียร์หรือบรอดซอร์ด (เพราะดาบแขกมีการ์ดกั้นระหว่างใบดาบกับด้าม แต่ไม่มีโก่งกันมือ ขณะที่เซเบอร์มี) จึงออกมาเป็นเซเบอร์

เรื่องนี้คุณจะเชื่อหรือไม่ สุดแล้วแต่ จะลองเทียบลักษณะดาบดูก็ได้



ดาบเซเบอร์ของนายทหารฝรั่งเศสในสมัยนโปเลียน (Wikipedia)

คือว่าวันนี้เขาส่งมาให้ต่อแล้วครับ

สมรภูมิของโอดะ โนบุนากะจะมีทั้งหมด 22 ครั้ง คือ

1. สมรภูมิโอเคะฮาซามะ (桶狭間の戦い) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1560 ที่ช่องเขาเดนกาคุ-ฮาซามะ จังหวัดโอวาริ ถือเป็นสมรภูมิแห่งแรกที่ทำให้โอดะ โนบุนากะกลายเป็นหนึ่งในแม่ทัพสำคัญในยุคเซนโกคุ (ผมจำได้คร่าว ๆ ว่า มีโดเรมอนทีมตอนหนึ่งที่ทำเกี่ยวกับสมรภูมินี้)

โอดะ โนบุนากะ (กำลังพล 3000 ซามูไรที่มีชื่อเสียงฝ่ายนี้คือ โอดะ โนบุนากะ, ชิบาตะ คัทซึอิเอะ, ฮัตโตริ คาสึทาดะ, โมริ โยชิคาซึ, คิโนชิตะ โทคิจิโระ) VS อิมากาวะ โยชิโมโตะ (กำลังพล 25000 ซามูไรที่มีชื่อเสียงของฝ่ายนี้คือ อิมากาวะ โยชิโมโตะ, อาสะฮินะ ยาสึโทโมะ, มัทซึไดระ โมโตยาสึ, อี นาโอโมริ, ฮอนดะ ทาดาคัทซึ)

ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ค.ศ. 1560 อิมากาวะ โยชิโมโตะต้องการเดินทางเดินทัพไปเกียวโต (เพื่ออะไร ถ้าติดตามยุคเซนโกคุมาตลอด ก็คงไม่ต้องบอกแล้วแหละครับ มันก็ปัญหาเดิม ๆ ทั้งนั้นคือ ให้จักรพรรดิแต่งตั้งตนเองเป็นโชกุน) แต่เส้นทางสู่เกียวโตดันลากผ่านโอวาริที่เป็นถิ่นของโอดะ โนบุนากะเข้า การบุกเข้าไปโดยไม่มีที่ให้กลับมาตั้งหลักนั้นคงไม่มีอยู่ในหัวนักวางแผนสงครามทุกยุ
คสมัยแน่นอน ดังนั้นอิมาคาวะจึงจัดการตั้งปราการที่ชายแดนวาชิสึกับมารุเนะ ก่อนจะเข้าไปตั้งค่ายที่ช่องเขาที่เต็มไปด้วยป่าที่เรียกว่า เดนกาคุ-ฮาซามะ (Denagaku-hazama) การเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยสอดแนมของโนบุนากะทั้งสิ้น

การปะทะซึ่งหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าถึง 8 เท่าคงเป็นการฆ่าตัวตายแน่นอนและถ้าจะตั้งรับเฉย ๆ ที่วัดเซนโชจิที่มั่นของโอดะ ก็คงอยู่ได้ไม่นาน การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบคงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โอดะจึงใช้วิธีนี้

เมื่อตัดสินใจได้ โอดะก็ทิ้งทหารไว้ในที่มั่นในวัดเซนโชจิเล็กน้อย เพื่อดึงความสนใจของศัตรู แล้วนำกำลังพล 3000 คนลัดเลาะตามหุบเขามายังค่ายพักของอิมากาวะ กองทัพของอิมากาวะก็ไม่ได้ตื่นตัวต่อการลอบโจมตีแต่อย่างใด เพราะสภาพอากาศย่ำแย่ เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้ม เป็นโอกาสอันดีที่โอดะสามารถเคลื่อนที่เข้าใกล้ค่ายของอิมากาวะ โดยไม่ถูกตรวจจับได้

เมื่อพายุผ่านไป กองทัพของโอดะก็เข้ามาทางทิศเหนือของค่าย ทหารและซามูไรของอิมากาวะต่างแตกตื่นและหนีไปทุกทิศทาง ทำให้ที่พักของแม่ทัพไม่มีการป้องกันและกองทัพของโอดะก็เข้ามาประชิดแล้ว อิมากาวะได้ยินเสียงดังไปทั่ว ออกมาจากที่พัก และพยายามตะโกนปลุกทหารของเขาให้สร่างเมา ทันใดนั้นซามูไรคนหนึ่งเข้ามาทางด้านหลังและพยายามเอาหอกเสียบเขา แต่อิมากาวะสามารถปัดออกไปได้ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกหอกอีกอันเสียบตาย

เมื่อแม่ทัพและนายทหารเกือบทั้งหมดตาย ทหารทั้งหมดก็แตกทัพหนีไปรวมกับกองทัพอื่น นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของการรวมประเทศญี่ปุ่นของโอดะ โนบุนากะ นายทหาร 2 คนคือ มัทซึไดระ โมโตยาสึ (หรือโทคุกาวะ อิเอยาสึ) กับฮอนดะ ทาดาคัทซึ (หรือฮอนดะ เฮฮาจิโร่ ซึ่งปรากฏตัวในเกม Onimusha 3) ก็แปรพักตร์เข้ากับโอดะ


ต่อไปเป็นการอธิบายอาวุธครับ (ปกติเพื่อนผมเขาจะเข้าสู่ช่วงคำถามแต่ผมไม่เอามาถามหรอกครับ

คำศัพท์ของอังกฤษ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีการรวบคำ เช่น Spear, Pike, Lance, Javelin 4 คำนี้แปลเป็นคำไทยได้คำเดียวคือ หอก ทั้งที่ 4 คำนี้มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในทางความยาวและวิธีใช้

Spear = หอกทั่วไปมีความยาวพอเหมาะ มักไม่ยาวเลยหัวมากนัก อาจถือมือเดียวหรือ 2 มือก็ได้ (Spear ไม่ใช่คำความหมายกว้าง ๆ รวบคำศัพท์ที่เกี่ยวกับหอกหรืออาวุธยาวทั้งหมด ถ้าเป็นคำศัพท์นั้น เราจะเรียกว่า Pole-arm อาวุธยาวมีทั้งหมด 11 ชนิด แล้วผมรู้จักทุกชนิด แยกออกว่า มันต่างกันยังไงด้วย)

Pike = แหลน เป็นหอกยาวเลยหัวไปค่อนข้างมาก จัดเป็นอาวุธยาวที่ยาวมากที่สุด ใช้โดยทหารราบเท่านั้น!!

Lance = แหลนทหารม้า อาจจะรูปร่างคล้าย ๆ หอก หรือเป็นหอกกรวยอย่างที่อัศวินยุคกลางใช้กันก็ได้ แต่ Lance จะใช้กับทหารม้าเท่านั้น!!

Javelin = หลาว หรือคำที่เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ หอกซัด เป็นหอกสั้น ๆ อาจยาวแค่เท่าขนาดตัวหรือต่ำกว่านั้น มักใช้ขว้างใส่ข้าศึกมากกว่าจะถือไว้ในมือแล้วใช้ทิ่ม (แต่ก็ใช้ได้)
2. สมรภูมิแห่งอาซึคิซาคะ (Battle of Azukizaka) ในค.ศ. 1564 ที่อาซึคิซาคะ จังหวัดมิคาวะ

โทคุกาวะ อิเอยาสึ (กองทัพส่วนหนึ่งของโอดะ)

VS

กลุ่มกบฏอิคโค-อิคคิ (เป็นกลุ่มกบฏที่ประกอบด้วยพวกพระ, ชาวนา และซามูไรระดับต่ำของขุนนางโทคุกาวะ ซึ่งเชื่อในดินแดนบริสุทธิ์แท้จริง (Judo shinshu) ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่สอนผู้ศรัทธาว่า จะได้รับการคุ้มครองด้วยความเมตตาของพระอะมิตตา จึงดำเนินการต่อต้านกฎของซามูไรและการปกครอง)

ในค.ศ. 1564 โทคุกาวะต้องการทำลายกลุ่มกบฏอิคโค-อิคคิ เนื่องจากอำนาจของพระกำลังมีอิทธิพลเหนือประชาชนและพยายามยึดอำนาจการปกครองภายในจัง
หวัดนั้น แต่เมื่อการรบเริ่มต้นขึ้น ซามูไรส่วนหนึ่งแปรพักตร์ เพราะโทคุกาวะให้ข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่าการภักดีต่อกลุ่มกบฏ ทำให้โทคุกาวะเอาชนะกบฏอิคโค-อิคคิได้ง่าย

3. การปิดล้อมปราสาทโชโคจิ ในค.ศ. 1570 ที่ปราสาทโชโคจิ จังหวัดโอมิ

ชิบาตะ คัตซึอิเอะ (ฝ่ายตั้งรับในปราสาท) VS โรคคาคุ โยชิสุเกะ (ฝ่ายปิดล้อม)

ปราสาทโชโคจินั้นแต่เดินเป็นของตระกูลโรคคาคุ แต่ถูกโอดะ นาบุนากะยึดได้ ตระกูลโรคคาคุจึงต้องการยึดเอาคืนในค.ศ. 1570 ด้วยวิธีการมาตรฐานของการปิดล้อม Basic มาก ตั้งแนวปิดล้อมและตัดน้ำดื่ม (สมัยนี้ การปิดล้อมเมือง ๆ นึงยุ่งยากกว่านี้เยอะ) เมื่อถูกปิดล้อม ชิบาตะก็ใช้วิธีการต่อต้านการปิดล้อมอย่าง basic เช่นกัน คือ เอากำลังออกไปสู้ พยายามสลายการปิดล้อมให้ได้ และก็เป็นผลสำเร็จ

สมรภูมิสำคัญของโนบุนากะมีอยู่น้อยนิด ส่วนใหญ่ก็เป็นการรบเล็ก ๆ ที่ขยายอำนาจไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นตามอุดมการณ์คติใหม่ของเขา ซึ่งปรากฏบนตราประทับครั่ง (เมื่อก่อนยังไม่มีตราปั๊มเหมือนปัจจุบัน เขาก็ใช้ครั่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า เขาใช้ส่วนไหนของครั่ง อาจจะเป็นกิ่ง เผาไฟให้ยางสีแดงของมันออกมา หยดลงบนกระดาษที่มักเป็นจดหมายหรือสัญญาแล้วใช้ตราประทับลงบนครั่งตอนที่ยังไม่แห้ง (วิธีใช้คุณสามารถดูได้จาก Pirate of Caribbean ภาค 2 ตอนที่อลิซาเบ็ทกำลังหนีออกจากพอร์ท รอยัล) ว่า เทนคะ ฟุบุ (Tenka Fubu (天下布武)) แปลว่า กระจายทหารไปทั่วทุกดินแดนที่อยู่ใต้สวรรค์ (ซึ่งหมายความว่า ดินแดนใต้สวรรค์ทุกแห่งจะต้องเป็นของเขา ไม่ใช่แต่เพียงเกาะญี่ปุ่น หมายความถึงทั้งโลก)

4. การปิดล้อมที่คานากะซากิ (Siege of Kanagasaki) ค.ศ. 1570 ป้อมปราการคานากะซากิที่ซึรุกะ จังหวัดเอจิเซน

- กองกำลังคานากะซากิ (ฝ่ายตั้งรับ ไม่มีผู้นำการป้องกันแน่ชัด แต่ปราสาทแห่งนี้อยู่ในการควบคุมของตระกูลอาซะคุระ (朝倉氏) ซึ่งตระกูลนี้ไม่พอใจกับการขึ้นมามีอำนาจของโนบุนากะ (เป็นผลมาจากการช่วยเหลือให้โชกุนอาชิคากะ โยชิอากิขึ้นเป็นโชกุนแทนที่โชกุนอาชิคากะ โยชิฮิเดะที่ไม่ได้อยู่ที่เกียวโตในค.ศ. 1568 เพราะสถานการณ์ในนั้นเกิดการต่อสู้กันระหว่างตระกูลมัซซึนากะกับตระกูลมิโยชิ ทั้งที่มัซซึนากะ ฮิซาฮิเดะเป็นหัวหน้าซามูไรรับใช้ตระกูลมิโยชิ (ในวิกิพีเดียไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ฮิซาฮิเดะอยากขึ้นมามีอานาจ แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่า ตัวเองมีส่วนร่วมสำคัญในการยกฐานะของของโยชิฮิเดะเป็นโชกุนและคงอยากแยกตัวออกจากพวก
มิโยชิ แต่พวกมิโยชิคงไม่ยอม ก็เลยออกงิ้วกันซักตั้ง จริงไม่จริงก็หาข้อมูลพิสูจน์กันแล้วกัน ผมไม่ได้ลงลึกนัก เพราะไม่ค่อยสำคัญในส่วนนี้) สุดท้ายก็แพ้แต่ยังไม่ตาย เมื่อโนบุนากะเข้ามายังเกียวโตก็เตะพวกมิโยชิออกไปและตั้งโยชิอากิเป็นโชกุนแทน โชกุนโยชิอากิก็ให้โนบุนากะดำรงตำแหน่งคันเร (คล้าย ๆ ตำแหน่งอุปราช) ที่คันโต โนบุนากะไม่รับตำแหน่งนี้เพราะโนบุนากะเองก็ต้องการใช้โชกุนเป็นหุ่นเชิดให้ความชอบธ
รรมในการทำสงครามของเขา โชกุนเองก็ไม่อยากเป็นหุ่นให้ใคร ก็เลยแอบให้ความร่วมมือกับไดเมียวคนอื่น ๆ หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นกลุ่มตระกูลอาซาคุระ) และตระกูลอาซาคุระเองก็ไม่พอใจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลโอดะแต่ก่อนอยู่แล้วด้วย (แต่ไม่ได้เป็นพวกผู้ติดตามหรือคนรับใช้) VS - กองกำลังของโอดะ (ฝ่ายปิดล้อม นำโดยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ)
หลังจากที่สถาปนาโชกุนเป็นอันเรียบร้อยแล้ว โนบุนากะก็เริ่มดำเนินการรวมประเทศญี่ปุ่นให้อยู่ภายใต้อำนาจของเขา เขาเลือกเป้าหมายแรก ๆ เป็นพื้นที่ของกลุ่มตระกูลอาซาคุระ การปิดล้อมปราสาทคานากะซากิในทางยุทธศาสตร์ก็ไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่าเป็นการเปิดเส้
นทางที่จะใช้รุกรานเข้าพื้นที่ตอนในเท่านั้นเอง แต่มีผลทางการเมืองตรงที่พวกอาซาคุระเป็นพันธมิตรกับพวกตระกูลอะไซ ซึ่งในค.ศ. 1564 โนบุนากะได้ส่งโอดะ โออิจิ น้องสาวของตัวเองไปแต่งงานกับอะไซ นากามาสะ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีในการขอใช้เส้นทางเดินทัพเข้าสู่เกียวโต เมื่ออะไซ นากามาสะรู้ถึงเรื่องที่โนบุนากะรุกรานพื้นที่ของอาซาคุระ เขาก็ตัดสัมพันธไมตรีเป็นพันธมิตรกับโนบุนากะและร่วมมือกับพวกอาซาคุระ (ส่วนเรื่องของโออิจิไว้ติดตามกันต่อไปในครั้งหน้า)
กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนี้ผมคงต้องย่นเรื่องส่วนนี้ให้เร็วขึ้น อาจจะให้เหลือเพียงนากาชิโนะ (ซึ่งผมมีเป็นหนังสือเลย ถ้าผมทำทุกสมรภูมิมันจะนานมากและที่ผมเคยกล่าวไป สมรภูมิของโอดะหลายแห่งมีความสำคัญน้อย) กับโฮโนจิเท่านั้น เนื่องจากว่า ผมกำลังทำงานอ่านวิทยานิพนธ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (กำลังเล็ง ๆ หนังสือ history of food อาจจะได้เอามาลง ถ้าหากมีคนอยากอ่าน) และกำลังจะต้องนำเสนอรายงาน “กองทัพรัสเซียในสมัยสงครามนโปเลียน” ว่ามานานเข้าเรื่องเลยดีกว่า
หลังจากที่กองทัพของโอดะสามารถบุกเข้าแดนของอาซาคุระผ่านทางคานากะซากิได้แล้ว พวกอาซาคุระกับพวกอาไซก็ร่วมมือกันเตรียมทำการต่อสู้ครั้งสุดท้ายสำหรับพวกเขา แต่ก่อนที่จะเข้าสู่สมรภูมิที่ 5 ของโอดะ พันธมิตรอาไซ-อาซาคุระก็ได้ร่วมมือกับพวกกบฏอิคโค (Ikko) และกลุ่มที่ต่อต้านโนบุนากะอื่น ๆ เข้าต้านทานการบุกของโอดะ จนทำให้ตลอดระยะเวลา 3 ปีก่อนสมรภูมิที่ 5 กองทัพของโอดะสูญเสียไปมาก แต่ยังสามารถรุกเข้าไปได้จนถึงสถานที่ของสมรภูมิที่ 5 คือ

5. สมรภูมิแห่งอาเนกาวะ (姉川の戦い) ค.ศ. 1570 ณ อาเนกาวะ ใกล้ทะเลสาบบิวะ จังหวัดโอมิ
- กองทัพโอดะ โนบุนากะกับโตคุกาวะ (ฝ่ายรุก ผู้นำทัพมีทั้งหมด 3 คนคือ โอดะ โนบุนากะ, โตคุกาวะ อิเอยาสึ และอินาบะ อิเทตซึ ซึ่งเคยเป็นนายทหารของตระกูลไซโต ต่อมาก็ได้เข้าร่วมกับโอดะในหลายสมรภูมิ ก่อนที่จะร่วมกับฮิเดโยชิในการรบที่โฮโนจิ) VS - กองกำลังผสมอาไซ-อาซาคุระ (ฝ่ายรับ นำโดยอาไซ นากามาซะและอาซาคุระ โยชิคาเกะ)

ลักษณะของการรบที่อาเนกาวะจะเป็นการปิดล้อมปราสาทโอดานิและปราสาทโยโคยามะ หลังจากการปิดล้อมมาเป็นเวลาระยะหนึ่ง กองทัพผสมอาไซ-อาซาคุระก็รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อมชั้นแรกของโอดะและโตคุกาวะออกมาถึงแม่น้ำตื้น ๆ ได้ (ผมก็ไม่มีแผนที่ ก็เลยไม่รู้ว่า แม่น้ำที่ว่ามันอยู่ด้านไหนของปราสาทและอยู่ไกลแค่ไหน) ทั้งสองฝ่ายก็ได้เข้าปะทะกันระยะประชิด โนบุนากะเข้าปะทะกับกองทัพของอาไซ ขณะที่โตคุกาวะเข้าต่อสู้กับอาซาคุระ

หลังจากที่โตคุกาวะทำลายกองทัพของอาซาคุระแตกแล้ว ก็เข้าโจมตีกองทัพของอาไซทางปีกขวา อินาบะ อิเทตซึ ซึ่งเป็นผู้บัญชากองกำลังเสริมของโอดะ ก็ได้รุกเข้าทางปีกซ้ายของกองทัพอาไซ ส่วนกองกำลังในของปราสาทโยโคยามะหลายคนได้ยอมแพ้ต่อการปิดล้อม กองกำลังผสมอาไซ-อาซาคุระก็พ่ายแพ้หลังจากนั้นไม่นาน

ในการรบนี้ โอดะได้ใช้กองพลปืน 500 คนในการรบตามยุทธวิธียิงสลับแถวของเขา (ยุทธวิธี ผมจะรวบยอดอธิบายใน “พัฒนาการของกองทัพญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยการปฏิรูปเมจิจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2”)

ในสารานุกรมญี่ปุ่นระบุไว้ว่า ก่อนหน้าการรบครั้งนี้ โนบุนากะได้รับการเตือนถึงการที่เขาจะต้องรับการรบที่หนักหน่วงจากกองทัพอาไซ-อาซาคุระ โดยโออิจิ น้องสาวของเขา ซึ่งส่งถั่วในกระสอบที่ผูกเงื่อนตายไว้ทั้งหัวและท้ายกระสอบ เป็นการแสดงว่า เขาจะต้องทำศึกสองด้านจากพวกอาไซและอาซาคุระ

ก่อนการบุกเข้าปราสาทโอดาจิในการรบระลอกสุดท้ายของการรบที่อาเนกาวะ โนบุนากะได้ส่งฮิเดโยชิไปรับโออิจิ นากามาซะตกลงที่จะส่งตัวโออิจิกับลูกสาวทั้งสามคนให้ แต่ลูกชายของเธอ มันจูมารุ (ชื่อเหมือนขนมเลยแฮะ) กับนากามาซะได้ฆ่าตัวตาย โดยเดินเข้ากองไฟที่ไหม้ปราสาท หลังจากที่ได้พูดอธิบายความรักของเขาต่อโออิจิครั้งสุดท้าย หลังจากนี้ไป โออิจิก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวโอดะจนกระทั่งโอดะถูกลอบสังหาร (แต่เรื่องราวของเธอยังไม่จบ ไว้ไปต่อตอนที่ฮิเดโยชิขึ้นมามีอำนาจ)

แผนที่จังหวัดโบราณของญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/Image:Ancient...ovinces_map.jpg
ตามที่ผมกล่าวไปในครั้งก่อนว่า ผมจะย่นเรื่องสมรภูมิให้น้อยลง เพื่อไม่ให้มันนานเกินไป (มันนานมากแล้วที่ผมลงแค่โนบุนากะและมีข้างหลังอีกเพียบ) และสำหรับเรื่องซาซากิ โคจิโร มันย้อนไกลเกินไปน่ะครับ ผมคงจะเอาไว้ต่อที่หลังแล้วกัน วันนี้ผมก็จะขึ้นสมรภูมิที่สำคัญแห่งแรกที่ผมเคยบอกไว้คือ

นากาชิโนะ ค.ศ. 1575
แต่ก่อนจะเข้าถึงรายละเอียดของสมรภูมิ ผมคงจะต้องเท้าความถึงตระกูลทาเคดะคร่าว ๆ ก่อน เพื่อปูพื้นไปสู่ความเข้าใจอื่น ๆ
ตระกูลทาเคดะเป็นตระกูลที่สืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยเฮอัน ที่มั่นหลักของตระกูลนี้คือ จังหวัดไค (Kai) ตระกูลทาเคดะได้เข้าร่วมสงครามเกนเปทางฝ่ายมินาโมโตะ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 ตระกูลทาเคดะมีตระกูลซามูไรย่อย ๆ เป็นพันธมิตรมากมาย แม่ทัพของตระกูลทาเคดะที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นคือ ทาเคดะ ชินเกน ซึ่งชื่อของเขาก่อนหน้านี้ 2 ชื่อคือ คัซซึจิโยะ และ ฮารุโนบุ เขาได้รับสมญาว่า “เสือร้ายแห่งไค” เพราะความสามารถในการรบที่น่ากลัวด้วยการใช้ซามูไรบนหลังม้า คิบะกันดัน (騎馬軍団) (ซึ่งเป็นยุทธวิธีแบบใหม่ที่ทันสมัยเกือบจะเทียบเท่ากับทหารม้าของตะวันตก (แต่ตอนนี้ทหารม้าตะวันตกใช้ดาบกับปืนพก บางหน่วยใช้หอกร่วมด้วย) ชินเกนได้เปลี่ยนซามูไรจากพลธนูบนหลังม้าเป็นพลแหลนบนหลังม้า ซามูไรแต่เดิมคือ พลธนูบนหลังม้า รบคล้าย ๆ กับพวกมองโกล คือ ยิงแล้วหนีไปเรื่อย ๆ จะเข้าปะทะตรงเมื่อจำเป็น ยุทธวิธีนี้ได้เสื่อมลงเรื่อย ๆ จากการฝึกฝนที่ยุ่งยากและเสียเวลานาน ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียในยุคที่สงครามเกิดขึ้นตลอดได้ทัน และยังทำให้ซามูไรบนหลังม้ามีบทบาทส่วนใหญ่เป็นเหมือนหน่วยก่อกวนมากกว่าจะเข้าปะทะต
รง รวมทั้งอาวุธปืนที่เข้ามาใหม่มีประสิทธิภาพมากกว่าธนูมาก ชินเกน ซึ่งก็ได้รู้ถึงประสิทธิภาพของปืนไฟตะวันตกและการเข้าปะทะตรงของซามูไรบนหลังม้าด้วย
ดาบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าแนวพลแหลนที่ใช้คุ้มกันพลปืนได้ จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบวิธีการรบใหม่ให้ซามูไรบนหลังม้าเป็นกองจู่โจมที่จะเข้าปะทะตรง
กับกองทหารราบอย่างหนักหน่วงและรุนแรงด้วยแหลน โดยเฉพาะกองทหารราบที่ใช้อาวุธระยะไกล) คู่แค้นสำคัญของเขาคือ อุเอสึกิ เคนชิน ซึ่งมีสมญาว่า “มังกรแห่งเอจิโกะ”

ชินเกนมีคติประจำ ซึ่งนำเอามาจากตำราพิชัยสงครามของซุนวูและได้เขียนติดบนธงที่ใช้ในการรบที่คาวานะคาจิมา ว่า “เคลื่อนที่ดุจสายลม เงียบสงบดั่งป่า โจมตีอย่างไฟ และแข็งแกร่งเหมือนภูเขา”

ชินเกนเป็นลูกคนโตของทาเคดะ โนบุโทระและมักจะต้องช่วยเหลือพ่อของเขาในงานสำคัญ ๆ ของญาติผู้ใหญ่ในตระกูลหลายงาน เมื่อถึงช่วงเวลาที่เขาเปลี่ยนชื่อครั้งแรก เขาก็ก่อกบฎต่อต้านพ่อของเขา โดยมีสาเหตุจากการสันนิษฐานว่า พ่อของเขากำลังจะยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้แก่โนบุชิเกะ ลูกชายคนที่สองของเขา ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม พ่อของเขาก็ถูกยึดอำนาจ (แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เขาถูกบังคับให้ทำเซปปุคุหรือไม่) อิมากาวะ โยชิโมโตะก็มีส่วนในการสนับสนุนการก่อกบฎ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้นระหว่างตระกูลอิมากาวะและตระกูลทาเคดะ

เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเซนโกคุ ทาเคดะ ชินเกนก็เป็นหนึ่งในไดเมียวที่ต้องการเข้าครอบครองญี่ปุ่นเช่นเดียวกับโนบุนากะและต้องการช่วยเหลือโยชิโมโตะในการเข้าครอบงำอำนาจของโชกุนในค.ศ. 1560 แต่มีเหตุผลอยู่ 3 ประการที่เป็นอุปสรรคคือ

1. พื้นที่ครอบครองของตระกูลทาเคดะถูกภูเขาตัดขาดออกจากส่วนพื้นที่ส่วนกลางของญี่ปุ่น ทำให้การเดินทางไปยังเกียวโตกระทำได้ลำบาก
2. การเดินทางไปยังเกียวโตจากพื้นที่ของทาเคดะอย่างเร็วที่สุด ต้องใช้เส้นทางโทไคโดที่ลากเลียบชายฝั่งญี่ปุ่นทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะถูกพบเห็นและสกัดกั้นโดยกองทัพของโนบุนากะ
3. กองทัพของทาเคดะยังอยู่ทำสงครามกับศัตรูบริเวณชายแดนทางเหนือและทางตะวันออก คือ พวกโฮโจและพวกอุเอสึกิ ซึ่งชินเกนได้ทำสงครามกับเคนชินมาถึง 5 ครั้งที่คาวานะคาจิมา แต่มีการปะทะกันย่อย ๆ มากกว่า 5 ครั้งนี้ ครั้งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ครั้งที่ 4 ซึ่งอุเอสึกิ เคนชินสามารถเปิดเส้นทางทะลุกองทัพของทาเคดะจนสามารถเข้าปะทะกับชินเกนโดยตรงได้ แต่ชินเกนก็ใช้พัดเหล็กของเขาป้องกันการโจมตีของเคนชินได้ ถึงกระนั้นชินเกนก็เสียกำลังไปมากและเสียนายทหารสำคัญไปถึง 2 คน คือ ยามะโมโต้ คันสึเกะและทาเคดะ โนบุชิเกะ และสุดท้ายเขาก็ต้องถอนกำลังกลับในค.ศ. 1564

หลังจากการทำสงครามที่คาวานะคาจิมา กองทัพทาเคดะก็ต้องฟื้นตัวระยะเวลาหนึ่ง และเขาก็กลับไปพิชิตชินาโนะได้สำเร็จ (แต่ยังไม่ได้เอาชนะอุเอสึกิ เคนชิน)

เมื่ออิมากาวะ โยชิโมโตะถูกโนบุนากะฆ่าตาย ชินเกนก็เข้าโจมตีพื้นที่ของอดีตพันธมิตรที่กำลังอ่อนแอ ซึ่งนำโดยอิมากาวะ อุจิซาเนะที่ไม่มีความสามารถเท่าใดนัก แต่ขณะเดียวกันโทคุกาวะก็เข้ามาโจมตีพื้นที่ของอิมากาวะเช่นกัน ทำให้ชินเกนกับโทคุกาวะร่วมมือกันเข้ายึดครองดินแดนของอิมากาวะ แต่การร่วมมือนี้ก็ทำได้ไม่นาน เมื่อทั้งคู่ลบอิมากาวะออกจากแผนที่ได้แล้ว ชินเกนก็เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นโทคุกาวะ

ในช่วงฤดูหนาว ค.ศ. 1572 ทาเคดะ ชินเกนได้ขยายดินแดนมุ่งไปยังชายฝั่งญี่ปุ่นด้านมหาสมุทรแปซิฟิก เขาได้เข้าปิดล้อมปราสาทฮามามัซซึของโทคุกาวะ โทคุกาวะก็พยายามทำลายการปิดล้อมนี้ โดยการยกกองทัพออกจากปราสาทเข้าต่อสู้กับทาเคดะ ชินเกนที่ที่ราบมิคาตะ (Mikata-ga-hara) แม้ว่าจะได้รับกองทัพสนับสนุนจากโนบุนากะที่ยกมาช่วยก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกองทัพซามูไรบนหลังม้าของชินเกนได้ จนกองทัพของโทคุกาวะและโนบุนากะต้องถอยไปยังค่ายของโนบุนากะ แล้วใช้ยุทธวิธีเปิดป้อมลวง (คือ ทหารที่ถอยเข้าไปในป้อมจะไม่ปิดประตูและให้พลกลองตีกลองสัญญาณออกศึกลวงข้าศึกว่า จะยกกำลังเข้าโจมตี ทำให้ข้าศึกไม่กล้าติดตามบุกเข้าป้อม ขณะเดียวกันก็ถอนกำลังออกจากสมรภูมิไป) และอากาศของฤดูหนาวก็ขัดขวางกองกำลังของชินเกนไม่ให้ยกติดตามกองกำลังของโนบุนากะไป

วาระสุดท้ายของทาเคดะ ชินเกนเกิดขึ้นเมื่อเขายกกำลังไปปิดล้อมปราสาทโนดะของโทคุกาวะบนแม่น้ำโทโยกาวะ กองกำลังรักษาป้อมกำลังจะพ่ายแพ้ แต่พวกเขาไม่อยากให้สาเกจำนวนมากมายที่อยู่ในปราสาทตกอยู่ในมือข้าศึก พวกเขาจึงเอาออกมาดื่มสังสรรค์กัน เสียงคึกครื้นได้ยินถึงกองกำลังของชินเกน ชินเกนเองก็ได้ยินเสียงขลุ่ยจากแนวเชิงเทิน จึงออกไปฟังให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น ขณะเดียวกันพลซุ่มยิงบนกำแพงของปราสาทโนดะก็เห็นชินเกน พลซุ่มยิงจึงยิงปืนใส่ชินเกน กระสุนพุ่งทะลุศีรษะของเขา หลังจากนั้นไม่กี่วันชินเกนก็ตายลง (กระสุนของปืนสมัยก่อนไม่ทำให้ตายในทันที แต่อาจจะด้วยการแพทย์สมัยนั้นยังไม่ดีพอและอากาศที่หนาวเย็น ทำให้บาดแผลเกิดการติดเชื้อ) นายทหารทั้งหลายต่างก็เก็บเรื่องการตายไว้เป็นความลับ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจทหาร

ภาระหน้าที่ของชินเกนก็ได้ส่งทอดไปยังลูกชายของเขา ทาเคดะ คัซซึโยริ ซึ่งจะเป็นผู้นำในการบุกปราสาทนากาชิโนะในค.ศ. 1575

หลังจากที่ทาเคดะ ชินเกนตายลง ภาระหน้าที่หรือตำแหน่งผู้นำตระกูลก็ได้สืบทอดต่อไปยังลูกชายของเขาคือ ทาเคดะ คัซซึโยริ

แต่คัซซึโยริไม่ใช่ลูกชายคนโตของชินเกน แล้วทำไมเขาถึงได้รับตำแหน่งนี้? วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องของเขากัน รวมถึงซานาดะ ยูคิมูระ

ทาเคดะ คัซซึโยริ (“อาจจะ” เพราะทั้งใน wikipedia และในหนังสือที่ผมมีไม่ได้บอกไว้ว่า เขาเป็นลูกคนที่เท่าไหร) เป็นลูกชายคนที่ 2 ของทาเคดะ ชินเกน เกิดในปีค.ศ. 1546 ในช่วงที่ชินเกนขยายอำนาจเข้าไปในชินาโนะ เมื่อชินเกนเอาชนะซุวะ โยริชิเกะ ไดเมียวท้องถิ่นคนหนึ่งในชินาโนะ ในค.ศ. 1544 เขาก็บังคับให้โยริชิเกะฆ่าตัวตายตามเงื่อนไขสงบศึกปลอม ๆ และทำให้โยริชิเกะเสียเกียรติอย่างมาก โยริชิเกะมีลูกสาวอายุ 14 อยู่คนหนึ่งที่สวยมาก ซึ่งแม่ของเธอคือ น้องสาวของชินเกน นอกจากที่เธอต้องทนทุกข์กับความพ่ายแพ้และการตายของครองครัวของเธอแล้ว ชินเกนก็หลงใหลเธอและเอาเธอ ซึ่งเป็นหลานสาวของเขา เป็นภรรยาคนหนึ่งในหลายคน (นี่เป็นสาเหตุที่ผมกล่าวว่า “อาจจะ” ในตอนแรก เพราะเธอเป็นแม่ของคัซซึโยริ)

ชินเกนลุ่มหลงตัวลูกสาวของโยริชิเกะมาก จนทำให้บริวารคนรับใช้ของเขาที่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ผีสางต่าง ๆ หวาดกลัวและเชื่อว่า เธอเป็นร่างแปลงกายของปีศาจจิ้งจอกขาวแห่งศาลเจ้าซุวะที่จะร่างมนต์เสน่ห์ชินเกนเพื่
อล้างแค้น ซึ่งเรื่องความเชื่อในจิ้งจอกที่สามารถแปลงกายเป็นสาวสวยและทำให้ผู้ชายตกหลุมรักเธอ
เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่กล่าวถึงกันมากจวบจนปัจจุบันนี้ เธอก็ได้ให้กำเนิดคัซซึโยริในค.ศ. 1546 และตายเมื่อคัซซึโยริอายุได้ 9 ขวบ ดังนั้นเรื่องเล่าถึงการล่มสลายของครอบครัวของแม่ ช่วงเวลาการให้กำเนิดที่ไม่มีความสุข และข่าวลือเกี่ยวกับแม่ที่มีเวทมนตร์ ก็ได้ผ่านเข้าในความทรงจำของคัซซึโยริ

เนื่องจากชินเกนให้ความรักต่อแม่ของคัซซึโยริมาก ทำให้คัซซึโยริเป็นลูกชายคนโปรดของเขา และใช้คำว่า “โยริ” ซึ่งเป็นคำลงท้ายของตระกูลซุวะ ในท้ายชื่อของเขาแทนที่จะใช้คำว่า “โนบุ” เหมือนกับลูกคนอื่น ๆ รวมทั้งให้เขาอยู่เคียงข้างมากกว่าคนอื่น ๆ และเขาได้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลหลังจากการตายของพี่ชายต่างแม่ ทาเคดะ โยชิโนบุ ที่คาวานะคาจิมา

แม้จะมีประวัติความเป็นมาที่เป็นที่หวาดหวั่นต่อผู้ติดตามที่เชื่อเรื่องลึกลับ อย่างไรก็ตาม คัซซึโยริก็เป็นหัวหน้าซามูไรที่มีความสามารถพอตัวเลยทีเดียว เขาได้ศึกษาวิธีการทำสงครามเคลื่อนที่ของชินเกน (ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ การทำสงครามแบบเคลื่อนที่ เป็นรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่เทียบเท่ากับปัจจุบัน หลักง่าย ๆ ของมันคือ ฝ่ายเราจะรุกเข้าหาข้าศึกโจมตีจนข้าศึกแตกพ่ายไป หลังจากนั้นก็พยายามรุก ๆ ๆ ๆ ๆ เข้าไปในแดนข้าศึกเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดหย่อนจนกว่าข้าศึกจะพ่ายแพ้หรือยอมศิโรราบต่อเรา ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จคือ การส่งกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่องและการหยุดพักเป็นช่วงระยะเวลาสั้น เพื่อให้มีกำลังรบที่พร้อมและไม่ให้ข้าศึกสามารถรวบรวมกำลังต้านทานได้ สิ่งต้องห้ามสำหรับการทำสงครามเคลื่อนที่คือ การตั้งแนวรบประจัญหน้าเป็นเวลานาน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้กำลังขวัญอ่อน เสียกำลังโดยไม่ได้ผลอะไรขึ้นมา และทหารจะเกิดความเบื่อหน่าย ถ้าเปรียบให้เห็นชัด จะเป็นรูปแบบของการทำสงครามสายฟ้าแลบของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 อุเอสึกิ เคนชิน คู่แค้นของชินเกน ก็ศึกษาวิธีการรบของชินเกน เขาจึงปรับกลยุทธเป็นการจัดแนวปะทะสลับกอง คือ เมื่อกองแนวหน้ารบจนเหนื่อยอ่อน ก็ส่งกองหลังเข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็วและถอนกองหน้าทั้งหมดมาพัก วิธีการนี้ทำให้ทหารแนวหน้าได้พักฟื้นกำลังและอาการบาดเจ็บ ส่วนทหารแนวหลังก็มีประสบการณ์การรบ ทำให้การรบในครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนเคนชินเองก็เกือบจะเอาชนะชินเกนได้ สงครามในคาวานะคาจิมาจึงไม่สามารถรบจนแตกหักได้) และรู้ถึงวิธีการใช้งานซามูไรคิบะกันดัน กองกำลังสันหลังหลักของชินเกน อย่างดี

ในสมรภูมิคาวานะคาจิมา คัซซึโยริได้แสดงความสามารถในการรบภายใต้การบัญชาการของชินเกนและในสมรภูมิที่ราบมิค
าตะ เขาสามารถยึดป้อมปราการของโทคุกาวะที่ทาคะเทนจิได้ขณะที่ชินเกนไม่สามารถทำได้ แต่ก็ทำให้หัวหน้าซามูไรอาวุโสหลายคนของชินเกนติดอยู่ในวงล้อมศัตรู นายทหารอาวุโสหลายคนเคารพคัซซึโยริในฐานะนักรบ แต่ก็มีส่วนน้อยที่ไม่เป็นเช่นนั้น นายทหารอาวุโสดังกล่าว ซึ่งเป็นนายทหารของชินเกนที่มีความสามารถและประสบการณ์มากมายทั้งทางทหารและทางการเมือง อยากจะร่วมแบ่งปันความสามารถของพวกเขาให้แก่คัซซึโยริ แต่คัซซึโยริไม่สนใจที่จะรับฟังคำแนะนำเหล่านั้น นายทหารต่างต้องการให้คัซซึโยริใช้ฟื้นฟูกำลังทหารและความมั่นคงหลังจากการตายของชิน
เกนเสียก่อน แต่คำแนะนำเหล่านั้นถูกเพิกเฉย ผลก็คือ คัซซึโยริต้องการที่จะยึดครองจังหวัดมิคาวะตามความมุ่งหมายเดิมของชินเกน แต่นายทหารเหล่านั้นก็ยังคงติดตามคัซซึโยริไปสู่สมรภูมินากาชิโนะ

[ต่อไปนี้จะเป็นความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ของผมว่า ทำไมคัซซึโยริถึงเพิกเฉยต่อคำแนะนำของนายทหารอาวุโสที่เป็นถึงนายพล 24 คนของชินเกน ซึ่งทั้งในเว็บและหนังสือไม่ได้กล่าวถึง และมันเป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น]
หากจะอธิบายว่า เหตุใดคัซซึโยริถึงไม่สนใจต่อคำแนะนำของนายทหาร นั้น คงจะสรุปเป็นข้อสันนิษฐานคร่าว ๆ ได้ว่า

1. คัซซึโยริมีชาติกำเนิดที่ไม่ค่อยดีนักตามที่ผมได้กล่าวไป แม่ก็ถูกสงสัยว่าเป็นปีศาจที่ต้องการจะล้างแค้นให้แก่ครอบครัวของตน ดังนั้นผู้คนที่ติดตามชินเกนจึงอาจจะไม่ยอมรับในตัวคัซซึโยรินัก (ความคิดของคนสำคัญมากพอสมควรนะครับในการอธิบายว่า ทำไมเขาทำแบบนั้น ไม่ทำอีกอย่าง แค่คุณคิดว่า คนตรงหน้าคุณเป็นคนดีหรือคนเลว การปฏิบัติต่อกันก็ต่างกันแล้ว) จากการตายของชินเกน ก็อาจจะเรียกได้ว่า มีนายทหารหลัก ๆ เพียง 24 คนที่ยอมรับในตัวคัซซึโยริ คัซซึโยริจึงอาจจะต้องการให้ทุกคนยอมรับและนักถือเขาเฉกเช่นเดียวกับพ่อของเขา

2.คัซซึโยริได้เรียนรู้การทำสงครามตามแบบแผนของทาเคดะ เกือบจะเรียกได้ว่า เขาจะเป็นชินเกนคนที่ 2 รวมทั้งเขายังได้ชัยชนะในการยึดปราสาททาคะเทนจิของโทคุกาวะ ซึ่งพ่อของเขาไม่สามารถกระทำได้สำเร็จ อาจจะทำให้เขาทะนงตนเองว่า มีความเก่งกาจมากกว่าพ่อของเขา เขาจึงไม่สนใจกับคำแนะนำของนายทหาร 24 คน ซึ่งเป็นนายทหารของพ่อที่เก่งกาจน้อยกว่าเขาแล้ว

เอาล่ะมีคนถามหาตัวซานาดะ ยูคิมูระเหลือเกิน ผมก็จะเล่าคร่าวไว้ก่อน ไว้ถึงช่วงที่เขามีความสำคัญขึ้นมา ผมค่อยมาต่อ (รอจนถึงสมัยโทคุกาวะแหละ ตอนนี้ผมจะเอาในกรอบของนากาชิโนะก่อน)

ซานาดะ ยูคิมูระหรือชื่อเต็ม ๆ ว่า ซานาดะ ซาเอม่อนโนะซุเกะ ยูคิมูระ (真田 左衛門佐 幸村) เกิดในค.ศ. 1567 เป็นลูกชายคนที่ 2 ของซานาดะ มาซายูคิ หรือชื่อก่อนจะเกิดการรบที่นากาชิโนะว่า มุโต คิเฮ ซึ่งเปลี่ยนเพื่อให้สามารถโยงสายสัมพันธ์กับตระกูลทาเคดะได้ ก่อนหน้านี้ยูคิมูระมีชื่อว่า โนบุชิเกะ ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของทาเคดะ โนบุชิเกะ น้องชายของทาเคดะ ชินเกนที่เป็นนักรบที่กล้าหาญและน่านับถือ พี่ชายของเขาคือ ซานาดะ โนบุยูคิ

พ่อของยูคิมูระได้รับใช้ชินเกนมาตั้งแต่เขายังหนุ่ม ๆ เพราะชินเกนได้เห็นถึงพรสวรรค์ในการวางแผนการรบ และรับเขาเป็นที่ปรึกษาคนสนิท หลังจากที่ชินเกนตาย เขาก็รับใช้คัซซึโยริต่อ

ส่วนตัวยูคิมูระนั้น ก็เป็นหนึ่งในผู้ติดตามของทาเคดะ ชินเกนด้วย แต่ตอนนั้นเขาอายุแค่ 8 ขวบ หากถามว่า เด็กอายุ 8 ขวบจะมารับใช้อะไรในสงคราม ก็คงจะได้แต่ยกน้ำชาล่ะมั้ง และกว่าจะถึงตอนที่เขาสามารถออกรบได้ ก็นู่น สงครามเซคิกาฮาระ (ไว้ถึงตรงนั้นแล้วจะเล่าละเอียด ๆ แล้วกันครับ)


ที่มา:
-Wikipedia
-หนังสือ Samurai 1550-1601 กับ Nagashino 1575 ของ osprey publishing
-หนังสือ Weapon: An encyclopedia from 5ooo b.c. to 2000 a.d.

บรรณานุกรม (ผมใช้แบบนี้เลยดีกว่า เพื่อไม่ให้ผมลืมวิธีการเขียน)
-Anthony J Bryant. Samurai 1550-1600. 11 vols. Oxford: Osprey publishing, 2004
แอนโธนี เจ ไบรอันท์ เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคกลาง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐฟลอริดาในค.ศ. 1983 ในสาขาญี่ปุ่นศึกษา เคยใช้ชีวิตในโตเกียวและเป็นสมาชิกสมาคมการอนุรักษ์และวิจัยอาวุธและชุดเกราะแห่งญี่
ปุ่น เขาได้เขียนหนังสือมากมายที่เกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่นและหนังสือเกี่ยวกับซามูไ
ร 2 เล่มในซีรี่ Elite

-Stephen Turnbull. Nagashino 1575: Slaughter at the barricades. 3 vols. Oxford: Osprey publishing, 2004
สตีเฟน เทิร์นบูลล์ เป็นนักเขียนชั้นนำระดับโลกที่เขียนหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับญี่ปุ่นยุคกลางและซาม
ูไร เขาได้ท่องเที่ยวหลายแห่งในตะวันออกไกล โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลี

-Wikipedia. "Nagashino" Battle of Nagashino (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Nagashino . (Access Date: 24 November 2006)
-_______. "Nagashino" Takeda Katsuyori (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Takeda_Katsuyori . (Access Date: 24 November 2006)
-_______. "Nagashino" Takeda Shingen (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Takeda_Shingen . (Access Date: 24 November 2006)
-_______. "Sanada" Sanada Yukimura (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Sanada_Yukimura . (Access Date: 25 November 2006)
-_______. "Sanada" Sanada Masayuki (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Sanada_Masayuki . (Access Date: 26 November 2006)
Go to the top of the page
 
+Quote Post
แวบมา
post 23 April 2007, 10:27 AM
Post #2


สารวัตรคาวบอย


Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 4,593
Joined: 10 January 2007
Member No.: 113



ข้อมูลแน่นมาก
อ่านเข้าใจง่าย
ให้ความรู้จริงๆ เลยครับ

:) :) :) :)































แต่ผมอ่านม่ายทันอะ
ขออนุญาตเซฟไปปริ้นต์มาก่อนก็แล้วกันนะครับ :P


--------------------
อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤๅ

มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ ฤๅแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม

ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม

ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี
Go to the top of the page
 
+Quote Post
prinya
post 23 April 2007, 11:08 AM
Post #3


บุ่นเป้งนิ้วพิฆาต


Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 4,015
Joined: 26 March 2007
Member No.: 612



อูย กระทู้นี้สุดยอดเลยครับคุณบัญชา ความรู้เพียบมีเรื่องอาวุธต่างๆของประเทศญี่ปุ่นด้วย

ถ้าใครตามไปดูต้นฉบับในเวบ kunchann จะมีรูปสวยๆแบบศิลปญี่ปุ่นให้ชมด้วย

เยี่ยมมากครับ แต่คงต้องใช้เวลาอ่านหลายๆวันจึงจะย่อยหมด ขอบคุณครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 23 April 2007, 11:19 AM
Post #4





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



ครับ คนเขียนเก่ง

อยากได้รายละเอียดในสมรภูมิกับแผนที่
ยังไม่เวลาอ่านเลย

ที่นี่ข้อมูลเยอะดีครับ
http://www.samurai-archives.com/

แผนที่สงคราม Gempai ระหว่าง ไทระ กับ มินาโมโต๊ะ
http://www.samurai-archives.com/map4.html
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Gearmour
post 23 April 2007, 06:24 PM
Post #5


"หน่วยทะลวงฟัน"


Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 1,927
Joined: 9 January 2007
From: บนกองทุกข์ บนกองไฟสามกอง
Member No.: 41



ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour


--------------------
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Werewolf
post 24 April 2007, 12:08 AM
Post #6





Group: กรรมการชุมชน
Posts: 7,943
Joined: 8 January 2007
From: Home
Member No.: 3



QUOTE (Gearmour @ 23 April 2007, 06:24 PM) *
ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour




ด้วยคนครับ :)


--------------------
Live to ride...Ride to live...
Go to the top of the page
 
+Quote Post
เมืองสิงห์
post 24 April 2007, 03:11 AM
Post #7





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 8
Joined: 13 April 2007
Member No.: 716



ขอบคุณมากครับผม

เด็ดขาดจริงๆ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Louis
post 24 April 2007, 11:01 AM
Post #8


ถึงจะจน แต่ก็ขี้เหร่นะคร้าบบบบบ....^O^


Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 541
Joined: 31 January 2007
From: สิงห์บุรี ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง
Member No.: 335



สุดยอดมากๆ ครับ rolleyes.gif


--------------------
If you want to be happy, be

BY

Leo Nikolaevich Tolstoy
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Oat
post 24 April 2007, 11:29 AM
Post #9


คัมภีร์เหล็ก


Group: สมาชิกในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
Posts: 1,553
Joined: 13 January 2007
Member No.: 165



ขอบคุณครับ มีภาพปลากรอบไหมครับ


--------------------
เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 24 April 2007, 03:48 PM
Post #10





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



ปลายังไม่ได้ตกเลยครับ
พอแดดแรงตากปลาตีแต่ไปยืนตกม่ายไหว

เสาร์นี้มีสอบด้านการเงินของที่ทำงานด้วย

เดี๋ยวสอบเสร็จค่อยว่ากัน

คนไหนชอบสมรภูมิไหน เอามาคุยกันได้
Go to the top of the page
 
+Quote Post
แงซาย
post 1 May 2007, 01:41 AM
Post #11


(ใฝ่ธรรม)


Group: ฝ่ายโครงการ
Posts: 2,675
Joined: 30 March 2007
From: กรุงเทพฯ
Member No.: 632



โอโห! พี่ bancha ครับ !!!
แจ่มมากเลยครับพี่

ผมขอเซฟ เพื่ออ่านให้แตกก่อนนะครับ
ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ขอรบกวนนะครับ

ขอบคุณมากครับ


--------------------
มโนปพฺพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏฐา มโนมยา.
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 2 May 2007, 01:29 PM
Post #12





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



จำได้ว่ามีตำราภาษาอังกฤษ

ปลวกกินไปแล้วกระมัง :)
Go to the top of the page
 
+Quote Post
samun007
post 4 May 2007, 03:37 PM
Post #13





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 381
Joined: 22 March 2007
Member No.: 595



QUOTE (bancha @ 24 April 2007, 03:48 PM) *
ปลายังไม่ได้ตกเลยครับ
พอแดดแรงตากปลาตีแต่ไปยืนตกม่ายไหว

เสาร์นี้มีสอบด้านการเงินของที่ทำงานด้วย

เดี๋ยวสอบเสร็จค่อยว่ากัน

คนไหนชอบสมรภูมิไหน เอามาคุยกันได้




เวปนี้ผมเข้าบ่อยครับ มีเรื่องของ นางามาสะ ยามาดะ ด้วยครับ


ส่วนตัวชอบ สมรภูมิ คาวานากาจิม่า กับ นากาชิโน่ ครับ เป็นจุดแตกหักครั้งสำคัญ ที่ผลิกแผ่นดินได้เลยครับ


--------------------
IPB Image
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Oat
post 4 May 2007, 04:38 PM
Post #14


คัมภีร์เหล็ก


Group: สมาชิกในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
Posts: 1,553
Joined: 13 January 2007
Member No.: 165





--------------------
เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 4 May 2007, 04:52 PM
Post #15





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



สมัยเด็กๆนึกว่าชาวญี่ปุ่นภักดีต่อพระจักรพรรดิ์ เพราะไม่เปลี่ยนราชวงศ์เลยและในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นก็อ้างว่าเพื่อพระจักรพรรดิ์

หลายร้อยปีที่อำนาจอยู่ในมือคนอื่น จักรพรรดิ์เป็นแค่สัญลักษณ์

ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องบ่งชี้พฤติกรรมคนบางกลุ่มในปัจจุบันได้ดี

This post has been edited by bancha: 4 May 2007, 05:25 PM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
muaysiam
post 24 May 2007, 01:31 PM
Post #16





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 366
Joined: 17 May 2007
Member No.: 905



QUOTE (bancha @ 23 April 2007, 10:14 AM) *
(ยาโยยนะครับ ไม่ใช่ยาโอย (Yaoi) และไม่เกี่ยวอะไรกับยาโอยทั้งสิ้น)



พี่บัญชาครับ ถ้ามีวัฒนธรรมยาโออิ ก็ต้องมีวัฒนธรรม โลลิด้วยสิครับ อิอิ :P


ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลครับ :) ...เดี๋ยวจะหาเวลามาอ่านให้จบครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
pailin
post 27 May 2007, 12:39 AM
Post #17





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 96
Joined: 19 May 2007
Member No.: 925



เก่งจังหากมีข้อมูลดีดี :lol: ก็เอามาให้อ่านและศึกษาอีกนะ
Attached File(s)
Attached File  19_5.jpg ( 93.36K ) Number of downloads: 36
 
Go to the top of the page
 
+Quote Post
frannobasa
post 4 December 2008, 02:19 PM
Post #18





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 2
Joined: 28 November 2008
Member No.: 7,656



ขอบคุณมากครับ
ได้ความรู้อย่างมากเลย
Go to the top of the page
 
+Quote Post
น้องเซฟ
post 7 December 2008, 07:54 PM
Post #19





Group: สมาชิกชุมชน
Posts: 108
Joined: 14 October 2008
Member No.: 6,967



ขอบคุณครับ ยาวจังแต่ยังไง จะอ่านให้จบครับอ่านวนซัก3รอบ ช่วงนี้เป็นไรไม่รู้ หัวมันทึบๆ แฮ่ๆ biggrin.gif

This post has been edited by น้องเซฟ: 8 December 2008, 03:18 AM


--------------------
จงคิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 23 July 2009, 01:14 PM
Post #20





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



ยกมาอ่านคู่กับเรื่องดาบญี่ปุ่นครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
bancha
post 23 July 2009, 01:26 PM
Post #21





Group: ผู้ดูแลลานเสวนา
Posts: 4,221
Joined: 9 January 2007
Member No.: 43



ภาพวาดครับจะได้พอนึกหน้าออก



จาก
http://th.wikipedia.org
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 23 October 2014, 07:38 AM
Mocha v1.2 Skin © Bytech Web Design